ใต้ร่มพระบารมีที่หุบกะพง
ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง
กรมส่งเสริมสหกรณ์
คำนำ
จากพื้นที่รกร้างกว่า 1 หมื่นไร่ ได้กลายมาเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ หุบกะพง เมื่อ 30 ปีมาแล้ว เป็นเพียงพื้นที่ดินแห้งแล้ง ดินเลว ขาดแคลนน้ำ ใครเล่าจะทราบได้ว่า พื้นที่ที่เสมือนถูกทอดทิ้ง ขาดคนเหลียวแล ห่างจากปากทางถนนเพชรเกษมเข้าไป 6 กิโลเมตร ปัจจุบันได้กลายเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ อบอุ่น ชีวิตที่นั่นอยู่อย่างผาสุก ร่มเย็น ด้วยเพราะพสกนิกรที่นี่...อยู่ภายใต้ร่มพระบารมี
จากรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลปัจจุบันที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ แม้ในท้องถิ่นทุรกันดารเพียงใดก็ตาม ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี โดยเฉพาะปัญหาในท้องถิ่นชนบท ซึ่งมีผลกระทบต่อราษฎรระดับพื้นฐาน จนถึงระดับชาติ พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหาหลากหลายนั้นด้วยวิธีการต่าง ๆ และแนวพระราชดำริที่สำคัญประการหนึ่งคือ การที่มุ่งช่วยเหลือและพัฒนาราษฎร เพื่อให้รู้จักการพึ่งตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การรวมกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ดังเช่นที่ได้ทรงพระราชทาน
คำแนะนำไว้ที่หุบกะพง
ความเป็นมา
เมื่อปี พ.ศ. 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยี่ยน ราษฎรในจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวโรกาสนั้นได้ทรงพบกับเกษตรกรชาวสวนผัก ชะอำ จำนวน 83 ครอบครัว ทรงทราบถึงความเดือดร้อนด้วยว่าเกษตรกรเหล่านี้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง พระองค์ท่านจึงทรงโปรดรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์และโปรดให้ ฯพณฯ ม.ล. เดช สนิทวงศ์ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และองคมนตรีในสมัยนั้น เป็นผู้จัดหาที่ดินให้เกษตรกรดังกล่าว ในระหว่างนั้นรัฐบาลอิสราเอลได้ทราบถึงพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ทุกข์ยาก จึงขอเข้าร่วมโครงการและเสนอให้ความช่วยเหลือในรูปของผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาพื้นที่ชนบทสาขาต่าง ๆ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ โดยจัดทำสัญญาร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอลขึ้น กำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2509 และสิ้นสุดสัญญาเมื่อ 18 สิงหาคม 2514 คณะรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ กระทรวงเกษตร และหน่วยงานอื่นอาทิเช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ภายใต้ชื่อโครงการว่า "โครงการไทย-อิสราเอลเพื่อพัฒนาชนบทหุบกะพง"
ด้วยความเห็นชอบของทุกฝ่ายได้เลือกที่ดินบริเวณบ้านหุบกะพง ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ดำเนินการ มีเหตุผลที่ว่าเดิมที่ดินบริเวณนี้เป็นป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้มีเกษตรกรเข้าไปจับจองอยู่บ้าง แต่การทำกินไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร เนื่องจากสภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินเลว ขาดแคลนน้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ ออกจากป่าคุ้มครอง และภายหลังทรงจับจองที่ดินดังกล่าวเยี่ยงสามัญชน โดยปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนของกรมป่าไม้ และกรมที่ดินทุกประการ
ปี พ.ศ. 2509 คณะทำงานได้ร่วมมือกันศึกษาข้อมูล อาทิเช่น การจัดทำแผนที่ทางอากาศ จัดทำแผนที่ดินสำรวจแหล่งเก็บกักน้ำธรรมชาติ น้ำใต้ดิน ได้มีการขุดเจาะพบน้ำบาดาลแต่ปริมาณน้อยไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และพบว่าดินส่วนใหญ่เป็นดินเลว ประมาณ 6,500 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นดินเลวปนดีที่พอจะทำการเกษตรได้บ้าง จึงได้ขอพระราชทานที่ดิน จำนวน 500 ไร่ จัดตั้งเป็นศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตรของโครงการ
วัตถุประสงค์ของโครงการ
