พระปรีชาสามารถในการทรงเรียบเรียง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระอัจฉริยะและพระปรีชาสามารถในการทรงพระราชนิพนธ์เป็นอย่างยิ่ง ทรงพระราชนิพนธ์มาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ พระราชนิพนธ์ของพระองค์ล้วนสำคัญและทรงคุณค่า ดังตัวอย่างต่อไปนี้

เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ทรงเรียบเรียงขึ้นเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นบันทึกประจำวันที่ทรงไว้ระหว่างวันที่ ๑๖-๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะเมื่อทรงมีพระชนมพรรษายังไม่ครบ ๑๙ พรรษา ในพระราชนิพนธ์เรื่องนี้มีข้อความตอนหนึ่งว่า

"วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว… พอถึงเวลาก็ลงจากรถพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่างนั้น แล้วก็ไปยังวัดพระแก้วเพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกตและพระภิกษุสงฆ์ ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่งแล้วก็ไปขึ้นรถยนต์ พอแล่นออกไปได้ไม่ถึง ๒๐๐ เมตร มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด! เมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นท้อฟฟี่ที่อร่อยมาก ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริง ๆ ที่ถนนราชดำเนินกลางราษฎรเข้ามาจนชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งขาใครเข้าบ้าง รถแล่นฝ่าฝูงชนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมาได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดัง ๆ ว่า "อย่าละทิ้งประชาชน" อยากจะร้องบอกเขาไปว่า ถ้าประชาชนไม่ "ทิ้ง" ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ "ละทิ้ง" อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและวิ่งเลยไปไกลเสียแล้ว…"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา และทรงรับการศึกษาอยู่ในต่างประเทศมาแต่ยังทรงพระเยาว์ แต่ทรงพระราชนิพนธ์บันทึกประจำวันด้วยภาษาไทยที่แจ่มแจ้งชัดเจน และให้ความรู้สึกกินใจได้เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะในด้านการใช้ภาษา และพระปรีชาสามารถในการทรงพระราชนิพนธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมเด่นชัด

พระราชานุกิจรัชกาลที่ ๘ เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งกล่าวถึง พระราชานุกิจในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เป็นพระราชนิพนธ์ที่พิมพ์ในการพระราชกุศลครบ ๑๐๐ วัน พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ อันเป็นปีแรกแห่งการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ

พระราชานุกิจ หมายถึง กิจส่วนน้อยอันพระเจ้าแผ่นดินทรงปฏิบัติเป็นการส่วนพระองค์ ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ซึ่งแตกต่างกับพระราชกรณียกิจหรือพระราชภารกิจ ซึ่งหมายถึงกิจส่วนสำคัญอันพระเจ้าแผ่นดินทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่แผ่นดิน แต่กิจทั้ง ๒ อย่างอาจจะมีความสัมพันธ์ต่อกันในบางเวลา

พระมหาชนก เป็น วรรณคดีทางพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในทศชาติชาดก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมมสารมหาเถร) วัดราชผาติการาม ในปี ๒๕๒๐ หลังจากนั้นได้ทรงสนพระราชหฤทัย และได้ทรงค้นต้นเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฎกและได้ทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษจากต้นเรื่องมหาชนกชาดกในพระไตรปิฎก และได้ทรงดัดแปลงเพื่อให้สามารถเข้าใจง่ายและเหมาะสมกับสังคมปัจจุบันจากเค้าเรื่องเดิมที่พระมหา ชนกประสบความสำเร็จในราชการบ้านเมืองและสละราชสมบัติเสด็จออกผนวช แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่ายังไม่ถึงเวลาที่สมควรจะผนวชด้วยบ้านเมืองยังเจริญไม่ครบถ้วนและคนหมู่เหล่าต่าง ๆ ยังขาดภูมิปัญญา จึงต้องจัดการบำรุงการศึกษาซึ่งแสดงถึงการบำเพ็ญบารมีของ พระมหาชนกด้วยวิริยะบารมีอันประกอบด้วยความเพียรอย่างยิ่งยวด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีกระแสพระราชดำรัสถึงหนังสือพระราชนิพนธ์พระมหาชนก เมื่อครั้งที่ได้มีการให้คณะสื่อมวลชน ศิลปิน และผู้พิมพ์และผู้จัดจำหน่ายเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานด้านต่าง ๆ ที่สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๕ ว่า "เป็นโอกาสตามปกติที่จะเปิดเผยหนังสือ เปิดเผยให้คนทราบว่ามีหนังสือจะออกจำหน่ายและโฆษณาว่ามีอะไรบ้าง และต้องขอขอบใจคณะทำงานที่ทำให้หนังสือสำเร็จได้ โดยเฉพาะศิลปินที่เขียนรูปประกอบ ต้องคิดมากเหนื่อยมากเพราะเป็นงานพิเศษ ขอรับรองว่าผลงานที่ออกมาใช้ได้ดีและคงเป็นที่ชอบใจของผู้ซื้อ"

