ตามการคำนวณหากคำนึงถึงความร้อน ที่แผ่ออกมาจากโลกแล้วพื้นผิวโลกใน ขณะนี้จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติประมาณ 33 องศาเซลเซียส ชั้นบรรยากาศรอบๆโลกประกอบด้วยสารหลายอย่างได้แก่ ไอน้ำ และก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งช่วยดูดซึม และกักความร้อน ที่ปล่อยออกมาจาก พื้นโลกปรากฎการณ์เช่นนี้ เรียกว่า Green House Effect หรือปรากฎการณ์เรือนกระจก ดาวดวงอื่นนอกจากโลกก็มีปรากฎการณ์ เรือนกระจกเช่นกันอย่างเช่น ดาวพระศุกร์มีชั้นบรรยากาศที่ประกอบด้วยก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ ที่หนา อุณหภูมิที่ พื้นผิวของดาวมีค่าประมาณ 470 องศาเซลเซียส ส่วนดาวอังคารซึ่งมีชั้นบรรยากาศที่ บางกว่ามีอุณภูมิที่พื้นผิว ประมาณ 60 องศาเซลเซียส

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าเรากำลังทำลาย ความสมดุลย์ทางธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องกับการแผ่ความร้อนของโลกการกระทำ เหล่านี้ปล่อยก๊าส คาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าสอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับปรากฎการณ์ เรือนกระจกออกมา ก๊าสเหล่านี้จะรวมตัว กันในชั้นบรรยากาศ และทำให้ปรากฎ การณ์เรือนกระจกมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อมองไปในอดีต เราจะพบหลักฐานที่ แสดงว่าโลกของเราได้ผ่านการ เปลี่ยนแปลง ทั้งร้อนและ เย็นมาหลายหน ช่วงเวลาที่โลกร้อนที่สุดซึ่ง เป็นช่วงที่เรียกว่า Cretaceous ซึ่งเป็นเวลาประมาณ หนึ่งร้อยล้านปีมาแล้ว (ช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์กำลัง จะสูญพันธุ์) ในขณะนั้น อุณหภูมิมีค่าสูงกว่าทุกวันนี้ ประมาณ 10 องศาเซลเซียสและระดับน้ำ ทะเลเอ่อล้นสูงกว่าทุกวันนี้เพราะไม่ได้เป็นน้ำแข็งอยู่ที่ขั้วโลก ร้อยล้านปีก่อนน้ำใน มหาสมุทรท่วมผืน แผ่นดินและแบ่งแยกทวีปอเมริกาเหนือ ออกเป็นสองส่วน เราเชื่อกันว่า ความร้อนดังกล่าวเกิดขึ้นจากก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีมากเกินไปในชั้นบรรยากาศ เนื่องจาก การระเบิดของภูเขาไฟ เมื่อสองล้านปีก่อน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ต่ำกว่าทุกวันนี้ประมาณ 5 องศาเซลเซียส หลักฐานดูได้จากอากาศที่ถูกกักอยู่ในน้ำแข็ง ในแอนตาร์คติกาและกรีนแลนด์ อากาศ เหล่านี้มีความเข้มข้นของก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าสมีเทนต่ำกว่าทุกวันนี้ ซึ่งเป็นผลให้ อุณหภูมิของโลกต่ำกว่าทุกวันนี้ด้วย

ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา การเผา ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าสธรรมชาติและการทำลายป่า เพิ่มปริมาณของก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้น ประมาณ 25 % การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร อย่างเช่น การปลูกข้าวหรือการเลี้ยงสัตว์ทำให้ ระดับของก๊าสมีเทนเพิ่มขึ้น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ปริมาณของก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา ในทุกปีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าและจะเพิ่มเป็น สองเท่าอีกครั้งในสามสิบปี เว้นเสียแต่เราช่วยกัน ลดการใช้พลังงานจากถ่านหินน้ำมัน และก๊าสธรรมชาติ

ถึงแม้ว่าเราจะหยุดการกระทำใดๆที่จะทำให้ เกิดก๊าสที่เกี่ยวเนื่องกับปรากฎการณ์เรือนกระจก ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณว่า การเพิ่ม ความเข้มข้นของก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ จะทำให้ อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น 0.5 องศาฟาร์เรนไฮ ในทุก 10 ปี ต่ถ้าการเพิ่มขึ้นของก๊าสที่เกี่ยวข้อง กับปรากฎการณ์เรือนกระจกยังเป็นอยู่ (และเพิ่มขึ้น) อย่างทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิบนพื้นผิวโลกจะอยู่ในช่วง 2.7 - 8.1 องศาฟาร์เรนไฮ

เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเพียงแค่ 2 - 3 องศา มีผลกระทบเป็นอย่างมากต่อบรรยากาศ ของโลก ผลกระทบดังกล่าวที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาได้แก่การอพยพขึ้นทางเหนือของสัตว์ที่อยู่ทางใต้ป่าที่ตาย เนื่องจากความร้อน และดินที่แห้งทางด้านใต้และความเปลี่ยนแปลงของการเจริญเติบโตของป่าการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศยังมีผลกระทบต่อ ผลิตผลทางการเกษตร ีความต้องการการชลประทานมากขึ้น มีโรคพืชและสัตว์เพิ่มขึ้น คุณภาพของอากาศ ลดลงเนื่องจากปริมาณก๊าสโอโซนที่เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศ ส่วนล่าง ระดับมลภาวะทางอากาศในชุมชนต่างๆจะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก อุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลกช่วยเร่งปฏิกิริยาการผลิตก๊าสโอโซนใน บรรยากาศปริมาณก๊าส โอโซนที่สูงขึ้นมีความ เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ผลกระทบของบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงต่อสุขภาพ ของมนุษย์ จะมีมากในประเทศ ที่ด้อยพัฒนา ซึ่งยังไม่มี มาตรการที่จะป้องกันสิ่งเหล่านี้ ได้แก่ การ ขาดแคลนน้ำและผลิตผลทางการเกษตรซึ่งมีผลให้ ประชากรได้รับอาหาร ที่ไม่มีคุณค่าทาง โภชนาการ และผลต่อเนื่องคือทำให้เกิดโรคต่างๆได้

ในช่วงสามพันปีที่ผ่านมา ชายฝั่งทะเลมีระดับน้ำ เพิ่มขึ้นประมาณ 1 มิลลิเมตร หรือ 0.04 นิ้วต่อปี อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้และต่อไป ระดับน้ำทะเล จะเพิ่มขึ้นประมาณ 6 มิลลิเมตรต่อปี ความร้อน ของโลก สามารถเพิ่มระดับน้ำทะเลได้ถึง 0.5 - 1 เมตรภายในปีค.ศ. 2001 เนื่องจากการ ละลายของน้ำแข็งลงสู่มหาสมุทร การเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศก็ยังทำให้เกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติิ ร้ายแรงเช่น น้ำท่วม พายุ ความแห้งแล้ง และ ไฟไหม้ป่า ภัยภิบัติทางธรรมชาติในช่วงค.ศ. 1980 - 1989 มากกว่าในฃ่วง 1970-1979 ถึง 94% ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากภัย ธรรมชาติเหล่านี้ มากเกินกว่า จะประมาณค่าได้ ในปี 1988 ความแห้งแล้ง ทางด้านตะวันตกตอนกลางในสหรัฐอเมริกาต้องการ ความช่วยเหลือมาก ถึงสี่พันล้านเหรียญสหรัฐ ความเสียหายเนื่องจากน้ำท่วมแม่น้ำมิสซิสซิปปี ในปี1933 มีค่าประมาณ 5-10 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อมหาสุมทรมีอุณหภูมิ เพิ่มขึ้นพื้นที่ของน้ำที่มี อุณหภูมิสูงพอ (มากกว่า 80 องศาฟาร์เรนไฮ) ที่จะทำให้เกิดพายุเฮอริเคนได้ มีขนาดกว้างขึ้น ผลก็คือมีพายุบ่อยและ นานมากขึ้น พื้นที่ของมหาสมุทรที่อุณหภูมิพื้นผิวของน้ำสูงกว่า 80 องศาฟาร์เรนไฮมีมากกว่า 1 ใน 6 ของพื้นที่ ่ทั้งหมดในช่วง20 ปีที่ผ่านมา การศึกษาพบว่าแม้แต่การเพิ่มอุณหภูมิเพียง 0.5 องศาเซลเซียส โดยเฉลี่ยภายในปีค.ศ. 2010 สามารถทำให้เกิดพายุเฮอริเคนต่อเนื่องได้ถึง 20 วัน การเพิ่มขึ้นของพายุที่รุนแรงและความสูญเสีย ในแต่ละปีที่เพิ่มขึ้นถึง 33% เพื่อจะทำให้ ปริมาณความเข้มข้นของก๊าสที่เกี่ยวข้องกับ ปรากฎ การณ์เรือนกระจกคงที่อยู่อย่างทุกวันนี้ เราจะต้องหยุดการกระทำใดๆที่ทำให้เกิดก๊าสตั้งแต่วันนี้ การลดการปล่อยก๊าสที่เกี่ยวเนื่องกับปรากฎการณ์ เรือนกระจกเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และทำให้ประหยัดด้วย คุณเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าคุณจะช่วย ลดความรุนแรงของปรากฎการณ์เรือนกระจกได้อย่างไร