สีเป็นวัสดุที่ใช้เคลือบชิ้นงานมใช้ป้องกันการผุกร่อนของชิ้นงานที่เป็นโลหะเหล็กและใช้เพิ่มความสวยงามให้กับ ชิ้นงาน รถยนต์ต้องการผลิตภัณฑ์สีที่ให้ความมันเงาแวววาว สีถูกใช้งานในอุตสาหกรรมแทบทุกชนิดสีจึงเป็นวัสดุ ที่มี ความสำคัญอย่างมาก น้ำมันจากเมล็ดฝ้ายถูกใช้เป็นน้ำยาสำหรับผสมสีน้ำมันสนและทินเนอร์ถูกใช้เป็นตัวทำละลาย ของสี ให้สีมีความเจือจาง การฉีดสีต้องการเวลาในการระเหยสั้นกว่าการใช้แปรงทาสี สีมีส่วนประกอบของสิ่งต่อไปนี้

1.  สารยึดเกาะ  เป็นของเหลวทำหน้าที่เคลือบติดพื้นผิวงาน ยึดเนื้อสี และสารเพิ่มคุณภาพต่าง ๆ จุดประสงค์ของ สารยึดเกาะคือ การทำให้สารเพิ่มคุณภาพยึดติดแน่นและเคลือบพื้นผิวงานได้ดี สารยึดเกาะมีมากมายหลายชนิดได้แก่ น้ำมันจากธรรมชาติ เซลลูโลส และฟลูออโรคาร์บอนเรซิน

2.  เนื้อสี เนื้อสีมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมสีต่าง ๆ ให้ได้ตามที่ต้องการ ทำให้สีมีความเงางาม ป้องกันสนิมและทำให้ เกิดความราบเรียบของชิ้นงาน ตัวยับยั้งการเกิดสนิมที่ใส่ไปในสีได้แก่ ตะกั่วแดง ตะกั่วน้ำเงิน สังกะสีโครเมต สีต่าง ๆ อาจได้มาจากทางสารเคมีธรรมชาติหรือสารประกอบโลหะ เนื้อสีจำนวนมากจะอยู่ในสารยึดเกาะเป็นของแข็งและ ไม่ละลาย ในสารละลาย แต่จะเสื่อมคุณภาพเมื่อปล่อยทิ้งไว้ในบรรยากาศการเกิดฟิล์มสี สีเกิดจากการผสมของเนื้อสี และน้ำยาผสม น้ำมันวานิช (vanish) จะไม่มีเนื้อสี อีนาเมล (enamel) คือส่วนผสมของเนื้อสีและวานิชแลกเกอร์ คือวัสดุที่ทำให้สีแห้งเร็ว ซึ่งเป็นวัสดุที่ระเหยง่ายและระเหยอย่างรวดเร็ว และจะเหลือสิ่งที่ไม่ระเหยตกค้างอยู่ได้แก่ เนื้อสี แลกเกอร์ทำจากเรซินเซลลูโลสที่ละลายได้ในสารละลาย เนื้อสีจะถูกเติมลงไปเพื่อให้เกิดสีต่าง ๆ

3.  สารทำละลาย เป็นสารที่ใช้ทำให้สารยึดเกาะเกิดการละลายเจือจาง โดยเมื่อเดิมสารทำละลายลงไปจะทำให้ความ หนืดของสารยึดเกาะลดลง และจะเพิ่มปริมาณของสี แต่จะไม่ลดประสิทธิภาพของสารทำละลาย

4.  สารเพิ่มคุณภาพ เป็นวัสดุที่เดิมลงไปในสีในปริมาณเล็กน้อย ทำให้สีมีคุณภาพทางเคมีที่ดีในการทำให้สีเกิดการ เคลือบติดวัสดุชิ้นได้ดี เช่น มีความเสถียร ไม่เกิดฟองไหลได้ดี มีความเสถียรแม้อากาศเย็น ทำให้รวมตัวกันได้ดียึดเกาะ ผิวงานได้ดีสีมีหลายชนิดได้แก่

