นิวเคลียร์มหาภัย

ทรากปรักหักพังของการระเบิดของนิวเคลียร์         ในปี ค.ศ.  1950  ไอน์สไตน์เตือนว่า  "กัมมันตภาพรังสีสามารถทำลายสรรพชีวิตบนโลก  ปัจจุบันนี้อาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่นั้น  เพียงพอที่จะสังหารมนุษย์ที่อยู่บนโลกนี้ให้หมดสิ้นโลกได้หลายครั้ง"  สหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวที่มีหัวรบนิวเคลียร์  อยู่ในครอบครองมากกว่า 25,000 หัวรบ  ปัจจุบันมี 26 ประเทศกำลังดำเนินโครงการพลังงานนิวเคลียร์ด้านพลเรือน  ทำให้มีความเสี่ยงอย่างใหม่เกิดขึ้น  ภัยปรากฎเป็นจริงแล้วในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.  1986  เมื่อเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูในเมืองเชอร์โนบิล  ในรัฐยูเครนได้เกิดระเบิดขึ้น  เป็นผลให้สารกัมมันตรังสีที่อันตรายถึงชีวิตประมาณ 8 ตัน  ปลิวกระจายสู่ชั้นบรรยากาศรอบเมืองเชอร์โนบิลในรัศมี 18 ไมล์  ถูกประกาศเป็นเขตมรณะ  พื้นที่เลี้ยงสัตว์ทั่วยุโรป  ยังคงแปดเปื้อนเป็นพิษจากสารกัมมันตรังสี  เช่น  ซีเซียม  ขณะเดียวกันได้มีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าทั่วโลกจะมีผู้ตายด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านคน  ในระหว่าง 70 ปีข้างหน้า  ยิ่งนั้นผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐอเมริกาได้คาดการณ์ว่าจะเกิดหายนภัยที่รุนแรงระดับเดียวกับกรณีเชอร์โนบิลทุก 7 ปี  เพราะเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งกำลังเดินเครื่องในขณะนี้ทั่วโลกมีมากมหาศาล  องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศได้รับรายงานที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับอุบัติเหตุนิวเคลียร์จำนวนมากกว่า 250 ครั้ง  แต่จำนวนที่แท้จริงของอุบัติเหตุมีบางทีอาจจะมากกว่าถึง 10 เท่าและอันตรายที่เกิดกับชีวิตบนโลกก็สุดที่จะคาดคะเนได้
 สารบางชนิดมีช่วงชีวิตค่อนข้างสั้น  สารที่น่ากลัวอย่างเช่น ไอโอดีน 131  ซึ่งถูกปล่อยออกมามากมาย  จากการระเบิดของโรงงานที่เชอร์โนบิลมี "ครึ่งชีวิต" เพียง 9 วันเท่านั้น  แต่สารอื่น ๆ  เช่น  ยูเรเนียม 238 หรือเนพทูเนียม 237  จะยังคงก่อให้เกิดอันตรายต่อไปเรื่อย ๆ เป็นเวลาหลายล้านปี
 อันตรายของกัมมันตภาพรังสี  เป็นสิ่งที่รู้กันตั้งแต่เริ่มยุคนิวเคลียร์  เช่น  ชาวเกาะแปซิฟิกซึ่งอาศัยอยู่ด้านใต้ลมของสถานที่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของอเมริกันบนเกาะบิกีนี  ในทศวรรษ  1950 เกิดโรคมะเร็ง และให้กำเนิดเด็กที่มีรูปร่างพิกลพิการแต่แรกเกิด
 แต่ขอบเขตที่แท้จริงของปัญหากัมมันตรังสีที่เป็นพิษ  ได้ปรากฎอย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปหลายศตวรรษ  นับตั้งแต่ระเบิดปรมาณูลูกแรกได้ทิ้งเหนือเมืองฮิโรมา และนางาซากิ ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.  1945