เกี่ยวกับพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชาธิบายว่า "ประกอบด้วยหลายส่วน ภาษาไทยมาจากพระไตรปิฎก คือแปลออกจากดั้งเดิม และมีส่วนที่ดัดแปลงตัวหนังสือบางอย่าง และคำที่ไม่ตรงกับความคิด แปลงบ้าง จนในที่สุดก็มีความคิดออกมาเป็นอย่างหนังสือนี้ที่ตกแต่งใหม่ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมปัจจุบัน ส่วนภาษาอังกฤษก็แปลตรงจากภาษาไทย มีทั้งคำเก่าคำใหม่ เป็นภาษาอังกฤษที่บางคนอาจจะฉงน เป็นภาษาที่แปลกเพราะเป็นเรื่องเก่าโบราณนับเวลาไม่ได้ ภาษาที่ใช้ก็ต้องโบราณ คนที่อ่านภาษาอังกฤษได้ก็ต้องดูภาษาไทย คนอ่านภาษาไทยก็ต้องดูภาษาอังกฤษ เป็นประโยชน์ต่อผู้ชอบศึกษาด้านภาษา เป็นการขัดเกลาภาษาอังกฤษสำหรับผู้รู้ภาษาอังกฤษ และขัดเกลาภาษาไทยสำหรับผู้รู้ภาษาไทย และยังมีภาษาบาลีเป็นอักษรเทวนาครีที่มีผู้รู้น้อยอีกด้วย"

หัวใจของบทพระราชนิพนธ์เรื่องนี้คือเรื่องของความเพียร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีกระแสพระราชดำรัสถึงแก่นของเรื่องว่า "การแสดงออกซึ่งความคิดหลักของชาดกคือมีความเพียร ซึ่งจะต้องมีและสำคัญที่สุด พระมหาชนกว่ายน้ำไปทั้งที่ไม่เห็นฝั่งแต่ก็ว่ายต่อไป การว่ายน้ำในมหาสมุทรที่ไม่เห็นฝั่งมีประโยชน์อะไร ถ้าหากไม่ได้ว่ายน้ำ ๗ วัน ๗ คืนก็ไม่ได้พบเทวดาและนางมณีเมขลามาช่วย คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ว่ายน้ำต้องตกเป็นอาหารของปลาเต่า เมื่อไม่เห็นฝั่งก็ต้องใช้ความเพียรว่ายน้ำต่อไปถึงจะรอด อย่างอื่นก็ต้องเป็นเหมือน ๆ กัน"

เพลงพระราชนิพนธ์ พระอัจฉริยะทางด้านภาษาศาสตร์ประยุกต์ ยังปรากฏในเพลงพระราชนิพนธ์อย่างเด่นชัด เพลงพระราชนิพนธ์แต่ละเพลงล้วนมีท่วงทำนองอันไพเราะมีความหมายลึกซึ้งกินใจ อาทิ เพลงใกล้รุ่ง และเพลงยามเย็น เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีภาพพจน์อันเหมาะเจาะทำให้ผู้ฟังทุกเพศทุกวัยได้รับสุนทรียรสได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เพลงแสงเทียน เป็นเพลงที่มีความไพเราะ ทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์สะเทือนใจได้ลึกซึ้ง นับได้ว่าเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นคีตวรรณกรรมที่ให้รสทางวรรณกรรมได้อย่างเต็มเปี่ยม ถึงแม้ว่าบางเพลงจะทรงมีนักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิถวายความช่วยเหลือ แต่ก็นับได้ว่าทุกเพลงล้วนผ่านพระบรมราชวินิจฉัยมาแล้ว ทำให้ชาวไทยได้ชื่นชมพระอัจฉริยะในด้านนี้ ดังคำพรรณนาที่มีผู้ประพันธ์ไว้

ธ มีความรอบรู้ คีตการ
หลักวิชาเชี่ยวชาญ ถูกต้อง
ทั้งโน้ตที่ขับขาน คำกล่อม
จังหวะทำนองพร้อง เสนาะเพี้ยงเสียงสวรรค์
หรือ
หลากหลายรูปแบบทั้ง เนื้อหา
จังหวะทำนองครา ขับร้อง
สอดแทรกคติสา- รประโยชน์
ทุกส่วนล้วนสอดคล้อง ค่าล้ำบทเพลง

คำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
พระปรีชาสามารถในด้านสรวิทยา วจีวิภาค และวากยสัมพันธ์ | อรรถศาสตร์ | ทรงเรียบเรียง |
การแปล | ภาษาศาสตร์เชิงสังคม | การสร้างรูปแบบตัวอักษรในคอมพิวเตอร์

สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขาภาษาศาสตร์ประยุกต์