1.  สีน้ำ (water paints) เป็นสีที่ใช้น้ำเป็นตัวทำให้สีเจือจางสีน้ำปกติไม่มีกลิ่นแห้งเร็วเหมาะสำหรับงานทาสี บ้านเรือน และอาคาร สารยึดเกาะปกติเป็นน้ำมัน และส่วนประกอบของเรซินในบางกรณีสีน้ำเหล่านี้จะเป็นก้อนแข็ง เมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิที่เย็น และเมื่อสีถูกเก็บไว้นาน ๆ และได้รับความร้อนมาก ๆ สีน้ำก็จะเสื่อมคุณภาพสีน้ำบาง ชนิดจึงมีส่วนประกอบของยางจากต้นยางเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้

2.  สีวานิช (varnish paints) เป็นส่วนผสมของยางธรรมชาติหรือยางสังเคราห์และน้ำมันซักแห้ง เช่น น้ำมันปลา น้ำมันละหุ่ง น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันข้าวโพด ยางสน ธรรมชาติเป็นกาวหรือน้ำมัน เช่น ยางสนแข็ง ยางสนสังเคราะห์ เช่น อัลคิด อีพอกซี เมลามีน ฟีนอล ซิลิโคน และยูเรีย ทั้งหมดถูกใช้งานในสี

- วานิชอัลคิด จะแข็งเมื่อได้รับความร้อนเมื่อใช้กับฐานน้ำมัน จะทำให้เกิดความเงางามสูง ต้านทานสารเคมี ความร้อนและความชื้น มีความยืดหยุ่น และมีคุณสมบัติติดแน่น
- วานิชฟีนอล มีคุณสมบัติเด่นในการยึดเกาะเมื่อถูกอบด้วยความร้อน มีคุณสมบัติเป็นฉนวนได้ดี และต้านทานน้ำทะเล ปกติต้านทานสารเคมีได้ไม่ดีเท่ากับอัลคิด
3.  สีบิทูมินัส (bituminous paints) หรือสีวานิชที่มีถ่านน้ำมันดิน (coal tar) ละลายในน้ำแร่ ใช้เป็นสีกันน้ำมีความซาบซึม ของน้ำได้ต่ำมาก ด้วยเหตุนี้จึงมีความต้านทานน้ำได้ต่ำมาก ด้วยเหตุนี้จึงมีความต้านน้ำได้ดี ดังนั้นจึงใช้เป็นสีกันน้ำ มีความ ไว ต่อแสงแดด และจะหดจนย่นหรือบิดเบี้ยวโก่งงอและแตกเมื่อสัมผัสกับแสงแดด แม้ในระยะเวลาอันสั้น
4.  สีอีนาเมล enamelpaints)เป็นผลจากการที่เนื้อสีถูกผสมกับวานิชผลลัพธ์ทีได้จะทำให้ผิวมีความราบเรียบมาก     หลังจาก ที่สีแห้ง สีอีนาเมลจะแห้งในอากาศ หรือโดยการอบให้ความร้อน
- อีนาเมลอะคริลิก มีความเสถียรของสีดีที่อุณหภูมิสูง
- อีนาเมลอีพอกซี มีความยืดหยุ่น ต้านทานสารเคมีและปกติต้องอบด้วยความร้อน
- อีนาเมลฟีโนลิก ต้านทานสารเคมี น้ำ และน้ำมัน
- อีนาเมลอัลคิด มีสีดีและมีความเงางาม ต้านทานความชื้นและสารเคมีจำนวนมากได้ เมื่อถูกผสมด้วยซิลิโคน การต้านทานความร้อนจะเพิ่มขึ้น
- อีนาเมลซิลิโคน มีการต้านทานความร้อนได้เด่น
- อีนาเมลยูรีเทน ต้านทานการขูดถลอก
- อีนาเมลไวนีล ต้านทานความชื้นดี
5.  สีเคลือบฐานยาง ได้แก่ สียางคลอริเนต ใช้เป็นสีห้องกันกรด ด่าง แอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์แก๊สโซลีน และเกลือ แต่ไม่ทนต่อจาระบีที่ได้จากสัตว์ สีเคลือบนีโอเพรน (neoprene) ต้านทานต่อน้ำมัน ด่าง กรด และเกลือ


บุญธรรม ภัทราจารุกุล
เรียบเรียงจาก : หนังสือวัสดุช่าง หน้าที่305