ความเป็นมา

ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการสร้างเขื่อนจุฬาภรณ์ มีการตัดถนนไปยัง บริเวณก่อสร้างเขื่อนฯ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ขณะนั้นได้มีราษฎรเข้าไปหักล้างถางป่าเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการป้องกันมิให้บุกรุกป่าสงวนออกไป เป็นการทำลายพื้นที่ป่าซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารและทรัพยากร อันมีค่าของชาติ ซึ่งมีบริเวณที่บุกรุกถึง ๑๗ จุด รวม ๑,๐๙๖ ครอบครัว เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๖,๑๒๗ คน ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำพิธีเปิดเขื่อนจุฬาภรณ์เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๑๖ ได้พระราชทานพระราชดำริแก่นายกรัฐมนตรีในเรื่องการป้องกันการบุกรุกทำลายป่าสงวน แห่งชาตินี้ โดยให้รัฐบาลจัดที่ดินส่วนที่ถูกบุกรุกทำลายไปแล้วให้เป็นแปลงใหญ่หรือหลายแปลงติดต่อกันถวาย เพื่อดำเนินการเช่นเดียวกับหมู่บ้านหุบกะพง และมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็น ผู้ดำเนินการตามโครงการนี้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๑๖ ให้กรมประชาสงเคราะห์ เป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการจัดหาที่ดินให้เพียงพอแก่การจัดสรร เพื่อดำเนินการตามพระราชดำริต่อไป และเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๑๖ กรมประชาสงเคราะห์ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการ และเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาวางแผนดำเนินการ และจัดทำแผนงานในรูป โครงการสมบูรณ์แบบโดยได้รับพระราชทานโครงการนี้ว่า "โครงการจัดพัฒนาที่ดินในท้องที่หมู่บ้านทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ตามพระราชประสงค์" และบรรจุเป็นโครงการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในโครงการเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๘ ให้ดำเนินการตามความ เห็นชอบของคณะกรรมการบริหารสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บรรจุเป็นโครงการเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว

วัตถุประสงค์

๑. แก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายป่ามิให้เพิ่มขึ้นโดย
๑.๑ จัดที่อยู่และที่ทำกินในลักษณะถาวรให้กับราษฎรที่มีรายชื่อปรากฎอยู่ในบัญชีสำรวจ ๑,๐๙๖ ครอบครัว ซึ่งกระจายอยู่ ๑๗ จุด ให้เข้ามาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเดียว
๑.๒ ช่วยเหลือและจัดการอพยพราษฎรที่เข้ามาบุกรุกถือครองที่ดินภายหลังการสำรวจให้ย้ายกลับภูมิลำเนา เดิม หรือไปทำกินในนิคมของกรมประชาสงเคราะห์
๒. พัฒนาอาชีพส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมของราษฎร โดย
๒.๑ จัดบริการสาธารณประโยชน์ที่จำเป็นสำหรับท้องถิ่น
๒.๒ ส่งเสริมและแนะนำให้ปลูกที่มีค่าทางเศรษฐกิจและตรงกับความต้องการของตลาด
๒.๓ ปลูกป่าทดแทนในบริเวณที่ถูกบุกรุกทำลายไปแล้ว และมิได้นำมาใช้ในการจัดสรรเพื่อเป็นการบำรุง รักษาป่าสงวนต้นน้ำลำธารไว้
๓. แนวทางการดำเนินงานตามโครงการ
ราษฎรที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรและอาศัยอยู่แต่เดิมได้อยู่อาศัยต่อไป และได้รับการจัดสรรที่ดิน ทำกินและอยู่อาศัย จำนวน ๑๕ ไร่ต่อครอบครัว จำนวนเกษตรกรทั้งสิ้นมี ๑,๐๙๖ ครอบครัว แบ่งออกเป็น กลุ่ม ต่างๆ ตามภูมิประเทศ ส่วนกรรมสิทธิในที่ดินยังคงเป็นของรัฐ สมาชิกโครงการมีสิทธิในฐานะผู้ได้รับ อนุมัติเข้าทำประโยชน์เท่านั้น แต่สามารถเสนอชื่อสามีหรือภรรยาและบุตร รับช่วงเป็นสมาชิกได้
หลังจากนั้นให้สมาชิกในโครงการรวมกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร และหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นให้มีกรรมการ หมู่บ้านปกครองตนเอง เรียกว่าหมู่บ้านสหกรณ์

การดำเนินงานในด้านสหกรณ์

ปีงบประมาณ ๒๕๓๔ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับขุดสระน้ำ ดังนี้
๑. สระน้ำเพื่อเกษตรกรรมขนาดเล็ก ปริมาตร ๑,๒๕๐ ลบ.เมตร จำนวน ๑๒๐ สระ และทางราชการได้สนับสนุนจัดหาพันธุ์ไม้มาแจกจ่ายให้สมาชิดนำไปปลูกขอบสระ รวมทั้งติดต่อพันธุ์ปลาไปปล่อยในสระ จัดทำการเกษตรแบบผสมผสาน นอกจากนี้ยังมีการนำหญ้าแฝกมาปลูกเพื่อป้องกันการพังทลายของดินตามแนวพระราชดำริ
๒. สระน้ำเพื่อสาธารณประโยชน์ขนาดใหญ่ ปริมาตร ๒๑,๖๕๐ ลบ.เมตร จำนวน ๔ สระ เพื่อประโยชน์ในการบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้จนกว่าจะถึงดูฝน
นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการสาธิตทดลองการเกษตรในเชิงธุรกิจ และส่งเสริมงานเกษตรแก่เยาวชนในโครงการ
ในส่วนการดำเนินงานของสหกรณ์ สหกรณ์การเกษตรทุ่งลุยลาย (เขาหลุมเหล็ก) จำกัด ได้รับการจดทะเบียน เป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ มีสมาชิกแรกตั้ง ๗๑ คน ปัจจุบันมีสมาชิก ๔๐๒ คน แบ่งสมาชิก ออกเป็น ๙ กลุ่ม ในปี ๒๕๓๘ สหกรณ์ดำเนินธุรกิจต่าง ๆ บริการให้แก่สมาชิก ดังนี้


๑. ธุรกิจสินเชื่อ จ่ายเงินกู้ระยะสั้นให้แก่สมาชิก ๒๔๙ ราย เป็นเงิน ๑.๐๑ ล้านบาท
๒. ธุรกิจการซื้อ สหกรณ์ได้จัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกเป็นยอดเงิน ๑.๗๗ ล้านบาท
๓. ธุรกิจการขาย สหกรณ์ได้รวบรวมผลิตผลพืชไร่ จากสมาชิก เช่น ถั่ว ข้าวโพด ละหุ่ง ฯลฯ เป็นจำนวนเงิน ๐.๓๓ ล้านบาท
๔. ธุรกิจบริการ สหกรณ์ได้จัดหารถไถที่ดินมาบริการแก่สมาชิก จำนวน ๓๙๐ ไร่ คิดเป็นค่าจ้าง ๕๒,๖๓๓ บาท

ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ | พระปรีชาสามารถ | หน้าแรก