การงอกของเมล็ด (Seed Germination)
เมล็ดพืชประกอบด้วยส่วนซึ่งเป็นคัพภะ ส่วนที่เป็นอาหารสะสมภายในเมล็ดและเปลือกหุ้มเมล็ด หลังจากที่เมล็ดถูกแยกออกจากต้นแม่แล้ว เมล็ดจะอยู่ในสภาพหยุดการเจริญเติบโตช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเอาเมล็ดมาไว้ในสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสม คัพภะที่อยู่ภายในจะเจริญเป็นต้นพืชใหม่ กระบวนการที่คัพภะภายในเมล็ดเจริญเป็นต้นใหม่ที่เรียกว่า "การงอก" (germination) ต้นพืชที่เจริญมาจากคัพภะในขณะที่เป็นต้นอ่อนอยู่ยังต้องอาศัยอาหารที่เก็บไว้ภายในเมล็ด เรียกว่า "ต้นกล้า" (seedling) ปัจจัยในการงอกของเมล็
เมล็ดที่จะงอกได้จะต้องมีปัจจัยที่เหมาะสมทั้งเมล็ดและสภาพแวดล้อมภายนอก ดังนี้
๑. การมีชีวิตของเมล็ด นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะเมล็ด การที่เมล็ดมีชีวิตอยู่ได้น้อยอาจเนื่องจากการเจริญเติบโตของเมล็ดไม่เหมาะสมในขณะที่ยังอยู่บนต้นแม่ หรือเนื่องจากได้รับอันตรายขณะทำการเก็บเกี่ยวหรือกระบวนการในการผลิตเมล็ดไม่ดีพอ
๒. สภาพแวดล้อมในขณะเพาะเมล็ดจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดังนี้
๒.๑ น้ำ (water) เป็นตัวทำให้เปลือกเมล็ดอ่อนตัว และเป็นตัวทำลายอาหารสะสมภายในเมล็ดที่อยู่ในสภาวะ ที่เป็นของแข็งให้เปลี่ยนเป็นของเหลวและเคลื่อนที่ได้ ทำให้จุดเจริญของเมล็ดนำไปใช้ได้
๒.๒ อุณหภูมิ (temperature) อุณหภูมิที่เหมาะสมช่วยให้เมล็ดดูดน้ำได้เร็วขึ้น กระบวนการในการงอกของเมล็ดเกิดขึ้นเร็ว และช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับพืชแต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน พืชเมืองร้อนย่อมต้องการอุณหภูมิสูงกว่าพืชเมืองหนาวเสมอ
๒.๓ แสง (light) เมล็ดเมื่อเริ่มงอกจะมีทั้งชนิดที่ต้องการแสง ชอบแสง และไม่ต้องการแสง ส่วนใหญ่เมล็ดเมื่อเริ่มงอกจะไม่ต้องการแสง ดังนั้นการเพาะเมล็ดโดยทั่วไปจึงมักกลบดินปิดเมล็ดเสมอ แต่แสงจะมีความจำเป็นหลังจากที่เมล็ดงอกแล้วขณะที่เป็นต้นกล้า แสงที่พอเหมาะจะทำให้ต้นกล้าแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ดี
๒.๔ อ๊อกซิเจน (oxygen) เมื่อเมล็ดเริ่มงอกจะเริ่มหายใจมากขึ้น ซึ่งก็ต้องใช้อ๊อกซิเจนไปเผาผลาญอาหารภายในเมล็ดให้เป็นพลังงานใช้ในการงอก ยิ่งเมล็ดที่มีมัน (fatty seed) มาก ยิ่งต้องใช้อ๊อกซิเจนมากขึ้น ดังนั้นการกลบดินทับเมล็ดหนาเกินไป หรือใช้ดินเพาะเมล็ดที่ถ่ายเทอากาศไม่ดีจะมีผลยับยั้งการงอก หรือทำให้เมล็ดงอกช้าลงหรือไม่งอกเลย