 ประชากรของเมืองญี่ปุ่นทั้ง 2 เมือง  กลายเป็นประหนึ่งสัตว์ทดลองในห้องปฏิบัติการ  เพื่อให้มนุษย์ที่เหลือได้รับรู้ถึงภัยของนิวเคลียร์  สิ่งที่พวกเขาได้ประสบมานั้นเป็นข้อมูลที่ใช้คาดคะเนถึงผลกระทบของกัมมันตภาพรังสีที่มีต่อร่างกายมนุษย์
 อุบัติเหตุนิวเคลียร์  ส่วนใหญ่ในเวลานี้เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์  เป็นธรรมดาเหลือเกินที่ว่า  ความผิดพลาดดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำอีก และข้อบกพร่องเช่นนี้  จะยังคงเกิดต่อไปในอุปกรณ์อันซับซ้อนของโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์
 เรายังต้องหยุดยั้งความลุ่มหลงที่เชื่ออย่างเด็ก ๆ ว่า  พลังงานนิวเคลียร์เป็นแห่งพลังงานที่สำคัญ  ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ยังคงมีอยู่ และสามารถสนองความต้องการของพวกเราทุกคนได้  อันได้แก่  พลังงานจากลมและคลื่น  จากกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ และจากความร้อนของพื้นดิน  จากพลังงานแสงอาทิตย์ และจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล  เช่น  ถ่านหิน  แก๊ส หรือน้ำมัน  การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและบริสุทธิ์  จะก่อให้เกิดมลพิษน้อยและเราต้องประหยัดพลังงานด้วย
 มีประเด็น ๆ หนึ่ง  ซึ่งมีน้ำหนักในการโต้แย้งพลังงานนิวเคลียร์  แม้ว่ามันจะไม่ร้ายแรงเมื่อเทียบกับปัญหาการคุกคามชีวิตที่เกิดจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์  แต่ก็ควรพูดถึงนั่นคือ  ข้อที่ว่า  ในปัจจุบันพลังงานนิวเคลียร์  มีราคาแพงอย่างยิ่ง
 เมื่อโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์  ดำเนินการมาถึงจุดที่หมดอายุการทำงานและต้องทำการรื้อถอน  เช่นกรณีของสหรัฐอเมริกาที่แม่น้ำแอลด์  ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ๆ ไปมากกว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างมันในตอนแรกเริ่มเสียอีก  สรุปแล้วในปัจจุบันสำหรับพลังงานนิวเคลียร์นั้นสร้างก็แพงรื้อก็แพง  ซึ่งทำให้คนคิดจะสร้างต้องคิดหนัก
 เราทราบแล้วว่ารังสีเอ๊กซ์  เป็นรังสีที่เกิดจากการย้ายระดับของอีเล็กตรอนของธาตุกัมมันตภาพรังสีและรังสีแกมมา  ซึ่งเป็นรังสีที่เกิดจากพลังงานของนิวเคลียสทั้ง 2 ชนิด นี้  มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  ถ้ามีแรงใด ๆ มาทำให้อิเล็กตรอนหรือนิวเคลียสเกิดจุดวิกฤตก็จะก่อให้เกิดพลังงานขึ้น  ยิ่งเป็นธาตุกัมมันตภาพรังสีด้วยแล้วจะมีพลังงานออกมาอย่างมากมายมหาศาล  จำนวนพลังงานที่เกิดขึ้นนี้  มีผลต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในรัศมีของรังสี  มีวิธีคำนวนพลังงานที่เกิดขึ้นและใช้เป็นหลักอยู่ในขณะนี้ คือ ามการของไอสไต (Einsteins equation) มีคือ

