พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาด้านข้าว
ตั้งแต่ ปี ๒๔๙๔ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แปรพระราชฐาน รวมทั้งเสด็จประพาสต้นไปในต่างจังหวัดทุกภาคของประเทศ และในการเสด็จฯ นั้น พระองค์ได้ทอดพระเนตร สภาพของพสกนิกรในชนบทอย่างใกล้ชิด ว่ามีความลำบากยากแค้นถนนหนทางทุรกันดาร ประสบความป่วยไข้ ความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ
นอกจากนั้น พระองค์ยังได้ทอดพระเนตรสภาพของทรัพยากร สภาพของสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ อย่างใกล้ชิดเกือบทุกหนทุกแห่ง เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์เสด็จฯ กลับก็ได้ทราบพิจารณาปัญหาต่าง ๆ ด้วยพระปรีชาญาณ เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยาก หรือเรื่องอาชีพของเกษตรกรเหล่านั้น จึงทรงได้มีโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ติดตามมาเป็นจำนวนมาก
ในอาชีพของประชาชนในชนบทส่วนใหญ่ที่พระองค์เสด็จฯ ไปนั้น อาชีพที่เป็นหลักก็คงหนีไม่พ้นอาชีพเกษตร และอาชีพเกษตรที่สำคัญในปัจจุบันของประชาชนในภูมิภาคส่วนใหญ่ก็คือ การทำนา หรือการปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย
งานที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติเกี่ยวกับข้าวที่มีอยู่มากมาย เริ่มตั้งแต่อันดับแรกก็คือ การฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และก็ทำมาต่อเนื่องจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มาว่างเว้นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประมาณ ปี ๒๔๗๙ จนมาถึงปี ๒๕๐๒ สมัยนั้นเรียกว่า รัฐบาลประชาธิปไตย
จนกระทั่งปี ๒๕๐๓ จึงได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีก ทั้งนี้ เนื่องจากได้ทรงตระหนักว่า การทำนา นับเป็นอาชีพหลักของประชาชนส่วนใหญ่ และก็เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ชาวนาในการทำนา มีที่พึ่ง ซึ่งพระองค์เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพระราชพิธีตลอดมา แล้วในระยะช่วงต่อมาก็มีการปรับปรุงอยู่หลายประการ เพื่อให้เป็นพระราชพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์และเหมาะสม เช่น ในเรื่องของการทำแปลงปลูกข้าวพระราชทาน โดยเริ่มต้น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ หลังเริ่มงานฟื้นฟูมาได้ปีหนึ่ง ได้โปรดเกล้าฯ ให้จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นรองนายกฯ ขณะนั้นได้ทูลเกล้าฯ ถวายพันธุ์ข้าวหอม พันธุ์นางมล ๑ ถุง จากรัฐบาล ในระหว่างพิธีแรกนาขวัญ เมื่อเสด็จฯ กลับถึงพระตำหนักสวนจิตรลดาก็ทรงได้มอบให้หม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ซึ่งเป็นพระยาแรกนาคนแรก และเป็นอธิบดีกรมการข้าวคนแรก นำไปปลูกในตำหนักสวนจิตรลดา
ตอนนั้นพระองค์ทรงให้ใช้แปลงทางด้านติดกับสนามม้า ซึ่งพระองค์ทอดพระเนตรจากพระตำหนักเห็นได้ชัดเจน ๑ แปลง แบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนละ ๑,000 ตารางเมตร ในตอนแรกก็ปลูกข้าวเป็นพิธีการ คือ ปลูกนาดำ นาหยอด และนาหว่าน ๓ อย่าง ในปีแรกพระองค์ก็ทรงได้มีพิธีการต่าง ๆ เช่น การไถเตรียมในการปลูก หว่าน และมีพิธีการทำขวัญแม่โพสพขึ้นอันเป็นประเพณีโบราณ และก็ทรงทำอยู่ปีเดียว เพราะเป็นพิธีการมาก ข้าวที่ปลูกในสวนจิตรฯ นั้น ในปีต่อไปก็เก็บเกี่ยวแล้วนำไปใช้ในวันพืชมงคล ปีถัดไปทำพิธีในวัดพระแก้ว แล้วทรงให้พระยาแรกนาและเทพีคู่หาบนำไปหว่านในวันรุ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นวันแรกนาวันแรก ให้เรียกว่าวันพืชมงคล ส่วนวันถัดไปเป็นวันแรกนาขวัญ
ข้าวที่เหลือส่วนหนึ่ง ได้บรรจุใส่ซองเล็ก ๆ ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ซอง แจกจ่ายแก่ผู้ที่ต้องการรับไปทำเป็นขวัญข้าว ไปปลูกรวมกับข้าว หรือนำไปเคารพบูชา อีกส่วนที่เหลือในหาบในกระบุง ของคู่หาบเงินหาบทอง เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระองค์ก็จะโปรดเกล้าฯ ให้พระยาแรกนาเข้าไปในพระตำหนักสวนจิตรฯ นำข้าวไปหว่านยังแปลงปลูกข้าว ซึ่งได้กำหนดไว้ตรงจุดเดียวกันทุกปี อันนี้เป็นพิธีที่ค่อนข้างเป็นการส่วนพระองค์ พระองค์จึงทรงประทานเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูกในฤดูกาลต่อไปอีก หลังจากทรงทำพิธีหว่าน พระองค์ก็ทรงประทับอยู่ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง มีพระราชปรารภและทรงนำพระราชกรณียกิจต่าง ๆ มาเล่าให้ฟังกัน โดยมีปลัดกระทรวงฯ ซึ่งเป็นพระยาแรกนา อธิบดีเกือบทุกคนในกระทรวงเกษตรฯ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้รับฟัง

ที่มา : จากวารสารดีเด่นเพื่อเยาวชนของ สยช. ครั้งที่ ๑๓ ประจำปี ๒๕๓๘ "เทคโนโลยีชาวบ้าน" ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๑๕๖ (สารคดีพิเศษ กาญจนาภิเษก โดยถอดจากแถบบันทึกเสียงคำบรรยายของ ดร.อำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๓๙ ณ ห้องรีเจนซี่ โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า