โครงการพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับงานสหกรณ์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
(รูป 2 ภาพ)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเริ่มมีพระราชดำริในการช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร นับตั้งแต่ปี 2496 นั้น ทรงมุ่งสู่ชนบทและทรงเอาพระทัยใส่ต่อภาคเศรษฐกิจการเกษตรยิ่งกว่าสิ่งอื่น เพราะเห็นว่าประชาชนในชนบทคือ คนส่วนใหญ่ของประเทศ และเกษตรกรรมเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ปัญหาพื้นฐานของชนบทเวลานั้น มิได้แตกต่างไปจากปัญหาที่เราพยายามแก้ไขกันอยู่ในปัจจุบันนี้เลย คือ มีราษฎรที่ยากจนจำนวนมาก มีความยากลำบากในการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน มีสุขภาพอนามัยเสื่อมโทรม ด้อยความรู้ ความสามารถและการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่ได้ทรงมีพระราชดำริริเริ่มไว้นั้น มุ่งเน้นในเรื่องพื้นฐานต่าง ๆ ที่ทำให้ราษฎรสามารถพึ่งตนเองได้ ส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องของการจัดสรรทรัพยากร และการพัฒนาเสริมสร้างปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เช่น แหล่งน้ำ ที่ดิน ทุน ความรู้ และการตลาด เป็นต้น
โดยเฉพาะในเรื่องการตลาดนั้น นับได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนพระทัยต่อ
แนวคิดเรื่อง การสหกรณ์ ในปี พ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภว่า
"การทำมาหากินของราษฎรขึ้นอยู่กับการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ การประกอบอาชีพของราษฎรเท่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ มุ่งแต่การผลิตเป็นสำคัญ หาได้คำนึงถึงการจำหน่าย
พืชผลที่ผลิตได้นั้นไม่ ฉะนั้น เมื่อผลิตพืชผลได้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องนำไปขาย ณ ที่ใด ผู้ผลิตจึงอยู่ในฐานะที่ลำบากไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพที่เป็นปึกแผ่นได้ เมื่อมีอุปสรรคเช่นนี้ก็ต้องคิดหาทางแก้ไขในทางหาตลาดซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในขบวนการผลิต
อนึ่งผู้ผลิตควรรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันในการประกอบอาชีพของแต่ละคนให้เป็นผลดีที่สุด ต้องเป็นผู้ริเริ่มงานเองโดยอาศัยความขยันหมั่นเพียร และความซื่อสัตย์สุจริตต่อกันเป็นที่ตั้ง แรงงานของสมาชิกแต่ละคนที่ใช้สำหรับการนี ้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะให้กิจการซึ่งร่วมกันกระทำเป็นผลสำเร็จ ผู้ผลิตต้องระลึกอยู่เสมอว่าต้องพึ่งตนเอง วัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มผู้ผลิตไม่ควรจำกัดแต่เพียงการผลิตเท่านั้น ยังต้องคำนึงถึงการหาตลาดสำหรับพืชผลที่ผลิตได้และการอื่น ๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่หมู่คณะด้วย การรวมคนเป็นหมู่คณะเพื่อดำเนินงานในการประกอบอาชีพให้เกิดประโยชน์ร่วมกันเป็นเรื่องที่จะปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จได้ยาก เพราะทุกคนที่อยู่ในหมู่คณะจะต้องยอมเสียสละทั้งแรงงานและสติปัญญา งานใดที่เป็นงานของส่วนรวมหรือตกเป็นภาระของแต่ละคน จะต้องช่วยกันปฏิบัติจัดทำด้วยความเข้มแข็ง เพื่อนำ
กิจการของหมู่คณะไปสู่จุดหมาย เรื่องนี้ชาวไร่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่ามีความสำคัญยิ่ง ถ้าหากละเลย
การใดการหนึ่งเสียเมื่อใด การงานที่ได้กระทำไปแล้วจะล้มเหลว อนึ่งการจัดการธุรกิจต่าง ๆ เกี่ยวกับการผลิตให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตกเป็นหน้าที่ของกลุ่มผู้ผลิตเองให้พยายามทำด้วยตนเองให้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นในที่สุด
