ความเป็นมา

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๑ บริเวณพื้นที่ราบเชิงเขาบรรทัดพื้นที่ ๔๐๔,๗๓๐ ไร่ ในเขตอำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอสระแก้ว อำเภอวัฒนานคร และอำเภอตาพระยา ซึ่งในเขตรอยต่อ ระหว่าง ๓ จังหวัด คือ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ซึ่งเคยเป็นป่าสงวนแห่งชาติที่อุดมสมบูรณ์ได้ถูกราษฎรบุกรุกเข้าไปแผ้วถาง จนทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรมดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและการเพาะปลูก ประกอบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้ใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งฐานปฏิบัติการที่จะแยกประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐอินโดจีนโดยอาศัยแนวสันเขาบรรทัด อันเป็นเทือกเขาเชื่อมติดต่อกับสาธารณรัฐกัมพูชาประชาธิปไตย ประชาชนและพื้นที่บริเวณนี้ได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ต่อมาหน่วยเฉพาะกิจกองพลที่ ๒ กองทัพภาคที่ ๑ ได้เข้ามาปฏิบัติการ ในสนามบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พบว่า การที่ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ให้ราบคาบกระทำได้ยาก เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะประชาชนเหล่านั้นหวาดกลัวภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ผู้ก่อการร้ายจะหยิบยื่นให้ จากปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ เมื่อความทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา โดยได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ ม.จ.จักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ องคมนตรี ประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดวางโครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดปราจีนบุรี ตามพระราชดำริขึ้น โดยร่วมมือกับกองทัพภาคที่ ๑ จังหวัดปราจีนบุรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ เข้าดำเนินการตามโครงการ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมหมู่บ้านโครงการพระราชดำริ และได้พระราชทานพระราชดำริให้คณะทำงานในโอกาสต่าง ๆ ตลอดจนได้พระราชทานอุปกรณ์และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับ โครงการพร้อมกับพระราชทานแนวทางการพัฒนาไว้ ๓ ด้าน คือ

(๑) การพัฒนาทางด้านจิตใจของราษฎร
(๒) การพัฒนาทางด้านความรู้การประกอบอาชีพ
(๓) การจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย

วัตถุประสงค์

๑. เพื่อพัฒนาด้านจิตใจของราษฎรให้มีความขยัน รู้จักช่วยตนเอง และให้มีความสามัคคีร่วมมือ ร่วมใจในการป้องกันตนเอง การพัฒนาหมู่บ้าน การยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี และมีศีลธรรมอันดี
๒. เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำด้วยระบบชลประทานโดยทำฝายอ่างเก็บน้ำ คลองซอยให้ราษฎรได้มีน้ำใช้ในการบริโภค และการเกษตรอย่างทั่วถึง
๓. เพื่อป้องกันการบุกรุกทำลายป่า และฟื้นฟูสภาพป่าให้เป็นต้นน้ำลำธาร
๔. เพื่อพัฒนาความรู้ด้านวิชาการของราษฎร โดยการแนะนำส่งเสริมเทคนิคการผลิตทางการเกษตรสมัยใหม่
๕. เพื่อเร่งรัดปรับปรุง และบริการทรัพยากรหลัก ตลอดจนสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัด ปราจีนบุรี (สระแก้ว) โดยการปรับปรุงบำรุงดิน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนสร้างสิ่งสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต การจัดสรรที่ดินแก่ราษฎร การจัดระบบการผลิตและการตลาดในรูปสหกรณ์
๖. เพื่อลดอัตราการเพิ่มประชากรในพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็ลดอัตราการหลั่งไหลของประชากรที่มาจากแหล่งอื่น พร้อมทั้งปรับปรุงคุณภาพของประชาชนให้สูงขึ้นและเสริมสร้างการมีงานทำของประชากร

พื้นที่ดำเนินโครงการ บริเวณพื้นที่ราบเชิงเขาบรรทัด กำหนดเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ ๕ อำเภอ ดังนี้
๑. พื้นที่พัฒนาอำเภอสระแก้ว พื้นที่โครงการ ๖๒,๐๐๕ ไร่ ๒๖ หมู่บ้าน ๑,๒๙๔ ครอบครัว ประชากร ๗,๔๑๗ คน
๒. พื้นที่พัฒนาอำเภอวัฒนานคร พื้นที่โครงการ ๗๙,๓๑๐ ไร่ ๒๓ หมู่บ้าน ๑,๖๘๙ ครอบครัว ประชากร ๑๑,๘๗๕ คน
๓. พื้นที่พัฒนาอำเภอตาพระยา พื้นที่โครงการ ๒๙,๖๖๐ ไร่ ๘ หมู่บ้าน ๖๙๙ ครอบครัว ประชากร ๕,๔๑๗ คน
๔. พื้นที่พัฒนาอำเภอนาดี พื้นที่โครงการ ๙๔,๑๐๕ ไร่ ๑๑ หมู่บ้าน ๑,๔๗๔ ครอบครัว ประชากร ๙,๒๕๗ คน
๕. พื้นที่พัฒนาอำเภอกบินทร์บุรี พื้นที่โครงการ ๘๙,๗๕๐ ไร่ ๒๖ หมู่บ้าน ๑,๗๖๐ ครอบครัว ประชากร ๑๐,๐๕๓ คน

การดำเนินงานในส่วนสหกรณ์

โครงการพระราชดำริ พัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดสระแก้ว เป็นเส้นทางการเริ่มต้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการส่งเสริมตามแนวพระราชดำริการพัฒนาไว้ ๓ ประการ คือ จัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ราษฎรตามความเหมาะสม พัฒนาความรู้ด้านการประกอบอาชีพ และพัฒนาด้านจิตใจ โดยได้ส่งเสริมการประกอบอาชีพแก่ราษฎรในเขตพื้นที่โครงการ พัฒนาจัดสร้างแหล่งน้ำเพื่อการบริโภคและการเกษตร พัฒนาที่ดิน พัฒนาหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ที่สมบูรณ์แบบ โดยวิธีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้การศึกษาอบรมแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปให้เข้าถึงอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ รวมทั้งได้มีการพัฒนาจิตใจให้ขยัน ประหยัด อดทน พึ่งตนเอง ร่วมมือร่วมใจป้องกันตนเองและหมู่บ้าน และสนใจที่จะพัฒนาการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งได้มีการจัดตั้งสหกรณ์นิคมขึ้น ๕ แห่ง ได้แก่สหกรณ์นิคมคลองน้ำเขียว จำกัด สหกรณ์นิคมท่าช้าง จำกัด สหกรณ์นิคมบ้านห้วยชัย จำกัด สหกรณ์นิคมเขาพรมสุวรรณ์ จำกัด และสหกรณ์นิคมคลองทรายคลองคันโท จำกัด สหกรณ์นิคมทั้ง ๕ แห่ง ได้จัดสรรที่ดินในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้สมาชิก จำนวน ๒,๓๔๗ คน ได้มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินครอบครัวละ ๑๕ ไร่ จากผลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมาชิกสหกรณ์ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และร่วมกันจัดทำกิจกรรม อาทิเช่น การรับฝากเงิน กิจกรรมให้เงินกู้รวบรวมผลิตผล และจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ดำเนินธุรกิจโรงสี และมีการจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในหมู่สมาชิก จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาธุรกิจและสะสม ทุนดำเนินได้ถึง ๒๔ ล้านบาท

ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ | พระปรีชาสามารถ | หน้าแรก