ความเป็นมา

เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จทอดพระเนตรการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ได้พระราชทานพระราชดำริ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ราษฎรในชนบทมีการรวมกลุ่มกันออมทรัพย์ มีการจัดระบบเงินทุนหมุนเวียนตั้งแต่การซื้อการขาย การนำรายได้เข้ากองกลาง เพื่อเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นการสาธิต การบริหารด้านการเงินเป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปปฏิบัติ รวมทั้งจะนำไปส่งเสริมให้ศูนย์อื่นปฏิบัติตามเป็นลักษณะของเศรษฐกิจในหมู่บ้าน เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ อันเนื่องจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ได้ดำเนินโครงการทำนบกั้นเงิน ซึ่งเป็นโครงการสะกัดกั้นเงินมิให้เงินไหลออกจากหมู่บ้าน เป็นการส่งเสริมการเพิ่มพูนรายได้ของหมู่ประชาชนในจังหวัด โดยส่วนราชการในจังหวัดสกลนครจาก ๖ กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติและให้การส่งเสริมไปในแนวทางเดียวกัน โดยมีหลักการที่สำคัญในโครงการ คือ
๑. เปลี่ยนแนวความคิดของประชาชนในชนบท จากการทำมาหากินเป็นการทำมาค้าขาย
๒. การพัฒนาต่าง ๆ ให้เริ่มต้นที่หมู่บ้าน โดยความต้องการเกิดจากตัวของราษฎรเองและราษฎรเป็นผู้ปฏิบัติ ทางการให้การสนับสนุนในสิ่งที่ขาดและจำเป็น
๓. การจัดหาหรือจัดให้มีเงินทุนเพื่อการพัฒนานั้น แหล่งที่มาต้องมาจากหมู่บ้านเอง เพื่อให้ราษฎรมีความรู้สึกมีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อเงินทุน
๔. ใช้ประโยชน์จากร้านค้าหมู่บ้าน ซึ่งราษฎรในหมู่บ้านรวมทุนกันจัดตั้งขึ้นและร่วมกันบริหารจนมีกำไรเป็นแหล่งสะสมทุนเบื้องต้น และเป็นศูนย์กลางเพื่อการพัฒนาทุก ๆ ด้าน ได้แก่ ด้านการออมทรัพย์ วัฒนธรรม สาธารณสุข และการตลาด เพื่อราษฎรจะได้ทำการค้าขายเป็นและป้องกันตนเองมิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ

วัตถุประสงค์

๑. เพื่อให้การบริการแก่สมาชิกโดยการรวบรวมซื้อและรวบรวมขาย
๒. ส่งเสริมการศึกษาอบรมอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ให้กับสมาชิกรู้จักการช่วยตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
๓. ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพทั้งด้านการเกษตรและนอกภาคเกษตร
๔. ดำเนินธุรกิจอื่นภายในขอบเขตที่บัญญัติในกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์

ลักษณะพื้นที่โครงการ
หมู่บ้านบริวารมีจำนวน ๑๔ หมู่บ้าน อยู่ในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ๑๐ หมู่บ้าน และอำเภอเต่างอย ๔ หมู่บ้าน ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขา แต่ละหมู่บ้านกระจายอยู่รอบ ๆ ศูนย์ มีระยะทางอยู่ในรัศมีไม่เกิน ๒๐ ก.ม. ราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพทางการเกษตร หน้าฝนประกอบอาชีพทำนา หน้าแล้งปลูกพืชไร่ ได้แก่ มะเขือเทศ ข้าวโพดฝักอ่อน เสาวรส ราษฎรนำผลิตผลส่งโรงงานโครงการหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๓ อำเภอ เต่างอย เพื่อแปรรูปออกจำหน่าย

การดำเนินงานในส่วนสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์และส่วนราชการในจังหวัดสกลนคร ทั้ง ๖ กระทรวงหลักได้ร่วมมือกันจัดตั้งร้านค้ากลางหมู่บ้านเริ่มจุดแรกที่บ้านนานกเค้า ซึ่งเป็นหมู่บ้านบริวารที่มีพื้นที่ติดกับศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพาน เมื่อการดำเนินงานประสบผลสำเร็จได้ขยายการจัดตั้งออกไปยังหมู่บ้านอื่น จนกระทั่งมีร้านค้ากลางเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน ๕๘ ร้านค้าต่อจากนั้นร้านค้าทั้ง ๕๘ แห่งได้รวมตัวกันขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๐ โดยใช้ชื่อว่า "ร้านสหกรณ์ร้านค้ากลางหมู่บ้านสกลนคร จำกัด" มีสำนักงานอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร ทำหน้าที่รวบรวมสินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุอุปกรณ์การเกษตรขายส่งให้ร้านค้ากลางหมู่บ้าน และรวบรวมสินค้าประเภทหัตถกรรมและผลิตผล ผลิตภัณฑ์ทาง การเกษตรจากร้านค้ากลางหมู่บ้านมาจัดจำหน่าย เพื่อการดำเนินการตามแนวพระราชดำริซึ่งทรงเน้นให้ทำงานเป็นทีมเพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดส่งบุคลากรเข้า ปฏิบัติงานประจำในระดับตำบล เพื่อทำหน้าที่จัดตั้ง ให้การศึกษาอบรม แนะนำส่งเสริมการดำเนินงานร้านค้ากลางหมู่บ้านให้เป็นไปตามหลักและวิธีการสหกรณ์ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ร้านค้ากลางหมู่บ้านทำธุรกิจเชื่อมโยงกับร้านสหกรณ์ร้านค้ากลางหมู่บ้านสกลนคร จำกัด ซึ่งเป็นร้านระดับอำเภอ

การดำเนินธุรกิจของร้านค้ากลาง ทำเป็นลักษณะศูนย์สาธิตการตลาดเพื่อเป็นตัวอย่าง ซึ่งมีทั้งหมด ๔ แห่ง คือ บ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง บ้านนากับแท้ ตำบลดงมะไฟ บ้านหนองไผ่และบ้านดงน้อย ตำบลดงมะไฟ ปัจจุบันมีสมาชิก ๕๔๖ ครอบครัว มีทุนดำเนินงาน ๒๕๒,๖๕๐.- บาท ปริมาณธุรกิจซื้อ ธุรกิจขาย ๖,๘๗๓,๗๔๕ บาท กำไรสุทธิปีละเกือบ ๒๐๐,๐๐๐.- บาท

เพื่อให้พื้นที่หมู่บ้านบริวารศูนย์ศึกษาเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการรวบรวมเกษตรกรจัดตั้งสหกรณ์ขึ้น ๒ แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรเมืองสกลนคร จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเต่างอย จำกัด จำนวนสมาชิกทั้งหมด ๓,๗๘๐ ครอบครัว สกรณ์ได้ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ รวมกันซื้อรวมกันขาย และธุรกิจรับฝากเงินปัจจุบันมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น ๖๐,๙๑๕,๘๒๗.- บาท ผลการดำเนินงานมีกำไรสุทธิปีละ ๑.๕ ล้านบาท

ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ | พระปรีชาสามารถ | หน้าแรก