- เพื่อเป็นโครงการทดลอง (Pilot Project) ในการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยใช้เทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่
- เพื่อจัดตั้งศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตร เก็บข้อมูลการเกษตรทั้งด้านการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ การทดลองการจัดระบบชลประทาน ศึกษาต้นทุน ความเหมาะสมเพื่อการขยายผล
- เพื่อจัดสรรที่ดินและพัฒนาที่ดิน ให้เกษตรกรยากไร้เข้าอยู่อาศัย ประกอบอาชีพการเกษตรโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์
- จัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นสถาบันหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร
- เป็นศูนย์กลางของข้อมูลในการพัฒนาชนบทด้านการเกษตรและสหกรณ์
การจัดหมู่บ้านตัวอย่าง
ปี พ.ศ. 2510 ได้เริ่มปรับโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานและปรับปรุงพัฒนาที่ดินแล้ว จึงได้เริ่มอพยพครอบครัวเกษตรกร 2 ครอบครัวเข้าอยู่อาศัยในพื้นที่เพื่อศึกษาหาข้อมูลด้านต่าง ๆ โดยครอบครัวแรกจากกลุ่มชาวสวนผักชะอำ ครอบครัวที่สองจากเกษตรกรดั้งเดิมที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่หุบกะพง จัดให้ทำประโยชน์รายละ 25 ไร่ ให้สินเชื่อกู้ยืมรายละ 10,000 บาท เพื่อหาข้อมูลด้านรายได้ รายจ่าย ความเหมาะสมของการใช้แรงงานในครอบครัวกับขนาดพื้นที่ที่จัดสรรให้ การปลูกพืชในเขตชลประทาน การปลูกพืชอาศัยระบบน้ำฝน ตลอดจนการจัดบริการด้านสินเชื่อ การตลาดและข้อมูลวิทยาศาสตร์การเกษตร รวมทั้งปัญหาทางสังคม ภายหลังเมื่อครบปีการผลิต เกษตรกรทั้ง 2 ครอบครัว สามารถนำเงินมาคืนโครงการฯ ได้ และยังเหลือเป็นทุนในการประกอบอาชีพในปีต่อไป ปี พ.ศ. 2511 จึงได้เริ่มอพยพครอบครัวเกษตรกรในส่วนที่เหลือ จากกลุ่มชาวสวนผักชะอำ 82 ครอบครัว และเกษตรกรในพื้นที่เดิมอีก 46 ครอบครัว เข้าทำประโยชน์ จัดที่ดินให้เกษตรกรรายละ 25 ไร่ เกษตรกรจะได้ที่ดินทำประโยชน์แยกเป็นแปลงปลูกบ้านพักอาศัย มีระบบชลประทาน พื้นที่ 7 ไร่ กับแปลงเกษตรอาศัยน้ำฝน พื้นที่ 18 ไร่ ทั้งนี้ได้จัดแปลงปลูกบ้านพักอาศัย รวมกลุ่มเป็นหมู่บ้านโดยมีเหตุผลว่า เพื่อสะดวกในการตัดถนนเข้าสู่แปลงสมาชิก การต่อไฟฟ้า การจัดระบบชลประทาน สาธารณูปโภคอื่นรวมทั้งสามารถจัดระบบสวัสดิการของสมาชิกในการป้องกันโจรกรรมอาชญากรรม โดยมี ทสปช. จัดเวรตรวจตราหมู่บ้าน นอกจากนี้ได้จัดให้มี โรงเรียน วัด พลับพลาที่ประทับ สวนพักผ่อน ตลาดกลางการเกษตร และสถานีอนามัย ฯลฯ พื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งมีอาณาเขตติดกับภูเขา กันไว้สำหรับให้กรมป่าไม้ดำเนินการปลูกป่าทดแทน บางส่วนจัดพื้นที่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
การจัดระบบชลประทาน
เนื่องด้วยในบริเวณพื้นที่มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โครงการฯ จึงได้ติดตั้งเครื่องยนต์สูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำจากคลองชลประทานสายเขื่อนเพชร-หัวหิน สูบส่งโดยระบบท่อใต้ดินขึ้นไปพักไว้บนถังพักน้ำ ขนาด 1,000 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 ถัง สูงจากพื้นที่รับน้ำประมาณ 75 เมตร จ่ายน้ำตามท่อด้วยระบบแรงดันเข้าสู่แปลงเพาะปลูกและบ้านพักอาศัย สมาชิกจะได้รับน้ำเป็นเวร วันเว้นวัน ครั้งละ 2-3 ชั่วโมง ต่อมาภายหลังเมื่อเป็นหมู่บ้านสหกรณ์แล้ว สมาชิกได้ร่วมกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายกระแสไฟฟ้า ในรูปธุรกิจบริการของสหกรณ์
นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้จัดพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำธรรมชาติ เพื่อการรักษาต้นน้ำลำธารและเพื่อการเพาะปลูก อุปโภคบริโภค โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดประโยชน์กับราษฎรของโครงการฯ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยปัจจุบันในพื้นที่โครงการฯ มีอ่างเก็บน้ำรวม 4 อ่าง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหุบกะพง อ่างเก็บน้ำห้วยทราย-หุบกะพง อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว และอ่างเก็บน้ำเขาโป่ง รวมปริมาตรน้ำเก็บกักกว่า 1,500,000 ลูกบาศ์กเมตร สมาชิกของโครงการสามารถใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและมีปลารับประทานเป็นแหล่งอาหารโปรตีนชั้นดี นอกจากนี้ยังรักษาความอุดมชุ่มชื้นในดิน ซึ่งจะเป็นการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ดิน น้ำ และป่าไม้ ในระยะยาวอีกด้วย
