โดยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดอีกปัญหาหนึ่งของประเทศ คือ ปัญหาเกษตรกร
ซึ่งเป็นราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองที่เป็นหลักแหล่งอย่างเพียงพอ จึงทรงมุ่งมั่นที่จะหาทางแก้ไข
ปัญหาหลักนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยราชการต่าง ๆ และจากความเกื้อกูลสนับสนุนของเอกชนที่มองเห็นปัญหา และมี
ความปรารถนาที่จะช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองตามกำลังความสามารถ ด้วยการดำเนินการพัฒนาที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าที่หมดสภาพ
จากการเป็นป่าสงวนของชาติแล้ว ให้มีสภาพเป็นที่ดินที่อุดมสมบูรณ์แล้วนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ต้องการจะช่วยตนเอง
ได้เข้าทำกินในที่ดินจัดสรรนี้
ทรงสนับสนุนให้เกษตรกรร่วมกันทำมาหาเลี้ยงชีพในลักษณะสหกรณ์ ซึ่งสมาชิกมีสิทธิในการทำกินในที่ดินนี้ ตลอดชั่ว
ลูกหลาน แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในการซื้อขายที่ดิน เพื่อป้องกันที่ดินตกเป็นของนายทุน อันเป็นหลักการจัดสรรที่ดินในรูปของสหกรณ์
เอนกประสงค์ กรรมการสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดซื้อพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ตามความต้องการของสมาชิก ตลอดจน
รับผิดชอบในการนำผลผลิตออกสุ่ตลาด วิธีการเช่นนี้ได้จัดทำอยู่ในโครงการพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์ที่หุบกะพง และ
ดอนขุนห้วย จังหวัดเพชรบุรี ที่หนองพลับ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ทุ่งลุยลาย จังหวัดชัยภูมิ และโครงการพัฒนาที่ราบเชิงเขา
จังหวัดปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ
นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาขึ้นที่ตำบล
เขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อศึกษาหาวิธีการพัฒนาที่ดินทำกินของราษฎรให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น
ด้วยการพัฒนาที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำ ฟื้นฟูสภาพป่า ใช้หลักวิชาการการเกษตรสมัยใหม่ในการวางแผนการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
ศูนย์นี้ดำเนินงานโดยคณะกรรมการบริหารซึ่งมาจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ใช้เงินจากผู้บริจาคและจากผู้ที่มีจิตศรัทธาเป็นทุน
ดำเนินการ และจะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรทั่วไป และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาได้เยี่ยมชมศึกษาการสาธิตเกี่ยวกับการเกษตรกรรม
|สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขารัฐศาสตร์|