ความเป็นมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง ณ สถานีสูบน้ำบ้านโคกกูแว ตำบลพร่อนและสถานีสูบน้ำตอหลัง ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๙ และ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๕ สรุปความได้ว่างานที่จะต้องดำเนินการมีอยู่ ๒ ส่วนคือ

งานด้านชลประทาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการแก้ปัญหา ทั้งนี้ ควรมีการพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างประตูระบายน้ำในแม่น้ำปากพนัง ณ จุดห่างจากอำเภอปากพนังไปทางทิศใต้ประมาณ ๓-๕ กิโลเมตร อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันน้ำเค็มบุกรุกและเก็บกักน้ำดิบสำหรับใช้ผลิตประปาของอำเภอปากพนัง พร้อมทั้งก่อสร้างระบบระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมลงทะเบให้เร็วที่สุด

งานด้านกิจกรรมต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือราษฎรในการประกอบอาชีพและพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ควรให้เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งฝ่ายทหารช่วยกันพัฒนาให้เกิดผลควบคู่ไปกับการพัฒนาด้าน แหล่งน้ำ

พื้นที่ของโครงการมีประมาณ ๑,๙๓๗,๕๐๐ ไร่ อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุม พื้นที่รวม ๗ อำเภอ คือ พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอชะอวด อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร และอำเภอปากพนัง กับพื้นที่บางส่วนของอำเภอลานสะกา และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

การดำเนินงานในส่วนสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์นั้นได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้ ตั้งแต่แรกเริ่มโดยมีการจัดทำ โครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำปากพนังโดยวิธีสหกรณ์ ภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสผ่านสำนักเลขาธิการ เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๙ ถึงกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดังนี้

๑. ควรทำโครงการปากพนังโดยด่วน เพราะโครงการนี้ช่วยให้เราคุมน้ำได้ สามารถแยกพื้นที่เลี้ยงกุ้ง (ใช้น้ำเค็ม) กับพื้นที่เพาะปลูก (ใช้น้ำจืด) ในบริเวณคลองชะอวด ทั้งยังแก้ปัญหาน้ำเสียจากพรุควนเคร็ง ทำนองเดียวกับการแก้ปัญหาที่พลุโต๊ะแดง ถ้ายังไม่ทำโครงการชลประทานจะไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการเลี้ยงกุ้งหรือปัญหาอื่น ๆ ได้
๒. จะหมดปัญหาเรื่องการทำนากุ้งทำลายสภาพแวดล้อม เพราะกรมประมงช่วยให้ทำอาชีพนี้ได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันโดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ส่วนผู้ที่ทำนาข้าวและสวน (ที่ต้องใช้น้ำจืด) จะสามารถ ประกอบอาชีพได้อย่างดี
๓. ให้กรมประมงสนับสนุนด้านวิชาการเลี้ยงกุ้งและการป้องกันมลภาวะตามแนวทางพระราชดำริ ที่แสดงในนิทรรศการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๓๘ และช่วยตั้งกลุ่มตามระบบ สหกรณ์แบบเสรี เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๓๘ และช่วยตั้งกลุ่มตามระบบสหกรณ์แบบเสรี (Free cooperative system) รวมทั้ง ตั้งศูนย์ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลาทั้งในด้านการผลิต และการตลาด
๔. ผู้ที่เลี้ยงกุ้ง และผู้ที่เพาะปลูกไม่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่อาศัย เพราะจะสามารถเดินทางข้ามคลองไปประกอบอาชีพอีกด้านได้ ให้แบ่งเขต (zonning) เป็นเขตที่อยู่อาศัยเขตประกอบอาชีพเพาะปลูก เขตประกอบ อาชีพเลี้ยงสัตว์น้ำ เขตที่ทำนากุ้งคือบริเวณคลองปากพนัง (อำเภอหัวไทร) เขตที่ทำนาข้าวคืออำเภอเชียรใหญ่ เป็นส่วนใหญ่

วัตถุประสงค์

๑. เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของเกษตรกรในพื้นที่โครงการโดยวิธีการสหกรณ์ กล่าวคือ ตั้งกลุ่มตามระบบสหกรณ์แบบเสรี หรือการรวมกลุ่มแบบธรรมชาติตามการแยกพื้นที่เลี้ยงกุ้ง (ต้องใช้น้ำเค็ม) กับพื้นที่เพาะปลูก (ใช้น้ำจืด)
๒. เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบอาชีพทำนาข้าว และนากุ้งในพื้นที่แนวฝั่งทะเล
๓. เพื่อให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการประสานงานระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้ด้านต่าง ๆ แก่เกษตรกรในพื้นที่
๔. เพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการ
โครงการนี้เป็นโครงการใหม่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จะเริ่มดำเนินการในปี ๒๕๔๐-๒๕๔๔ พื้นที่ดำเนินการ ๓ จังหวัด คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ๙ อำเภอ จังหวัดพัทลุง ๑ อำเภอ และจังหวัดสงขลา ๑ อำเภอ (ในปีแรกจะเน้นหนักที่จังหวดนครศรีธรรมราชก่อนแล้วจึงขยายผล)

การดำเนินงานของกรมฯ จะเริ่ม ตั้งแต่การสำรวจสภาะเศรษฐกิจและสังคม เพื่อปรับปรุงงานสหกรณ์ในพื้นที่ เผยแพร่หลักการและวิธีการสหกรณ์ แก่เกษตรกรและข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้าใจ และเป็นแนวร่วมในการส่งเสริมงานสหกรณ์ในพื้นที่โครงการจัดตั้งตลาดกลางเพื่อทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางในการประสานงานระหว่างเกษตรกรและเอกชน โดยมีภาครัฐดูแลอยู่ห่าง ๆ เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปตามกลไกราคา และมีความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย สนับสนุนอุปกรณ์และเงินทุนหมุนเวียนให้สหกรณ์กู้ไป ดำเนินธุรกิจ นำสหกรณ์ในพื้นที่เข้าโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตการเกษตรของสถาบันเกษตรกรในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายข้าว ส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริมของสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ ประสานงานนำผลการวิจัยของกรมประมงหรือภาคเอกชนมาส่งเสริมเกษตรกรผ่านสหกรณ์ในพื้นที่ แนะนำส่งเสริมอาชีพของสมาชิกตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ ลักษณะเดียวกับโครงการตามพระราชดำริห้วยทราย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยประสานงานกับกรมวิชาการเกษตร และประสานงานกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อแนะนำตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ในพื้นที่อย่างรัดกุมรวดเร็ว

คาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการในปี ๒๕๔๔ ราษฎรในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จะมีความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่ารายละ ๒๕,๐๐๐ บาท ต่อปี (ปี ๒๕๓๘ รายได้เฉลี่ยรายละ ๑๔,๑๓๕ บาทต่อปี) มีตลาดกลางผลผลิตที่ดำเนินงานโดยสหกรณ์ เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกเพื่อจัดการขาย และรวมกันซื้อปัจจัยการผลิต อย่างน้อย ๓ แห่ง มีสหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการประสานงานภาครับและเอกชน ลดความขัดแย้งในการประกอบอาชีพ ร่วมกันอนุรักษ์และปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น

ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ | พระปรีชาสามารถ | หน้าแรก