การจัดตั้งสหกรณ์
ปี พ.ศ. 2514 เมื่อเกษตรกรของโครงการฯ มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องหลักการ วิธีการและอุดมการณ์ของสหกรณ์ดีแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2514 ใช้ชื่อว่า สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานใบสำคัญจดทะเบียนสหกรณ์ให้แก่ผู้แทนของสหกรณ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2515 จากนั้นได้พระราชทานมอบอำนาจการจัดโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธย พื้นที่รวม 12,079 - 1 - 82 ไร่ ของโครงการฯ ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับ สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เป็นผู้ดูแลนับแต่นั้นเป็นต้นมา
สรุป
ด้วยพระบารมีและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นผู้ริเริ่มการนำที่ดินว่างเปล่าที่ทำประโยชน์มิได้ มาจัดสรรให้เกษตรกรที่ยากไร้เข้าทำประโยชน์ จนทำให้เกษตรกรเหล่านี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าระยะเริ่มโครงการรัฐบาลต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่ในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาชนบทในประเทศชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ความสำเร็จจากโครงการนี้ได้นำไปเป็นแบบอย่างให้กับการพัฒนาชนบทในประเทศไทย โดยเฉพาะในการพัฒนาชนบทตามโครงการพระราชประสงค์ และพระราชดำริทั่วทุกภาคของประเทศไทย จะเห็นได้ว่าโครงการหุบกะพงเป็นโครงการพัฒนาชนบทที่สมบูรณ์แบบ ที่นำไปประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ปัจจุบันหุบกะพงได้กลายเป็นพื้นที่การเกษตรที่เขียวชะอุ่มด้วยพืชผัก และผลไม้นานาชนิด ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงสนับสนุนงานศิลปาชีพพิเศษและการแปรรูปผลิตผลการเกษตรให้แก่สมาชิกเพื่อเป็นรายได้เสริมอาชีพหลัก
จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า โครงการหุบกะพงเป็นโครงการตามพระราชประสงค์ โดยอาศัยระบบสหกรณ์เป็นสถาบันหลักในการพัฒนาชีวิตของสมาชิกในชนบท ช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรมวลสมาชิกและครอบครัวให้มีอาชีพที่มั่นคง มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สมดังความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2521 ว่า
"ในฐานะเป็นสหกรณ์ ผู้มีความจำดี แทบทุกคนก็ต้องมีความจำว่า เมื่อยี่สิบปีก่อนนี้ เราเป็นอย่างไร เมื่อสิบปีก่อนนี้ เราเป็นอย่างไร และวันนี้เราเป็นอย่างไร ก็นับว่าก้าวหน้าอยู่ดีกินดีกว่าก่อน มีเสื้อแสงใส่ มีอาหารใส่ปาก แต่ก่อนนี้ไม่มี หลายคนอด ไม่มีอาหาร มาเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ก็มีอาหารใส่ปาก ไม่ได้อยู่เดือดร้อน อันนี้เราต้องคิดว่าเราอยู่ดีขึ้น ดีขึ้นอย่างมากทีเดียว ตั้งแต่อยู่บ้านมีพื้นเป็นดินแล้วก็ทำด้วยไม้ไผ่ จนกระทั่งทำด้วยไม้กระดานและปูด้วยซีเมนต์ ปูพื้นเป็นซีเมนต์เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่เรียกว่าตึก คือ ก่อขึ้นมา อย่างเช่นอาคารนี้ก็เป็นตึกแล้ว ฉะนั้น มีความก้าวหน้า ต้องมีกำลังใจ..."
(รูปภาพ 2 รูป)
25 พฤษภาคม 2513
16.10 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระ ตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล ไปยังหมู่บ้านตัวอย่างโครงการไทย-อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบทหุบกะพง ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
เสด็จทอดพระเนตรบ้านสมาชิก พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการปรับปรุงการ พัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร