ทะเลไทยระบบนิเวศชายฝั่งที่เคยสมบูรณ์ 
ชายหาดภูเก็ต
       ซึ่งเป็นระบบที่เกื้อกูลมวลชีวิตชาวไทยมาช้านาน เนื่องจากเป็นระบบความสัมผัสในการอาศัยอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตบริเวณชายฝั่งทะเลกับสภาพแวดล้อมในบริเวณชายฝั่ง  ซึ่งสิ่งมีชีวิตนั้นก็รวมตั้งแต่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ   เช่น  จุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยสลาย  แพลงตอนที่เป็นอาหารของกุ้ง  ปลา  ต้นโกงกาง  ต้นแสม  หญ้าทะเล  ไม้ชายฝั่ง  เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งและยังรวมไปถึงมนุษย์ซึ่งเป็นผู้บริโภคผลิตผลจากทะเลรวมทั้งกิจกรรมการดำรงชีวิตที่เกี่ยวโยงกับชายฝั่งทะเล
         ป่าชายหาด  ป่าชายเลน  แนวปะการัง  หญ้าทะเล  สาหร่ายทะเล  พะยูน  ตลอดจนสรรพสิ่งในท้องทะเลทั้งมวลล้วนก่อให้เกิดระบบนิเวศชายฝั่ง  ที่มีความสัมพันธ์อย่างสลับซับซ้อน  ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งหนึ่งเกื้อกูลให้สิ่งหนึ่งดำรงอยู่ได้  ในทำนองเดียวกันความเสื่อมโทรมของสิ่งหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง
         การมีป่าชายหาด  ป่าชายเลน  เป็นแนวกั้นระหว่างบกกับทะเล  มีแนวหญ้าทะเล  สาหร่ายทะเล  แนวปะการังในท้องทะเลประกอบกันเป็นระบบนิเวศชายฝั่งเป็นที่เกิดที่อยู่อาศัย และขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำนานาชนิดทำให้ทะเลอุดมสมบูรณ์และมีความงดงามตามธรรมชาติ
         ความสำคัญของชายฝั่งทะเลของประเทศไทยก็คือ  เป็นแหล่งทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มีคุณค่าด้านนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจ  อาทิเช่น  ทรัพยากรประมง  แร่ธาตุ  ป่าชายเลน  ปะการัง  หญ้าทะเล และสาหร่าย
         ส่วนด้านการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม  ได้แก่  การเกษตรกรรม  การทำเหมืองแร่
การท่องเที่ยว  การอุตสาหกรรมชุมชน  การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  การประมง  ทั้งในระดับพาณิชย์และพื้นบ้าน  รวมทั้งด้านสุนทรียภาพ  ได้แก่  หาดทราย  หาดหิน  ทะเลสาบน้ำเค็ม  หน้าผาริมทะเล  ถ้ำลอด และเกาะแก่งต่าง ๆ
         ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย  มีความยาวทั้งสิ้น 2,614 กิโลเมตร  ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด  เป็นระบบนิเวศ์พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศย่อยอื่น ๆ  อาทิ  ระบบนิเวศชายฝั่งดำเนินไปอย่างสมดุลตามความสัมพันธ์ที่ธรรมชาติสร้างไว้  มนุษย์ก็จะได้ผลตอบแทนจากชายฝั่งอย่างยั่งยืนตลอดไป  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ธรรมชาติเหล่านี้  มักจะถูกบุกรุกทำลายอยู่เป็นประจำจากผู้ที่ไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าเห็นแต่ประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียว  รวมทั้งการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่ไม่คำนึงถึงความเสียหาย  อันอาจเกิดขึ้นกับธรรมชาติที่ไม่สามารถเคลื่อนไหว และง่ายต่อการถูกทำลายดังเช่นชายฝั่งทะเล
         เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจและแยกแยะได้ถึงองค์ประกอบและลักษณะทางธรรมชาติต่าง ๆ  ที่พบได้ในระบบนิเวศชายฝั่งของไทย  จึงขอแยกความหมายของแต่ละประเภทออกเป็นดังนี้

     ป่าชายหาด
         คือ  ผืนป่ารอยต่อระหว่างชายหาดกับผืนแผ่นดิน  เป็นป่าแนวตะเข็บหรือเป็นกันชนระหว่างทะเลกับแผ่นดินนั่นเอง  ชายหาด คือ บริเวณพื้นที่ระหว่างขอบฝั่งกับแนวน้ำลงเต็มที่ (หรืออาจกล่าว คือ พื้นระหว่างน้ำทะเลที่ลงต่ำสุดขึ้นมาจนถึงระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด) มีลักษณะเป็นแถบยาวไปตามริมฝั่ง  เกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำของคลื่น และกระแสน้ำในทะเลหรือทะเลสาบหรือแม่น้ำ  เนื่องจากหาดแต่ละหาดตามประเภทของวัตถุที่พบบนหาดนั้น ๆ คือ  หาดทราย  หาดหิน หรือ หาดกรวด และหาดโคลน
         ป่าชายหาดนั้นอาจมีความใกล้เคียงกับป่าชายเลนเป็นอย่างมาก  เพียงแต่ป่าชายเลนจะเป็นป่าในเขตที่น้ำทะเลท่วมถึงในช่วงน้ำขึ้นสูง  แต่ป่าชายหาดจะเป็นแนวกำแพงที่ลึกเข้ามาในผืนแผ่นดินอีกชั้นหนึ่งในส่วนของพืชพันธุ์และชีวิตสัตว์ที่อาศัยอยู่ก็อาจจะมีบางชนิดที่ดำรงอยู่ได้ทั้งในป่าชายเลนและป่าชายหาด
         สำหรับระบบนิเวศป่าชายหาดจะเป็นระบบนิเวศที่เกิดขึ้นเป็นพื้นที่ป่าแนวรอยต่อจากชายหาดที่ระดับน้ำทะเลท่วมถึง  ขึ้นลึกมาบนผืนแผ่นดินเป็นแนวเขตแนวป้องกันลมและป้องกันคลื่นทะเลในฤดูมรสุม  รากของพืชในบริเวณแนวป่าชายฝั่ง  เป็นตัวช่วยป้องกันการพังทลายของแผ่นดินตามแนวชายฝั่ง  และขณะเดียวกันก็ยังเป็นตัวกรองสารพิษจากแผ่นดินไม่ให้ไหลลงทะเลโดยตรง  พืชพันธุ์ไม้ในบริเวณป่าชายหาด  เป็นพืชที่สามารถปรับตัวรับแรงลม  ทนความกร่อยเค็มของไอทะเล  ทนต่อสภาพความแห้งแล้ง และต้องการน้ำจืดไปเลี้ยงลำต้นน้อย  อาทิ  สนทะเล  เตยทะเล  จิกทะเล  สัตว์ที่อาศัยมีสัตว์เลื้อยคลาน  เช่น  งู  ตะกวด  นกที่อาศัยทำรังอยู่บนต้นไม้  เช่น  เหยี่ยวทะเล  ลิงแสม  อาศัยอยู่ทั้งบนพื้นดิน และบนต้นไม้  รวมทั้งปูบางชนิด  เป็นต้น
         ความสำคัญของป่าชายหาด คือ จะช่วยป้องกันกระแสลมรุนแรงจากท้องทะเลให้เบาบางลง  ทำหน้าที่เป็นหน่วยป้องกันความเสียหายจากคลื่นทะเล (อุทกภัย) และป้องกันไม่ให้น้ำจืดไหลลงท้องทะเลอย่างเกินไป  อันจะเป็นผลต่อปริมาณความเค็มของน้ำทะเลบริเวณนั้น  แต่ก็น่าห่วงใยในสถานการณ์ปัจจุบันของป่าชายหาดไทย  เนื่องจากกิจกรรมความรุ่งเรืองทางธุรกิจการเกษตร  การท่องเที่ยวและการอุตสาหกรรมบางชนิด  ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางมีการบุกรุกพื้นที่ป่าชายหาดเพื่อประกอบกิจกรรมดังกล่าว

ปลูกป่าชายเลน
     ป่าชายเลน