E = mc2

         E   คือ  พลังงานซึ่งเท่ากับมวลสาร (m) คูณด้วยความเร็วของแสง (c) (Velocity of light)
 

        พลังงานที่เกิดจากการระเบิด หรือเกิดจากปฏิกิริยาแตกตัว (Fission) ของนิวเคลียส เช่น ของยูเรเนียม  พลูโตเนียม  ประชาชนทั่วไปเรียก  พลังงานปรมาณู  โดยเรียกลูกระเบิดนี้ว่า ระเบิดปรมาณู  เรียกวัตถุระเบิดพวกยูเรเนียม พลูโตเนียมว่า  วัตถุระเบิดปรมาณู  จะเรียกวัตถุระเบิดว่า ระเบิดนิวเคลียร์ (Nuclear) ก็ได้  เพราะเป็นปฏิกริยาแบบหนึ่ง  เนื่องมาจากการแตกตัวของนิวเคลียส  ผลที่ได้  คือ พลังงานมหาศาลเนื่องจากนิวเคลียสจะจับนิวตรอน (Neutron) ไว้แล้วเปลี่ยนเป็นนิวเคลียสที่ไม่เสถียร (Unstable) จะเกิดการแตกตัวเป็น 2 นิวเคลียส  ซึ่งนิวเคลียสใหม่ของธาตุนี้ต่างกันพร้อมจะให้นิวตรอนเกิดใหม่อีก 2-3 ตัว  ซึ่งจะให้พลังงานมหาศาล  เช่น  ยูเรเนียม -235 หนัก 1 กรัม  จะได้พลังงานถึง 2 x 1010 แคลอรี่  หมายความว่า ยูเรเนียม/235 หนัก 1 ปอนด์  เมื่อจะทำให้เกิดฟิชชั่น (Fission) จะให้ความร้อนเท่ากับใช้ถ่านหินหนักถึง 1,300 ตัน  พลังงานมากมายที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียสเช่นนี้ เรียกว่า พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear energy)
 สำหรับพลังงานที่เกิดจากการระเบิด หรือเกิดจากปฏิกิริยาหลอมรวมตัว (Fusion) ของนิวเคลียส เช่น ของคิวทีเรียม  ทริเดี่ยม  เป็นไอโซโทปของไฮโดรเจน  ไม่ใช่หมายความว่าใช้ ไฮโดรเจนเป็นวัตถุระเบิดปฏิกิริยาหรือพลังงานที่เกิดขึ้นเรียกว่า  ทอร์โมนิวเคลียร์  รีแอคชั่น (Thermonuclear reaction) ปฏิกิริยาเหล่านี้ต้องใช้ความร้อนสูงหลายล้านองศาจึงจะเกิดจุดวิกฤตขึ้น เช่น  การรวมตัว (Fusion) ของไฮโดรเจนกับฮีเลี่ยม  เป็นต้น  อาวุธนิวเคลียร์ทั้งหลายเป็นขบวนการแตกตัว (Fission) หรือการรวมตัว (Fusion) ของนิวเคลียสของกัมมันตภาพรังสี  ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นระเบิดปรมาณู  ระเบิดไฮโดรเจน หรืออาวุธที่มีหัวรบปรมาณู  หัวรบไฮโดรเจนก็ตาม  เราเรียกว่า  อาวุธนิวเคลียร์  ปกติการทำระเบิดปรมาณูมีอยู่ 2 วิธี คือ  โดยอาศัยหลักการแตกตัวและรวมตัวที่ทำให้เกิดพลังงานมหาศาลของศาลของธาตุกัมมันตภาพวัตถุ
ภาพต้นไม้
        วิธีแรก  ใช้พลูโตเนียมเป็นแกน
        แบ่งออกเป็น 2 ชิ้น  คือ  ชิ้นเล็กกับชิ้นใหญ่  การทำให้ระเบิดชิ้นใหญ่อยู่กับที่  ยิงชิ้นเล็กให้วิ่งเข้าประกบกับชิ้นใหญ่  เกิดเป็นมวลวิกฤติทำให้ระเบิดขึ้นทันที  ปฏิกริยาเช่นนี้เราเรียกว่าฟิชชั่น (Fussion)  ซึ่งเกิดขึ้นจากนิวเคลียสหนักที่มีเลขอะตอมสูง  วัตถุที่ใช้เป็นระเบิดฟิชชั่นนี้ได้แก่  ยูเรเนียมและพลูโตเนียม  ธาตุยูเรเนียมมีหลายไอโซโทป  พบในธรรมชาติมีเพียง 2 ชนิด คือ  ยูเรเนียม-235 และยูเรเนียม-238  ส่วนธาตุพลูโตเนียมไม่มีในธรรมชาติต้องผลิตขึ้นมา  พลูโตเนียม-239 เป็นไอโซโทปที่เกิดฟิชชั่นได้
 ขบวนการฟิชชั่น  มีคือ  นิวตรอนอิสระวิ่งชนนิวเคลียสของเชื้อเพลิง  จะทำให้นิวเคลียสของเชื้อเพลิงที่ถูกชนนั้นแตกตัวออกเป็นสองเสี่ยง  พร้อมกับมีพลังงานจำนวนมากออกมาด้วย  นิวเคลียสของสองเสี่ยงที่เกิดจากการแตกตัวดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า  "ผลผลิตจากฟิชชั่น" (Fission product) ยูเรเนียม-235 หรือพลูโตเนียม-239 จำนวน 1 ปอนด์  ถ้าเกิดฟิชชั่นหมดจะได้พลังงานออกมาเท่ากับการระเบิดของทีเอ็นที (T.N.T.) หนัก 8,000 ตัน