(สไลด์ 4 ภาพ)
อีกประการหนึ่ง ในการผลิตพืชผลที่นำออกจำหน่ายนั้นจะต้องรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ซื้อวางใจได้ ถ้าคุณภาพของสินค้าเสื่อมลงเมื่อใด ผู้ซื้อจะหมดความเชื่อถือและกลุ่มผู้ผลิตจะสูญเสียตลาด เป็นการนำความเสียหายมาให้แก่หมู่คณะเอง"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าชาวนา ชาวไร่ ต้องต่อสู้ แต่เป็นการต่อสู้ใน ความหมายของการที่รู้จักค่อย ๆ สร้างกลไกการขยายขึ้น มีการรวมกลุ่ม มีความรู้เรื่องการขาย เรื่องการตลาด ตรงจุดนี้เองที่ทรงเห็นว่าสหกรณ์นี้ คือ ทางออก
แนวพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาชนบทของพระองค์ท่านที่สำคัญ ประการหนึ่งคือ ทรงเน้นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในลักษณะการพึ่งตนเองได้อย่างแข็งแรง ซึ่งทรงใช้คำว่า "การระเบิดจากข้างใน" หมายความว่า ทำให้ชุมชน หมู่บ้าน หรือชุมชนชนบท
แข็งแรงก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การเอาความจริงหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปปะทะ กับชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว โดยทรงยกตัวอย่างว่าการพัฒนาในลักษณะ ของการสร้างถนนและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อย่างมากมายนั้น บางครั้งก็ไม่แน่ใจว่าจะประสบผลสำเร็จในการพัฒนา ในลักษณะการพึ่งตนเองได้ของชุมชน และสิ่งที่พระองค์ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำให้ชุมชนแข็งแรง คือ การรวมกลุ่ม หรือสหกรณ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระวิริยะอุตสาหะอย่างยิ่ง ที่จะให้คนเกิดความเข้าใจถึงแก่นแท้ ของหลักการสหกรณ์ และสามารถนำเอาความคิดเรื่องสหกรณ์มาดำเนินการให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง พระราชดำรัสที่ได้พระราชทาน แก่กลุ่มเกษตรกรในวาระและโอกาสต่าง ๆ นั้น ล้วนเป็นการพยายามกระตุ้นเตือนให้ตระหนัก ถึงวิถีทางของการร่วมมือกัน ที่ก่อให้เกิดพลังทั้งเป็นหนทางแห่งการพึ่งตนเอง ที่มั่นคงและถาวรอีกด้วย ดังพระราชดำรัสต่าง ๆ ที่ได้อัญเชิญดังนี้
"....คำว่า "สหกรณ์" แปลว่า การทำงานร่วมกัน การทำงานร่วมกันนี้ลึกซึ้งมาก เพราะว่าจะต้องร่วมมือกันในทุกด้าน ทั้งในด้านงานการที่ทำด้วยร่างกาย และงานที่ทำด้วยใจ
ทุกอย่างนี้ขาดไม่ได้ต้องพร้อม งานที่ทำด้วยร่างกาย ถ้าแต่ละคนทำไปโดยลำพังแต่ละคน งานที่ทำนั้นผลอาจจะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และอาจจะไม่พอเพียงในการเลี้ยงตัวเอง ทำให้มีความเดือดร้อน ฉะนั้นจะต้องช่วยกัน...."
"...ควรที่จะมีการแพร่หลาย ให้ใช้ระบบสหกรณ์ขึ้นทั่วประเทศ เนื่องจากวิธีการ
สหกรณ์นั่นเอง เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยอย่างสำคัญ สอนให้คนรู้จักรับผิดชอบร่วมกัน ให้มีการเลือกตัวแทนเข้าไปบริหารสหกรณ์ ตลอดจนให้รู้ถึงคุณค่าของประโยชน์อันจะได้ร่วมกันเป็นส่วนรวม..."
"...ต้องสามัคคีกัน ต้องร่วมมือกัน ต้องแบ่งส่วนงานกัน ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ แต่ละคนก็จะอยู่ไม่ได้ ถ้าร่วมมือกันแล้วก็จะมีความก้าวหน้า มีอยู่มีกินมากกว่าที่เคยมีและเร็วกว่าด้วย...."
"...สำหรับการรวมกลุ่มกันได้ก็อยากให้เป็นหลักที่ระลึกถึง และเล่าให้ลูกหลานฟังว่า เราเริ่มต้นอย่างไร ด้วยลำแข้งของเรา ด้วยเกียรติของเรา เราทำขึ้นมาได้ จะได้เป็นตัวอย่างสำหรับลูกหลานเราที่จะดำเนินชีวิตต่อไป..."
ในขณะเดียวกัน ก็ทรงเข้าพระทัยดี ถึงเงื่อนไขข้อจำกัดอันเป็นอุปสรรคและ
รากฐานของระบบสหกรณ์ด้วย ทรงมีพระราชดำรัสว่า
"...การตั้งสหกรณ์ การตั้งกิจการกลุ่มนี้ ไม่ใช่ง่าย กินเวลานาน ต้องสร้างรากฐานทุกด้านที่สำคัญ 3 อย่าง ต้องไปพร้อมกันคือ ชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่ วิชาการในด้านอาชีพ วิชาการในด้านให้ผลผลิตทางการเกษตรให้เป็นผลดี...
แต่ทุกอย่างนี้ต้องเป็นขั้นตอน... ต้องทนทุกข์..."
ปัจจุบันการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ดูจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในการที่จะแก้ปัญหาความอ่อนแอของภาคเกษตรกรรมโดยส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมกลุ่มของเกษตรกรดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรสามารถมีพลังที่จะต่อสู้กับข้อจำกัดด้านโครงสร้าง เกี่ยวกับความเสียเปรียบในด้านระบบความสัมพันธ์ทางการผลิตระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผลประโยชน์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ทั้งนี้ สหกรณ์จะให้ประโยชน์อย่างมากในแง่ของทุน ซึ่งในหลายกรณีเกษตรกรต้องลงทุน แต่ไม่สามารถที่จะหามาได้ในสภาพที่เป็นเกษตรกรรายย่อย นอกจากนั้นการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ทำให้มีลักษณะประหยัด ซึ่งการประกอบอาชีพเกษตรกรรมปัจจุบัน หัวใจสำคัญอยู่ที่การลดค่าใช้จ่าย และลดความสิ้นเปลืองที่ไม่จำเป็น และยังเป็นการสะดวกแก่ทาง
ราชการที่จะเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างเป็นระบบอีกด้วย
ที่ผ่านมา ปัญหาของสหกรณ์มีหลายด้านที่เป็นอุปสรรคและข้อจำกัด แต่กิจการ
สหกรณ์ที่ทรงมีพระราชดำริให้มีขึ้นในโครงการพัฒนาชนบทผสมผสานในหลาย ๆ ที่นั้น ด้วยเหตุแห่งพระบารมี ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีของกลุ่มคนในพื้นที่ รวมทั้งการระดมช่วยเหลือทางราชการอย่างเอาใจใส่ ทำให้กิจการสหกรณ์ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวได้
สำหรับเงื่อนไขของความสำเร็จที่ทรงเน้นอย่างมากนั้น ทรงอธิบายว่า "สิ่งที่สำคัญในการดำรงความเป็นปึกแผ่นของสหกรณ์และกิจการสหกรณ์ในประเทศไทย ก็คือความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความเห็นอกเห็นใจ ความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ถือว่าสหกรณ์นี้เป็นชีวิตจิตใจของตน ถ้า
สหกรณ์อยู่ดีแต่ละบุคคลซึ่งเป็นส่วนประกอบของสหกรณ์ก็อยู่ดี..."
จากพระราชดำริดังกล่าว ได้มีหลายหน่วยงานได้เข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อที่จะลดภาระของพระองค์ท่าน กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ทำหน้าที่ในการรวบรวมเกษตรกรให้รู้จักรวมตัว กันตั้งเป็นสหกรณ์ โครงการที่สำคัญ ๆ มีดังนี้ คือ
- โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
- โครงการส่งเสริมและฟื้นฟูอาชีพของสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบภัยธรรมชาติจากพายุ ไต้ฝุ่นเกย์ในจังหวัดชุมพร
- โครงการตามพระราชประสงค์หนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอชะอำ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
- โครงการจัดที่ดินหมู่บ้านทุ่งลุยลาย
- โครงการตามพระราชดำริโป่งกระทิง กิ่งอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
- โครงการตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
- โครงการพระราชดำริทุ่งลิปะสะโง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
- โครงการจัดที่ดินหมู่บ้านสหกรณ์ห้วยมะนาว อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
- โครงการหมู่บ้านสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ
อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
- โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
- โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดน จังหวัดบุรีรัมย์ ตามพระราชดำริ
อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์
- โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
- โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็กตามพระราชดำริ จังหวัดเพชรบูรณ์ กิ่งอำเภอเขาค้อ
จังหวัดเพชรบูรณ์
- โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ จังหวัดปราจีนบุรี
- โครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
- โครงการหมู่บ้านสหกรณ์ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดสกลนคร
- โครงการจัดที่ดินตามพระราชดำริทุ่งสาเมาะ อำเภอรามัญ จังหวัดสงขลา
- โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่
- โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน จังหวัดน่าน
- โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม จังหวัดกาญจนบุรี
- โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี