หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำและการใช้ประโยชน์อื่นๆ


ฉลองชัย แบบประเสริฐ1

รูป 1
การใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ดิน และน้ำในที่ลาดชัน
รูป 2
ขยายพันธุ์แบบบล็อค
รูป 3
การใช้ประโยชน์โดยเป็นเครื่องหัตถกรรม
เพื่อสนองพระราชดำริเกี่ยวกับหญ้าแฝกขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้ประสานงานและจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย ด้านรวบรวมพันธุ์ จำแนกพันธุ์ การปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำตามแนวพระราชดำริ การขยายพันธุ์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์อื่น ๆ การรวบรวมพันธุ์และการใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ

กรมพัฒนาที่ดินได้รวบรวมสายพันธุ์หญ้าแฝกไว้ 27 แหล่งพันธุ์ และนำเข้าจาก ศรีลังกา 1 พันธุ์ พบว่า หญ้าแฝกในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ หญ้าแฝกหอม Vetiveria zizaniodes Nash และหญ้าแฝกดอน Vetiveria nemoralis A. Camus. ผลการทดสอบพบว่า มี หญ้าแฝกที่เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์และใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำจำนวน 10 พันธุ์ เป็นหญ้าแฝกหอม 4 แหล่งพันธุ์ หญ้าแฝกดอน 6 แหล่งพันธุ์ ซึ่งในพื้นที่ดินทราย หญ้าแฝกหอมที่เหมาะสมคือ กำแพงเพชร 2 และสงขลา 3 หญ้าแฝกดอนที่เหมาะสมคือ นครสวรรค์ กำแพงเพชร 1 ร้อยเอ็ด ราชบุรี พื้นที่ดินร่วนเหนียว หญ้าแฝกดอนที่เหมาะสมคือ เลย นครสวรรค์ กำแพงเพชร 1 ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์ หญ้าแฝกหอม 2 แหล่งพันธุ์ คือ สุราษฎร์ธานี และสงขลา 3 พื้นที่ดินลูกรัง หญ้าแฝกดอน 2 แหล่งพันธุ์ที่เหมาะสม คือ เลย และประจวบคีรีขันธ์

นิตย์ศรี และคณะ (2537) ศึกษาการใช้ Random Amplified Polyniorphic DNA Technique (RAPD) ในการจำแนกพันธุ์หญ้าแฝก พบว่า หญ้าแฝกในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับหญ้าแฝกหอมพันธุ์ศรีลังกา คือ อุทัยธานี สงขลา สุราษฎร์ธานี ส่วนกลุ่มแฝกดอนที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ พันธุ์กำแพงเพชร 1 ร้อยเอ็ด ราชบุรี นครสวรรค์ และประจวบคีรีขันธ์ และผลการวิเคราะห์พบว่า หญ้าแฝกพันธุ์อุทัยธานี ที่ถูกจัดว่าเป็นแฝกดอนนั้น มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับหญ้าแฝกหอมพันธุ์ศรีลังกา

หญ้าแฝกหอม 4 แหล่งพันธุ์ คือ ศรีลังกา กำแพงเพชร 2 สุราษฎร์ธานี และสงขลา 3 นอกจากนี้ หญ้าแฝกเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้ในการทดลองอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ลาดชัน ในพื้นที่ดินเค็มในแปลงปลูกพืชไร่ ไม้ผลและในการป้องกันการไหลของตะกอนดินลงสู่แหล่งน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างได้ผลดียิ่ง เนื่องจากรากหญ้าแฝกสานกันอย่างหนาแน่นและลึกถึงระดับ 1 เมตร ภายใน 1 เดือน รากหญ้าแฝกยังลดการสูญเสียหน้าดินได้มากกว่าพื้นที่ปราศจากรากหญ้าแฝกถึง 5 เท่า ปริมาณน้ำมันหอมระเหยจากรากหญ้าแฝกที่สกัดโดยวิธีกลั่นด้วยไอน้ำความดัน 1 บาร์ จะได้น้ำมัน 0.24-0.26% ราเชนทร์ (2537) และวีรชัย (2536) รายงานว่าน้ำมันหอมระเหยจากรากหญ้าแฝกอายุ 18-24 เดือน ที่สกัดในเชิงอุตสาหกรรมจะมี 1.4-1.6 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแห้ง อำนวย และคณะ (2538) ทดลองสกัดรากหญ้าแฝก 28 สายพันธุ์ ขณะอายุ 8 เดือน สายพันธุ์อุดรธานีมี น้ำมันหอมระเหยสูงสุด 0.41 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก รองลงมาคือ สายพันธุ์กำแพงเพชร 1 ศรีลังกา และพันธุ์สงขลา 3 ซึ่งมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยถึง 0.40% 0.38% และ 0.38% ตามลำดับ

ในด้านการขยายพันธุ์หญ้าแฝก พบว่า การขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเมล็ดจากธรรมชาติจะมีอัตราการงอกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ การขยายพันธุ์เพื่อการปลูกอนุรักษ์ดินและน้ำหรือประโยชน์อื่น ๆ จึงควรใช้

  1. ขยายพันธุ์โดยใช้หน่อในแปลงปลูกยกร่องแปลงกว้าง 1 เมตร ปลูกแถวคู่ห่างระหว่างต้น ระหว่างแถว 50 เซนติเมตร เอาหน่อที่ได้จากการขุดและตัดใบออกเหลือยาว 20 เซนติเมตร ตัดรากเหลือ 5 เซนติเมตร นำต้นปักรวมกัน นำรากไปแช่น้ำไว้ 4 วันจะมีอัตราราก 90% แล้วนำไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้หน่อพันธุ์ 3,200 หน่อ ดูแลให้น้ำและปุ๋ย สูตร 15-15-15 กอละ 1 ช้อนชา ทุกเดือนหลังจากหญ้าแฝกหอม 4-5 เดือน จะได้ผลผลิต กอละ 40-50 หน่อ หรือมีหน่อประมาณ 120,000-150,000 หน่อต่อไร่
  2. ขยายพันธุ์ในถุงพลาสติก ใช้ถุงขนาด 2x6 นิ้ว ถึง 2.5x8 นิ้ว ถุงเล็กเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่เป้าหมายเช่น ปลูกตามแนวคันดิน แถวรั้ว ขอบถนน ไหล่ทาง ขอบบ่อ คันนา โดยใช้หน่อจากหญ้าแฝกที่กอมีอายุมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป หน่อที่สมบูรณ์จะแยกเป็นหนึ่งหน่อ แต่ถ้าหน่อใกล้แทงช่อหรือหน่อที่ย่างปล้องแล้วควรเอาไว้ 2 หน่อคู่ ตัดยอดให้สั้น 20 เซนติเมตร ตัดรากให้สั้นที่สุด ลอกกาบใบแก่ออกให้หมดล้างน้ำให้สะอาด แช่น้ำให้ท่อนโคนประมาณ 5 เซนติเมตร เป็นเวลา 4 วัน แล้วชำในวัสดุที่มีดินร่วนทรายและถ่านแกลบในอัตรา 1:2:1 ถุงเล็ก 1 ถุง กรอกดินผสมเสร็จจะมีน้ำหนักประมาณ 600 กรัม วางเป็นแถวกว้าง 1 เมตร ทางเดินกว้าง 1 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะวางถุงได้ 125,000 ถุง ดูแลรดน้ำให้ชุ่ม ถ้ามีตาข่าย พรางแสง 70%
  3. การขยายพันธุ์หญ้าแฝกแบบแผง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับนำไปใช้ในพื้นที่ สะดวกต่อการขนส่งประหยัดแรงงาน มีอัตรารอดตายสูง ต้นและรากเรียงตัวดีอยู่แล้ว และไม่ต้องขนวัสดุเหลือใช้กลับเหมือนปลูกจากหน่อที่ชำในถุง นำอิฐบล็อคมาเรียงกัน ความกว้างประมาณ 1.30 เมตร ความสูงเท่ากับอิฐบล็อค ความยาวตามขนาดของ พื้นที่ ใช้เหล็กเส้นหรือไม้รวกวางพาดตามความกว้างของบล็อค เพื่อรับแผ่นพลาสติกที่ปูทับ โดยความกว้างระหว่างแถวประมาณ 5-6 เซนติเมตร ใส่ถ่านแกลบลงไปทำการปลูกหน่อหญ้าแฝกลงไปในช่องห่างกันหน่อละ 5-6 ซม. ดูแลให้น้ำ ปุ๋ย จนหญ้าแฝกอายุ 60 วัน รากหญ้าแฝกจะสานพันกันอย่างแน่นหนาสามารถยกได้จากบล็อคขนย้ายไปปลูกในพื้นที่ที่ต้องการได้ทันที โดยควรงดให้น้ำ 1 สัปดาห์ ก่อนย้ายปลูกจะทำให้น้ำหนักหญ้าแฝกลดลง สะดวกในการขนย้าย
  4. การขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อาทิตย์ และวิฑูรย์ (2536) ศึกษาการขยายพันธุ์หญ้าแฝก โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยนำหน่อหญ้าแฝก 3 สายพันธุ์ คือ ญี่ปุ่น ศรีลังกา อินเดียใต้ มาเพาะเลี้ยงในสูตร MS(1962) ซึ่งเติม BA 10 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถจัดทำให้ส่วนของหญ้าแฝกแตกยอด 3.5 ยอด แล้วย้ายลงในอาหารที่ลด BA เป็น 5 มิลลิกรัมต่อลิตร และเติม IBA 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร จะมีการแตกยอดเพิ่มเป็น 10-20 เท่าภายใน 4-6 สัปดาห์ ยอดที่เกิดขึ้นใหม่สามารถทำให้เกิดราก โดยใช้สูตร MS(1962) ที่ไม่เติมฮอร์โมน พบว่า มีรากเกิดขึ้น 5-10 ราก ในเวลา 3-4 สัปดาห์ และเมื่อนำออกปลูกในกระบะไม้ในเรือนเพาะชำ โดยใช้วัสดุปลูก เติมทรายผสมถ่านแกลบอัตราส่วน 1:1 พบว่า มีอัตรารอดตาย 80-90 เปอร์เซ็นต์
มาลี ณ นคร และคณะ(2537) ได้ทดสอบระดับความทนเค็มของแคลลัสหญ้าแฝก 10 แหล่งพันธุ์ คือแฝกหอมแหล่งพันธุ์ศรีลังกา บราซิล อินโดนีเซีย สุราษฎร์ธานี สงขลา 3 และ แฝกดอนแหล่งพันธุ์กุดมาก สกลนคร นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ และกำแพงเพชร 1 มีแนวโน้มว่าแฝกดอนแหล่งพันธุ์กุดมาก จะมีความทนเค็มมากกว่าแหล่งพันธุ์อื่น

