โรคเอ๋อ : โรคที่ป้องกันได้

ปัจจุบันโรคปัญญาอ่อนที่เกิดกับมนุษย์มีสาเหตุเกิดได้หลายประการด้วยกันเช่น อาจจะ เกิดจากพันธุกรรมที่เรียกว่า Down,s syndrome หรือ Mongolism โรคนี้เกิดจากมีจำนวนโครโม โซมผิดปรกติ คือมีจำจวนโครโมโซมมากกว่า 46 โครโมโซม โรคปัญญาอ่อนที่เกิดจาก

พันธุกรรม เป็นโรคที่ป้องกันยาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยีนส์ และการมาจับคู่กันของยีนส์ ส่วน โรคปัญญาอ่อนอีกชนิดหนึ่ง เราเรียกว่า โรคเอ๋อ เป็นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดขึ้นเนื่องจาก มารดาไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้านโภชนาการ เมื่อตั้งครรภ์และแม่ขาดไอโอดีนจะมีผลกระทบไป ถึงทารกที่อยู่ในครรภ์ด้วย ทำให้ทารกทีคลอดมาเป็นโรคปัญญาอ่อน เนื่องจากร่างกายของแม่ ในช่วงตั้งครรภ์ขาดสารไอโอดีน จึงทำให้ขาดฮอร์โมนไทรอกซิน ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับการเจริญ เติบโตของร่างกายและสมองทารกเมื่อคลอดออกมาจึงเป็นปัญญาอ่อน เรียกอาการเช่นนี้ว่า ครีทิน (Cretin) เพราะฉะนั้นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีนของมารดาในระยะ ตั้งครรภ์จึงน่าจะเป็นโรคที่ป้องกันได้ ถ้ามารดามีความรู้เกี่ยวกับด้านโภชนาการ

อาหารที่มนุษย์รับประทานนี้แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภทคือ อาหารที่ให้ พลังงานทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ได้แก่อาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ส่วนอาหาร อีกประเภทหนึ่งเป็นอาหารทีไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่เป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการ ทำงานของเอนไซม์ การสร้างสารฮอร์โมนและกระบวนเมแทบอลิซึมของเซลล์ ได้แก่ แร่ธาตุ ต่าง ๆ และวิตามิน สารอาหารประเภทนี้จะได้จาก เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ สารไอโอดีนเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด ความสำคัญของสารไอโอดีน คือ ต่อมไทรอยด์นำไปสร้างฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroxine) หรือ T4 และไอโอโดไทโรนนีน (Triiiodothyronine) หรือ T3 สารทั้ง T3 และ T4 มีความสำคัญเกี่ยวกับควบคุมการเจริญเติบโต ในกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ร่างกายสามารถตอบสนอง ต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตจากต่อมใต้สมองได้เป็นปรกติ ถ้ามารดาในช่วงตั้งครรภ์ ขาดฮอร์โมนชนิดนี้จะไปมีผลกระทบทำให้ทารกในครรภ์ไม่เจริญเติบโตและยังมีผลไปยับยั้ง การเจริญเติบโตของสมองด้วยทำให้ทารกในครรภ์มีลักษณะเตี้ยแคระ และเป็นโรคปัญญาอ่อน ด้วย
เด็กปัญญาอ่อนเนื่องจากขาดสารไอโอดีนในช่วงที่อยู่ในครรภ์ เรียกปัญญาอ่อนแบบนี้ว่า โรคเอ๋อ โรคเอ๋อเป็นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดจากมารดาได้รับสารไอโอดีนในอาหารน้อย กว่า 20 ไมโครกรัมต่อวัน โรคชนิดนี้จะเกิดเฉพาะถิ่นในทารก (Endemic Cretinism) คือเกิด เฉพาะบางพื้นที่ที่ดินขาดสารไอโอดีน เนื่องจากดินถูกน้ำชะล้างสารชนิดนี้ลงไปสู้บริเวณที่ราบ ต่ำ จึงพบโรคนี้เกิดกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูงที่เป็นป่าเขาหรือดอยในภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เช่น พบในประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบที่ห่างไกล จากตัวมืองในจังหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ จังหวัดเหล่านี้จึงมีเด็กเป็นโรคเอ๋อมากกว่าเด็กใน จังหวัดอื่นๆ โรคนี้ยังไม่สามารถตรวจพบได้ในเด็กแรกเกิด แต่เด็กอาจแสดงอาการให้ปรากฏ ตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป โรคนี้มีลักษณะด้วยกันคือ
(1) เป็นชนิดผู้ป่วยมีสติปัญญาต่ำอย่างรุนแรง (Neurological Cretinism) คือมีอาการหู หนวด เป็นใบ้ มีความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ อาการกระตุก ตาเหล่ ท่าเดินผิดปกติและกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน เด็กที่เป็นโรคนี้ทางเหนือเรียกว่า โรคเอ๋อ หรือใบ้งั่ง และถ้ามีอาการเดินกระตุกด้วย เรียกว่า "เซอะมะ" เด็กที่เป็นโรคนี้เมื่อมีอายุมากขึ้น ก็ยังมีรูปร่างเหมือนเด็กและไม่สามารถเรียกหนังสือได้br>
(2) เป็นชนิดที่ผู้ป่วยมีสติปัญญาต่ำมาก (Myxedematons Critinism) มีการเจริญเติบโต ของร่างกายและกระดูกล่าช้า จะมีลักษณะเตี้ยแคระ ซึมไม่ค่อยรบกวนเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ฟัน งอกช้า กระดูกกระหม่อมปิดช้า หัวใจเต้นช้า เบื่ออาหาร ผิวหนังหนา การเจริญเติบโตทางเพศ ช้า การเคลื่อนไหวเชื่องช้า
จากการสำรวจจำนวนของเด็กที่ป่วยเป็นโรคเอ๋อในจังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ. 2532 พบเด็ก ที่เป็นโรคนี้มีจำนวนดังนี้

