เป็นที่ทราบและยอมรับโดยทั่วไปแล้วว่า ผลการพัฒนาประเทศเท่าที่ผ่านมานั้น แต่ละภาคของประเทศมิได้รับผลเท่าเทียมกัน ทั้งนี้เพราะภูมิภาคแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันทั้งในด้านสภาพภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความ นึกคิดของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น ตลอดจนระดับการศึกษา ดังนั้นการใช้รูปแบบการพัฒนาอันเดียวกันมาพัฒนาทุกภาคย่อมมี ปัญหาและอุปสรรค เป็นผลทำให้ผลของการพัฒนาออกมาแตกต่างและไม่เท่ากัน เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึง ปัญหาเป็นอย่างดี ทรงเห็นว่า การพัฒนาในแต่ละพื้นที่ที่มีสภาพพื้นที่และขนบธรรมเนียมประเพณีแตกต่างกัน ควรจะมีการศึกษา ถึงปัญหาสภาพท้องถิ่น หรือวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นนั้น ดังนั้น จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาขึ้นใน ภูมิภาคต่าง ๆ ให้เป็นแหล่งที่จะศึกษาการพัฒนาของภูมิภาคนั้น ๆ

คำว่า "ศูนย์ศึกษาการพัฒนา" นี้ มีคำที่น่าสนใจอยู่ ๒ คำ คือ "ศึกษา" และ "พัฒนา" ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นหลักสำคัญของศูนย์ที่ตั้ง ขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายให้มีการ ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย และแสวงหาแนวทาง และวิธีการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการประกอบอาชีพของราษฎรที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศนั้น ๆ เพื่อให้ราษฎรสามารถ นำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง และเมื่อค้นพบพิสูจน์ได้ผลแล้วก็จะนำผลไปพัฒนาสู่ราษฎรในหมู่บ้านใกล้เคียง จนกระทั่งขยายผล แผ่กระจายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ และศูนย์ดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่เป็นเสมือน "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" สำหรับราษฎรจะได้ มาศึกษาดูงาน ฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการเกษตรอุตสาหกรรมในครัวเรือน ด้านศิลปาชีพ ฯลฯ โดยการมาเรียนรู้จากของ จริง

จะเห็นว่าแนวพระราชดำริ "ศูนย์ศึกษาการพัฒนา" นี้ เกิดจากพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านด้วยทรงห่วงใยพสกนิกร ชาวไทย มีพระราชประสงค์เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวไทยโดยแท้ แนวพระราชดำรินี้เป็นการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และการ ประยุกต์ผลการวิจัยเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นระบบและเบ็ดเสร็จ ทั้งมีความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่การ พัฒนาที่จะสามารถพึ่งตนเองในสิ่งต่าง ๆ ได้ในที่สุด

|สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขารัฐศาสตร์|