หญ้าแฝกศรีลังกาได้ทำการชักนำแคลลัสที่ทนเค็มให้เจริญเป็นต้นที่ระดับ 1% NaCl เมื่อชั่งน้ำหนักต้นได้มากพอก็ได้นำไปตรวจสอบความทนเค็ม พบว่า มีการรอดชีวิตถึง 95% และเมื่อเพิ่มเป็น 1.5% NaCl แคลลัสยังคงชักนำให้เจริญเป็นต้นได้ พรชัย(2536) รายงานว่า หญ้าแฝกสามารถทนความเค็มได้ทุกพันธุ์ที่ระดับความเค็ม 0-10 m mhos และจะตายเรื่อย ๆ ที่ระดับสูงขึ้น 20 m mhos จะมีพันธุ์ทนเค็มเท่านั้นที่อยู่ได้ (ความเค็มของน้ำทะเลประมาณ 40-50 m mhos) พันธุ์หญ้าแฝกที่พบว่าทนเค็มคือ แหล่งพันธุ์นครพนม กาญจนบุรี อุดรธานี ราชบุรี และแหล่งพันธุ์ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหญ้าแฝกดอน

การใช้ประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เทียมใจ (2537) ศึกษาปากใบหญ้าแฝก 5 สายพันธุ์ ที่รดด้วยน้ำเสีย จากแหล่ง ชุมชน แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี สรุปได้ว่า น้ำเสียมีผลทำให้จำนวนปากใบทั้งด้านบนใบและด้านล่างใบ (ยกเว้นปากใบด้านบนของพันธุ์ศรีลังกา) ลดลง แสดงว่า ในสภาพน้ำเสีย หญ้าแฝกจะมีประสิทธิภาพในการคายน้ำลดลง
ศรีสม และคณะ (2537) รายงานว่า สภาพน้ำซึ่งมีผลต่อการแตกหน่อและความสูงของหญ้าแฝกโดยทำให้การแตกหน่อ และความสูงของต้นหญ้าแฝกลดลง การตัดต้นหญ้าแฝกอายุ 3 เดือนที่ความสูงต่าง ๆ กัน จากผิวดิน 0, 5, 10, 20 ซม. ที่ 3, 6, 9 และ 11 เดือนหลังปลูก การตัดที่ระดับผิวดินที่ระยะ 6 เดือน ให้การแตกหน่อดีที่สุด

พูนพิภพ (2537) วัดอัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิของใบหญ้าแฝก ที่ระดับแสงสูง 1,000-1,800 Umol m-2 S-1 พบว่า อัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิ (Pm) มีค่าประมาณ 16-18 Umol m-2 S-1 เมื่อความเข้มของแสงลดลง Pm ลดลงจนกระทั่งเมื่อหมดความเข้มแสงเท่ากับ light compensation point (ประมาณ 30-50 Umol m-2 S-1) Pm มีค่าเป็นศูนย์ เมื่อใบแฝกอยู่ในความมืด พบว่า อัตราหายใจมีค่าประมาณ 1.5 Umol m-2 S-1

การศึกษาการตอบสนองต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ พบว่า ใบแฝกมี CO2 compensation point อยู่ที่ประมาณ 10 ppm และเมื่อปริมาณ CO2 เพิ่มขึ้นจนถึง 350 ppm เพิ่มขึ้นโดยมีการตอบสนองเป็นเส้นตรงเมื่อปริมาณ CO2 เพิ่มขึ้นอีก Pm ก็ยังเพิ่มขึ้นและเข้าสู่จุดอิ่มตัวที่ประมาณ 600 ppm