        วิธีที่สอง  ใช้ยูเรเนียมเป็นแกนทำเป็นลูกกลม
        ภายในกลวงภายนอกหุ้มด้วยโลหะพิเศษบรรจุดินระเบิด  เมื่อจะระเบิดก็จุดชนวนขับดันให้แก่นยูเรเนียมทรงกลมกลวงนั้น  ยุบเข้าไปรวมกันเป็นมวลวิกฤติลูกเดียวเกิดการระเบิด  ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากกว่าวิธีแรก  ปฏิกริยาเช่นนี้เรียกว่า ฟิวชั่น (Fusion) ซึ่งเกิดจากการที่นิวเคลียส 2 นิวเคลียส  มารวมกันแล้วกลายเป็นนิวเคลียสที่หนักกว่า  ตัวอย่างเช่น  กระบวนการฟิวชั่นของไอโซโทปของไฮโดรเจน  ที่มีชื่อว่า ดิวทีเรี่ยม (Deuterium) หรือไอโซโทปหนัก (Heavy Hydrogen) ภายใต้สภาวะที่พอเหมาะนิวเคลียสของดิวทีเรี่ยม 2 นิวเคลียส  อาจจะรวมตัวกันกลายเป็นนิวเคลียสของธาตุฮีเรี่ยมพร้อมให้พลังงานออกมาด้วย  ปฏิกริยาของฟิวชั่นจะเกิดขึ้นต่อเมื่ออุณหภูมิสูงมาก  ดังนั้นจึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่ากระบวนการเทอร์โมนิวเคลียร์ (Thermonuclear Processes)  พลังงานที่ได้จากฟิวชั่นขึ้นอยู่กับไอโซโทปที่ใช้  เช่น  ถ้าใช้ดิวทีเรี่ยม จำนวน 1 ปอนด์  เกิดฟิวชั่นทั้งหมดจะให้พลังงานออกมาเท่ากับพลังงานที่ได้จากการระเบิดของ ทีเอ็นที (T.N.T.) ที่หนัก 26,000 ตัน
 ส่วนการระเบิดของระเบิดธรรมดา ทีเอ็นที  จะเกิดปฏิกริยา  โดยมีการเรียงตัวใหม่ของอะตอมไฮโดรเจน  คาร์บอน  ออกซิเจน และไนโตเจน  ซึ่งเป็นส่วนประกอบทางเคมีในวัตถุระเบิดนั้น  ส่วนระเบิดนิวเคลียร์แตกต่างกันออกไป คือ พลังงานจะเกิดจากปฏิกริยาการรวมตัวหรือแตกตัวของนิวเคลียส  พลังงานที่ออกมาจากนิวเคลียสนี้  เรียกว่า  พลังงานอะตอม หรือพลังงานปรมาณู (Atomic Energy)  อันที่จริงควรจะเรียกว่า  พลังงานนิวเคลียส (Nucleus Energy) จะถูกกว่า  ทำนองเดียวกับคำว่า  อาวุธปรมาณูก็ควรจะเรียกว่า  อาวุธนิวเคลียส  เนื่องจากแรงระหว่างโปรตอนและนิวตอนในนิวเคลียสนั้น  มากกว่าแรงระหว่างอะตอมมากมาย
 