เด็กอายุ 0-15 ปี 93 คน
เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป 456 คน
เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 0.13 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรเด็กในจังหวัดน่าน
เมื่อนับจำนวนเด็กที่เป็นเฉพาะจังหวัดน่านเพียงจังหวัดเดียว มีจำนวนถึง 549 คน เด็ก เหล่านี้จะไม่มีโอกาสเป็นโรคนี้เลย ถ้ามารดาเป็นผู้มีความรู้ทางด้านโภชนาการ เพราะฉะนั้น รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขควรให้ความรู้แก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปที่อยู่ห่างไกลจากตัว เมือง เพื่อให้มารดาและประชาชนทั่ว ๆ ไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรับประทาน อาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรให้ความรู้เรื่องคุณคาอาหารทั้ง 5 หมู่ทีจะหารับประทานได้ทั่ว ๆ ไป โดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อสารอาหารราคาแพงมารับประทาน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพ ของครอบครัวที่ฐานะยากขน สาธารณสุขควรรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และควรแนะนำให ้ประชาชนได้รู้จักรับประทานน้ำปลาอนามัยหรือเกลืออนามัย ซึ่งเป็นน้ำปลาและเกลือที่เติม สารไอโอดีนลงไปเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอาหาร เพื่อป้องกันมิให้หญิงมีครรภ์ขาดสารไอโอดีน ที่จะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ถ้ารัฐฯ ยังปล่อยปละละเลยไม่ให้ความรู้แก่ประชาชน ถ้า ประชาชนในรุ่นต่อ ๆ มาเกิดมาเป็นโรคนี้มาก จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ และเด็กเป็นโรคนี้จะเป็นภาระกับสังคมอย่างยิ่ง ทำให้ประชากรของประเทศมี คุณภาพต่ำ เพราะเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ช่วยตัวเองไม่ได้ จึงเป็นภาระและกระทบต่อการพัฒนา เศรษฐกิจของชาติเป็นอย่างยิ่ง

โดยสาลี่ ตังคจิวางกูร วารสาร สสวท. ฉบับที่ 97