คุณหญิงสุชาดา และคณะ (2538) ศึกษาลักษณะการเจริญของหญ้าแฝก 5 แหล่งพันธุ์ ได้แก่ หญ้าแฝกแหล่งพันธุ์ ราชบุรี สุราษฎร์ธานี อินโดนีเซีย ศรีลังกา และบราซิล ซึ่งปลูกในกระถางดินเผาและรดด้วยน้ำทิ้งจากแหล่งชุมชนที่ระดับความเข้มข้น 0 50 75 และ 100 เปอร์เซ็นต์ และจากโรงงานอุตสาหกรรมนมที่ระดับความเข้มข้น 0 25 50 75 และ 100 เปอร์เซ็นต์ พบว่า ชุดที่รดด้วยน้ำทิ้งจากแหล่งชุมชน ชนิดของแหล่งพันธุ์มีผลทำให้หญ้าแฝกมีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันในทางสถิติ แต่ระดับความเข้มข้นของน้ำทิ้งมีแนวโน้มไม่แตกต่างกันในทางสถิติ โดยหญ้าแฝกแหล่งพันธุ์ราชบุรีมีน้ำหนักต้นสูงสุด แหล่งพันธุ์บราซิลมีน้ำหนักรากสูงสุด นอกจากนี้ส่วนต้นหญ้าแฝกแหล่งพันธุ์บราซิลยังมีปริมาณธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม แคลเซียมและแมกนีเซียมสูงสุด ในขณะที่ส่วนต้นหญ้าแฝกแหล่งพันธุ์อินโดนีเซียมีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสสูงสุด ส่วนรากหญ้าแฝกแหล่งพันธุ์บราซิลมีปริมาณตะกั่วและแคดเมียมสะสมสูงสุด สำหรับในชุดที่รดด้วยน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมนม พบว่า ทั้งชนิดของแหล่งพันธุ์หญ้าแฝกและระดับความเข้มข้นของน้ำทิ้งมีผลต่อการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันในทางสถิติ โดยหญ้าแฝกแหล่งพันธุ์ศรีลังกามีน้ำหนักต้นสูงสุด หญ้าแฝกแหล่งพันธุ์สุราษฎร์ธานีมีน้ำหนักรากสูงสุด ส่วนต้นหญ้าแฝกแหล่งพันธุ์บราซิล มีปริมาณธาตุไนโตรเจน แคลเซียม และแมกนีเซียมสูงสุด แหล่งพันธุ์สุราษฎร์ธานี มีปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูงสุด ส่วนรากหญ้าแฝกแหล่งพันธุ์บราซิลมีปริมาณตะกั่วและแคดเมียมสะสมสูงสุด และระดับความเข้มข้นของน้ำทิ้ง 100 เปอร์เซ็นต์ มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูงสุด ดังนั้น จากการทดลองครั้งนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่จะใช้หญ้าแฝกในการบำบัดน้ำทิ้ง การใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ

ต้นและใบหญ้าแฝกนอกจากจะใช้ทำหลังคามุงบ้านหรือฝาแล้ว ในด้านเป็นอาหารสัตว์ ต้นและใบหญ้าแฝกสามารถใช้เป็นพืชอาหารสัตว์ได้ วีรชัย (2536) วารุณี และคณะ (2537) หรือทำหญ้าหมัก ศูนย์ศึกษาพัฒนาการพิกุลทอง (2536) แต่มีปริมาณโปรตีนหยาบต่ำกว่าหญ้าอาหารสัตว์อื่น เช่น หญ้าขน หญ้ากินนี เมธาและฉลอง (2533)

สัญญา และยงยุทธ (2537) ใบหญ้าแฝกและส่วนต้นหั่นเป็นชิ้น 1-1.5 นิ้ว แช่น้ำหมัก 3-4 วัน บรรจุถุงนึ่งฆ่าเชื้อตามกรรมวิธีเตรียมวัสดุเพาะเห็ด สามารถเพาะเชื้อเห็ดในกลุ่มของเห็ดนางรม เห็ดภูฐาน เห็ดนางฟ้า และเป๋าฮื้อ รวมทั้งเห็ดหอม สามารถเจริญเติบโตได้ดี

ฉลองชัย และรักเกียรติ (2537) ต้นและใบหญ้าแฝกสับ สามารถใช้ทดแทน แกลบดิบและขุยมะพร้าวในการเป็นวัสดุปลูกไม้กระถางได้

ฉลองชัย และพินิจ (2537) สารสกัดจากรากหญ้าแฝกมีแนวโน้มควบคุมป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูผักได้ระดับหนึ่ง

สุวพงษ์ และคณะ (2537) สารสกัดจากรากหญ้าแฝกแห้ง สามารถควบคุมเห็บตัวอ่อนโคได้มากกว่าตัวแก่ ในขณะที่สารสกัดจากรากสดและเหง้าสดจะควบคุมตัวเต็มวัยของเห็บโคได้ดีกว่าเห็บตัวอ่อน สารสกัดจากเหง้าให้การควบคุมการวางไข่ของเห็บโคได้ดีกว่า การใช้รากสดและชุดควบคุม

สมนึก (2538) ศึกษาคุณสมบัติของสารสกัดจากรากหญ้าแฝกหอม 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ศรีลังกา พันธุ์สุราษฎร์ธานี ทำการสกัดด้วยเครื่อง Socklett โดยใช้ตัวทำละลายเมทธานอล ได้ทำการทดสอบคุณสมบัติในด้านการเป็นสารไล่แมลงและการเป็นสารฆ่าแมลง กับแมลงผีเสื้อหนอนเจาะสมอฝ้ายอเมริกัน

ผลการทดลอง พบว่า สารสกัดจากรากหญ้าแฝกหอมพันธุ์ศรีลังกา แสดงคุณสมบัติเป็นสารไล่แมลง โดยมีผีเสื้อหนอนเจาะสมอฝ้ายอเมริกันมาเกาะพักเพียง 32.8% ได้ผลดีกว่าสารสกัดจากรากหญ้าแฝกพันธุ์สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีผีเสื้อดังกล่าวมาเกาะพักถึง 42.14% ในด้านการวางไข่ของผีเสื้อดังกล่าว พบว่า มีการวางไข่ในบริเวณที่ชุบสารสกัดจากรากหญ้าแฝกพันธุ์ศรีลังกาเพียง 18.5 ฟองต่อแม่ผีเสื้อ 1 ตัวเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณที่ชุบสารสกัดจากรากหญ้าแฝกพันธุ์สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีคุณสมบัติด้อยกว่า วางไข่สูงถึง 39.3 ฟอง สำหรับการทดสอบคุณสมบัติการเป็นสารฆ่าแมลง พบว่า สารสกัดจากรากหญ้าแฝกทั้ง 2 พันธุ์ ให้ผลดีกับการตายของหนอนวัยแรกหลังจากชุบไข่ของแมลงดังกล่าวด้วยสารสกัดจากรากหญ้าแฝก โดยเฉพาะสารสกัดจากรากหญ้าแฝกพันธุ์ศรีลังกา ในอัตราความเข้มข้น 2% มีผลทำให้หนอนดังกล่าวตายถึง 71.7% ในขณะที่สารสกัดรากหญ้าแฝกพันธุ์สุราษฎร์ธานี ความเข้มข้น 4% ทำให้หนอนตายเพียง 61.7%

ฉลองชัย และคณะ (2538) ศึกษาการทำเชื้อเพลิงเขียวโดยใช้หญ้าแฝก ใยปอแก้ว โดยมีผักตบชวาหมักเป็นตัวประสานในอัตราส่วนต่าง ๆ 8 สูตรผสม อัดเป็นแท่งด้วยเครื่องอัดแท่งเชื้อเพลิงจากกองทัพภาคที่ 2 โดยมีแกนกระบอกมาตรฐานเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.3 เซนติเมตร และแกนกระบอกอัดที่ใหญ่กว่ามาตรฐาน 1.7 เซนติเมตร พบว่า เชื้อเพลิงเขียวจากสูตรผสมหญ้าแฝก 3 ส่วน ผักตบชวาหมัก 2 ส่วน โดยใช้แกนกระบอกอัด 1.7 เซนติเมตร ให้ค่าความร้อนสูงกว่าสูตรผสมอื่น ๆ โดยใช้เวลาในการต้มน้ำ 1 ลิตร เดือดใน 5 นาที แล้วยังติดไฟต่อไปได้อีกเป็นเวลา 28 นาที การเผาไหม้ดีและมีควันน้อย ถ้าใช้แฝก 3 ส่วน ผักตบชวาหมัก 1 ส่วน อัดเป็นแท่งด้วยแกนกระบอกอัดมาตรฐานใช้เวลาในการต้มน้ำ 1 ลิตร 6 นาที

กองอุตสาหกรรมในครอบครัว กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำกระเป๋าจากหญ้าแฝกและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เป็นการทำให้มีรายได้เสริมตั้งแต่ พ.ศ. 2535

สุดาวดี (2538) ศึกษาการใช้ประโยชน์จากใบและรากของหญ้าแฝกสำหรับทำงานศิลปหัตถกรรม พบว่า สายพันธุ์ของหญ้าแฝกที่เหมาะจะนำมาทำงานหัตถกรรมมี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์สุราษฎร์ธานี และสายพันธุ์สงขลา 3 ลักษณะใบของทั้ง 2 สายพันธุ์นี้สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นงานหัตถกรรมตามที่ออกแบบไว้ได้อย่างเหมาะสม โดยได้ออกแบบและรวบรวมงานหัตถกรรมจากหญ้าแฝกไว้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1) ผลิตภัณฑ์ตะกร้าและภาชนะ 5 แบบ 2) ผลิตภัณฑ์เครื่องตกแต่งบ้าน 8 แบบ 3) ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับกาย 7 แบบ 4) ผลิตภัณฑ์อื่น 3 แบบ ทั้งนี้ได้เขียนเป็นคู่มือแนะนำการประดิษฐ์ไว้ตามลำดับขั้นตอน เพื่อให้สามารถทำตามได้ อันจะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวเกษตรกร ทั้งยังเป็นการช่วยสนับสนุนการรณรงค์ให้ปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย


1 ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์