ความแตกต่างระหว่างระเบิดธรรมดากับระเบิดนิวเคลียร์
        1. ระเบิดนิวเคลียร์  มีอำนาจการทำลายมากกว่าวัตถุระเบิดธรรมดาหลายพันเท่าหรือหลายล้านเท่า
        2. พลังที่ปล่อยออกมาจากการระเบิดนิวเคลียร์  มีแสงสว่างและความร้อนที่มีชื่อเรียกว่า "รังสีความร้อน" (Thermal Radiaton) ค่อนข้างมาก  ซึ่งสามารถทำให้ผิวหนังไหม้เกรียมและวัตถุบริเวณนั้นไหม้ไฟ
        3. มีรังสีนิวเคลียร์เกิดขึ้นพร้อมกับการระเบิด  ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "รังสีนิวเคลียร์ระยะแรก" (Initial nuclear radiation)
        4. วัตถุในบริเวณที่ระเบิดนิวเคลียร์ระเบิด  จะกลายเป็นสารกัมมันตภาพรังสี  ซึ่งจะแผ่รังสีออกมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  รังสีพวกนี้มีชื่อเรียกว่า "รังสีนิวเคลียร์ตกค้าง" (Residual nuclear radiation) หรือ "กัมมันตภาพรังสีตกค้าง" (Residual radioactivity)

ปรากฎการณ์ของระเบิดอาวุธนิวเคลียร์  มีปรากฎการณ์ตามขั้นตอนดังนี้

        1. ลูกไฟ (Fireball)  เมื่ออาวุธนิวเคลียร์ระเบิดขึ้น  พลังงานจำนวนมหาศาลจะถูกปล่อยออกมาในเวลาอันสั้น  ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างมากมายหลายสิบล้านองศา (ระเบิดธรรมดาประมาณ 5,000o ซ. เท่านั้น)  เพราะความร้อนสูงขนาดนี้นี่เองที่นำไปสู่การเกิดลูกไฟดวงใหญ่สว่างจ้า  สว่างกว่าดวงอาทิตย์ในเวลาเที่ยงวันหลายเท่าเรียกว่า ลูกไฟ (Fireball)  ภายหลังการก่อตัวของลูกไฟแล้ว  ลูกไฟก็จะเริ่มใหญ่ขึ้น ๆ พร้อมกับอุณหภูมิก็จะลดลงเรื่อย ๆ และขณะเดียวกันก็จะลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ  ตัวอย่างเช่น  ภายหลังการระเบิดในอากาศของอาวุธนิวเคลียร์ขนาด 1 เมกาตัน (1 เมกาตัน = 106 ตัน)  เพียงเศษเจ็ดส่วนสิบของมิลลิวินาที  ลูกไฟก็จะมีขนาดเพียง 440 ฟุต  แต่ต่อมาอีก 10 นาที  จะขยายใหญ่ถึง 7,000 ฟุต และขณะเดียวกัน  ก็จะลอยสูงขึ้นด้วยอัตรา 250-350 ฟุต/วินาที หลังจาก 1 นาที ผ่านไปแล้วลูกไฟก็จะเย็นลง  แสงก็จะลดลงที่ระยะนี้มันจะลอยสูงจากจุดระเบิดถึง 4.5 ไมล์  ส่วนใหญ่จะเป็นรังสีเอ๊กซ์ที่มองไม่เห็น  รังสีเอ๊กซ์  จะถูกอากาศรอบ ๆ ดูดกลืนภายในระยะทาง 2 ถึง 3 ฟุต  และนี่เองที่ทำให้เกิดกลุ่มก๊าซและอากาศร้อนสว่างจ้าเป็นลูกไฟดวงโตขึ้น

       2. ก้อนเมฆกัมมันตภาพรังสี (Radioactive Cloud)  ขณะที่ลูกไฟยังส่องสว่างอยู่อุณหภูมิภายในลูกไฟนั้นจะสูงมาก  ขนาดที่ทำให้สรรพสิ่งในนั้น  เช่น  ผลที่เกิดจากฟิชชั่น  เชื้อเพลิงที่ไม่เกิดตลอดจนเปลือกนอกระเบิดและอื่น ๆ กลายเป็นไอหมด  แต่เมื่อลูกไฟขยายแผ่กว้างขึ้นและเย็นลง  ไอเหล่านี้ก็จะกลั่นตัวเป็นกลุ่มเมฆที่ประกอบด้วยวัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive cloud)  และเมื่อลูกไฟลอยขึ้นก็จะฉุดลากอากาศเย็นรอบ ๆ ตัว  พร้อมทั้งวัสดุบนพื้นดินลอยตามขึ้นไปด้วย  ซึ่งมองดูคล้ายรูปดอกเห็ด  แต่เปลี่ยนรูปเป็น  โทรอยด์ หรือ Donut มองดูคล้ายรูปดอกเห็ด

       3. คลื่นความดันและคลื่นเสียง (Blast and Shock Wave) เมื่ออาวุธนิวเคลียร์ระเบิดขึ้น  จะเกิดคลื่นความดันสูงและคลื่นเสียงแผ่  กระจายไปรอบบริเวณจุดระเบิด  เป็นเหตุให้สิ่งต่าง ๆ ที่ขวางนั้นพังทลายลงได้  การปลดปล่อยพลังงานอย่างทันทีทันใดนั้น  ทำให้เกิดอุณหภูมิและความดันเพิ่มสูงขึ้น  เป็นสาเหตุทำให้วัตถุที่อยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดกลายเป็นก๊าซร้อนที่ถูกอัด  ก๊าซที่อุณหภูมิและความดันสูงมากเหล่านี้ก็จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ทำให้เกิดคลื่นความดันที่เรียกว่า "คลื่นช็อค" (Shock wave) แผ่กระจายโดยรอบในตัวกลางนั้น ๆ  ซึ่งอาจเป็นอากาศหรือน้ำ หรือพื้นดิน  ลักษณะของคลื่นช็อค  ก็คือ  ก๊าซมีความดันเพิ่มขึ้นทันทีทันใดในแนวหน้าและค่อย ๆ ลดลงในแนวหลัง  โดยทั่วไปคลื่นช็อคในอากาศถือว่าเป็น  คลื่นบลาสท์ (blast wave)  เพราะมีลักษณะคล้ายกันและมีลมที่พัดแรงร่วมไปด้วย  สำหรับในน้ำหรือดินยังคงใช้คำว่า ช็อคเหมือนเดิม  เพราะว่าผลที่เกิดขึ้นเหมือนกับมีก๊าซอัดแน่นอย่างฉับพลัน

       4. การแผ่รังสีความร้อน (Thermal radiotion) ทันทีทันใดที่เกิดการระเบิด พลังงานส่วนใหญ่ คือ พลังงานในรูปความร้อน  จะแผ่รังสีความร้อนอุณหภูมิสูงออกมา  คือ  รังสีอุลตราไวโอเลตและอินฟราเลต  ดังนั้นถ้ามองไปทางนั้นตาจะบอดได้และผิวหนังไหม้เกรียม

        นอกจากนี้แล้ว  ก็มีปรากฎการณ์อื่น ๆ  ที่พอเห็นได้เช่น  ภายหลังการระเบิดเล็กน้อยจะปรากฎมีแสงสีม่วงอยู่ภายนอก  ลูกไฟแสงนี้จะมองเห็นชัดในเวลาค่ำคืนหรือในเวลากลางวันซึ่งมีอากาศขมุกขมัว  แสงนี้อธิบายว่า  เกิดจากการที่รังสีแกมม่า  วิ่งไปกระทบโมเลกุลของออกซิเจนและไนโตรเจนในบรรยากาศนั่นเอง



ที่มา : ชีวิตและสิ่งแวดล้อม   ศาสตร์จารย์ นายแพทย์ ดร.วิจิต  บุญโหตระ