         ป่าชายเลนหรือที่คนทั่วไปรู้จักกันว่า "ป่าโกงกาง"  เนื่องจากชาวบ้านได้รับประโยชน์จากการนำไม้โกงกางไปทำฟืนและถ่าน  ซึ่งโกงกางเป็นพันธุ์ไม้หลายชนิดหลายตระกูล และมีพวกที่เป็นใบเขียวตลอดปีขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่มีน้ำขึ้นสูงสุดและที่ลงต่ำสุด  ระบบนิเวศป่าชายเลนประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ  องค์ประกอบส่วนที่เป็นโครงสร้างระบบนิเวศและส่วนที่เป็นหน้าที่หรือกิจกรรมของระบบนิเวศ
         ความสำคัญของป่าชายเลน  คือ  เป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง  ได้แก่  เป็นที่รวมพันธุ์ไม้หลายชนิด  เช่น  โกงกาง  แสม  เสม็ด  ถั่วขาว  โปรงหนู  โปรงทะเล  โปรงขาว  โปรงแดง  หยีทะเล   เป็ง  ลำพูน ลำแพน  ฝาดดอกแดง  พังกาหัวสุมดอกแดง  ฯลฯ  มีสาหร่ายซึ่งอยู่อาศัยบริเวณลำต้น  รากหรือรากอากาศของไม้ป่าชายเลน  เป็นสาหร่ายสีแดง  สาหร่ายที่อาศัยบริเวณโคลนเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินและสาหร่ายสีน้ำตาลบางสกุล
         ที่สำคัญคือจะเป็นแหล่งที่มีประชากรสัตว์น้ำเป็นจำนวนมาก  มีปลา 4 กลุ่มใหญุ่ ๆ คือ  ปลาที่อาศัยอยู่ประจำ  ปลาที่อาศัยอยู่ชั่วคราว  ปลาที่มากับกระแสน้ำ และปลาที่พบในบางฤดูกาล  ปลาที่สำคัญ  ได้แก่  ปลากระบอก  ปลากะรัง  ปลากระพง  ปลานวลจันทร์ และปลาตีน  เป็นต้น  มีกุ้งประมาณ 15 ชนิด  ตัวอย่างเช่น  กุ้งก้ามกรามและกุ้งน้ำจืด  กุ้งแชบ๊วย  กุ้งกุลาดำ  มีปู 54 ชนิด  อาทิ  ปูแสม  ปูก้ามดาบ  ปูดำ  มีหอยมากกว่า 20 ชนิด  อาทิ  หอยนางรม  หอยเจาะ  หอยดำ  หอยขี้นกและหอยขี้กา  เป็นต้น  มีนกประมาณ 88 ชนิด  ทั้งนก  อพยพและนกท้องถิ่น  อาทิ  นกในกลุ่มนกยางควาย  นกยางกรอก  นกเหยี่ยวไดท์  นกหัวโต  มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม 35 ชนิด  อาทิ  ค้างคาว  ลิงกัง  นาก  แมวป่า  มีสัตว์เลื้อยคลาน  ประมาณ 25 ชนิด  อาทิ  งู  กิ้งก่า  เต่า  จระเข้  รวมทั้งมีแมลง 38 ชนิด
         ในด้านนิเวศวิทยา  ป่าชายเลนจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน  แหล่งที่อยู่อาศัย  การสืบพันธุ์  วางไข่และหลบภัยของสัตว์น้ำและสัตว์บก  เป็นแหล่งธาตุอาหารพืชและสัตว์และอินทรีย์วัตถุที่สำคัญ  เป็นแหล่งเก็บกักตะกอน และกลั่นกรองความสกปรกที่มีจากพื้นที่บก  ซึ่งถูกพัดพาจากทะเล  เป็นแนวเปลี่ยนและแนวกันชนระหว่างบกกับทะเล  ช่วยสร้างสมดุลของสภาวะอากาศ และลดความรุนแรงของปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางขบวนการตามธรรมชาติ  ช่วยรักษามวลดิน และมวลทรายมิให้ถูกพัดพาออกจากขอบฝั่งและริมตลิ่ง  ช่วยเพิ่มพื้นที่ขอบฝั่งและริมตลิ่ง  เนื่องจากการงอกของพื้นดินช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวดินและส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์  ตลอดจนถึงเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสูง
         ความสำคัญต่อด้านเศรษฐกิจได้แก่ให้ผลผลิตทางการประมง  การเพาะเลี้ยงชายฝั่ง  การเก็บของป่า  การเผาถ่าน  ให้ผลผลิตการผลิตสารสกัดจากพันธุ์ไม้  ให้ผลผลิตยารักษาโรค  ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการป้องกันชายฝั่งรายได้จากการท่องเที่ยว
         ป่าชายเลนในปัจจุบัน  กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤติโดยพื้นที่ป่าลดลงอย่างรวดเร็ว  และเกิดสภาพป่าเสื่อมโทรมเนื่องมาจากการแสวงหาผลประโยชน์ต่าง ๆ  ได้แก่  การเพาะเลี้ยงสัตว์  เช่น  การทำนากุ้ง  บ่อปลา และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งอื่น ๆ  การทำเหมืองแร่  ส่วนใหญ่เป็นแร่ดีบุก  การเกษตรกรรม  ไม่ว่าจะเป็นการทำสวน  ทำนา หรือทำไร่  การขยายตัวของชุมชน  ทั้งที่เป็นการครอบครองโดยถูกต้องตามกฏหมายและการบุกรุก  นอกจากจะทำให้ป่าชายเลนลดจำนวนลง  เนื่องจากการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างในระยะเริ่มดำเนินแล้ว  ยังมีผลต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วยการสร้างเขื่อนและการขุดลอกร่องน้ำ

     ระบบนิเวศแนวปะการัง
        ปะการัง  คือ  สัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง  ที่สามารถสร้างโครงสร้างหินปูนแข็งขึ้นมาครอบคลุมตัวเอง  โดยอาศัยแคลเซียมจากน้ำทะเล และแผ่ขยายออกไปเป็นกิ่งก้านสาขาด้วยรูปทรงแปลก ๆ ต่าง ๆ กัน  ให้เป็นแนวปะการังอยู่ใต้ท้องทะเลประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ นับพัน ๆ ล้านตัวที่กว่าจะเติบโตได้ 6-7 มม. นั้นต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปี
         แนวปะการัง  คือ  ระบบนิเวศอย่างหนึ่งในทะเล  สังคมของแนวปะการังประกอบด้วย  สิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่ทำให้เกิดแนวปะการัง คือ  ตัวปะการัง  นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสาหร่ายทะเลและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ จำนวนมาก  แนวปะการังเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในทะเล
         บริเวณน่านน้ำของประเทศไทยเขตร้อนที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียสเท่านั้น  จึงจะมีปะการังอาศัยอยู่ได้  แต่สัตว์ทะเลตัวนี้กลับได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก  ด้วยในแนวปะการังนั้น  นอกจากจะมีปะการังเป็นหลักแล้วยังมีสาหร่ายทะเลชนิดต่าง ๆ  เช่น  กัลปังหา  ฟองน้ำ  ดอกไม้ทะเล  หอยชนิดต่าง ๆ  ซึ่งเป็นพืชและสัตว์ที่อาศัยเกาะตัวอยู่กับที่และยังมีสัตว์ทะเลที่เคลื่อนไหว  โดยใช้แนวปะการังเป็นบ้านอยู่อาศัยเผยแพร่เผ่าพันธุ์  เช่น  ปู  กุ้ง  ปลาชนิดต่าง ๆ  นอกจากนี้ยังมีปลาที่อาศัยอยู่กลางน้ำ  ซึ่งจะแวะเวียนเข้ามาหากินในแนวปะการัง  ซึ่งสัตว์และพืชในแนวปะการังนี้จะมีชีวิตที่มีห่วงโซ่อาหารที่สลับซับซ้อน และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  นั่นจึงทำให้แนวปะการังกลายเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่สำคัญของท้องทะเล
         ความสำคัญของระบบนิเวศแนวปะการัง  แนวปะการังที่พบในน่านน้ำไทยเป็นแบบที่อยู่ชิดติดฝั่ง หรืออยู่ห่างฝั่งไม่เกิน 1 กิโลเมตร  กระจัดกระจายอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 12,000 ตารางกิโลเมตร  ความสวยงามและลักษณะสัณฐานใต้ทะเลแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่  ซึ่งหลายแห่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และสร้างชื่อเสียงจนติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ที่มีความสำคัญและคุณประโยชน์ต่อมนุษย์  พืช และสัตว์ทะเล  ดังนี้  เป็นแหล่งอาศัยหลบซ่อนและขยายพันธุ์สัตว์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของทะเล  เป็นกำแพงป้องกันชายฝั่งพังทลายจากคลื่น  ลม  พายุ และกระแสน้ำ  เป็นบริเวณที่มีผลผลิตเบื้องต้นสูงสุดแหล่งหนึ่งในทะเลและเป็นแหล่งที่มาของวัสดุในการก่อสร้าง  เช่น  ปูนขาวและทราย  เป็นต้น
         แนวปะการัง  เป็นอีกหนึ่งในระบบนิเวศชายฝั่งที่ควรเร่งศึกษาทำการอนุรักษ์ไว้อย่างเร่งด่วน  เพราะปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากแนวปะการัง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น  เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรมลง  นอกจากนี้การจับสัตว์น้ำในแนวปะการังโดยวิธีผิดกฎหมายว่าด้วยการประมง  การระเบิดปลาในแนวปะการัง  การจับปลาสวยงาม  การเก็บปะการังและสัตว์ทะเลอื่น ๆ มาขาย  การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่นักท่องเที่ยวไปเหยียบย่ำบนแนวปะการัง  น้ำเสียจากโรงงาน  ตะกอนจากการทำเหมืองแร่ และปัญหาที่สำคัญที่สุดเป็นปัญหาหนักในขณะนี้ คือ การทอดสมอเรือในแนวปะการังของเรือนำเที่ยว  ทั้งเรือขนาดใหญ่และเรือขนาดเล็ก  เช่น  เรือหางยาว  เป็นต้น

ป่าโกงกาง
     พะยูน
        พะยูนเป็นสัตว์น้ำที่จำเป็นต้องยกตัวอย่างมาให้ข้อมูล  เพราะดัชนีที่ชี้ให้เห็นถึงความโดดเด่นเป็นพิเศษของระบบนิเวศชายฝั่งไทย  พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับปลาโลมาและปลาวาฬ  ในบางแห่งจะเรียกพะยูนว่า  หมูน้ำ  วัวทะเล  เงือก หรือที่ชาวประมงพื้นบ้านในภาคใต้เรียกว่า  ปลาดูหยง  ในภาษาอังกฤษ เรียกพะยูนว่า ดูกอง (DUGONG) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า (DUGONG DUGONG) อาศัยอยู่ทั่วไปบริเวณชายฝั่ง
         ความสัมพันธ์ของพะยูนกับระบบนิเวศน์นั้น  พะยูนจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศชายฝั่งที่ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในระบบนิเวศและส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ  เป็นวงจรต่อเนื่องและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
         พะยูน  มีความยาวตั้งแต่ 1-4 เมตร  น้ำหนัก 230-900 กิโลกรัม  มีอายุขัยยาว 45-55 ปี  กว่าจะสามารถขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มสมาชิกได้ต้องมีอายุประมาณ 9 ปีขึ้นไป  การตั้งท้องใช้เวลาประมาณ 13-15 เดือนออกลูกครั้งละ 1 ตัว  หายใจด้วยปอด  จึงต้องขึ้นมาหายใจบริเวณผิวน้ำทุก 3-5 นาที  ชอบอยู่เป็นฝูงตามแนวชายฝั่งที่มีน้ำตื้นมากกว่าน้ำลึกและที่มีคลื่นลมไม่จัด  เช่น  อ่าวที่มีลักษณะกึ่งปิด  สามารถอยู่ร่วมกับปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ
         พะยูนที่พบในเมืองไทย  เป็นพวกที่อาศัยอยู่ในเฉพาะแถบมหาสมุทรอินเดีย  อ่าวไทยตลอดไปจนถึงเขตร้อนของออสเตรเลีย  ซึ่งนับเป็นพวกที่หายากของโลก และเป็นสัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์  พะยูนจะอาศัยในบริเวณแหล่งหญ้าทะเล  ซึ่งพะยูนจะกินหญ้าทะเลเหล่านี้เป็นอาหารหลัก  พะยูนเคยอาศัยอยู่ทั่วไปบริเวณชายฝั่งทั้งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามัน  แต่ปัจจุบันได้สูญสิ้นหมดไปจากอ่าวไทย หรือแม้จะเหลืออยู่ก็เพียงไม่กี่ตัว  ส่วนด้านทะเลอันดามันเหลือพะยูนฝูงสุดท้ายไม่เกิน 60 ตัว  ในบริเวณดังกล่าวเป็นสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของพะยูน  เพราะมีเกาะน้อยใหญ่เป็นแนวบังคลื่นลมและเป็นแหล่งที่มีหญ้าทะเลขึ้นอยู่มากมายหลายชนิด
         สถานการณ์การอนุรักษ์พะยูนในขณะนี้  แม้พะยูนจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ห้ามจับและครอบครองพะยูนตั้งแต่ปี พ.ศ.  2504 และปัจจุบันพะยูนได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าสงวน  อย่างไรก็ตามพะยูนก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากถูกฆ่าโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ และบางครั้งพะยูนอาจติดอวนชาวประมงหรือเข้ามาเกยหาดขณะน้ำลง  ทำให้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในที่สุด และอีกประการหนึ่งคือ หญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารหลักของพะยูนลดลง
         หญ้าทะเลและสาหร่ายทะเลต่างก็เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในทะเลแต่แตกต่างกันที่หญ้าทะเลเป็นพืชมีดอกจัดเป็นพืชชั้นสูง เช่นเดียวกับพืชบกโดยทั่วไป  ส่วนสาหร่ายทะเลเป็นพืชไม่มีดอกและจัดเป็นพืชชั้นต่ำ

    หญ้าทะเลและสาหร่ายทะเล
         หญ้าทะเลและสาหร่ายทะะเล  มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเลเป็นอย่างมาก  โดยเป็นตัวทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตในทะเล  ผลผลิตจากการสังเคราะห์แสงจะเป็นทั้งอาหารและให้ออกซิเจนแก่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ  ในทะเลบริเวณที่มีหญ้าทะเลและสาหร่ายทะเลขึ้นอยู่  จึงจัดเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งในทะเลไม่แพ้ระบบนิเวศปะการัง หรือป่าชายเลน  นอกจากนั้นแหล่งที่พืชกลุ่มนี้ขึ้นอยู่ยังเป็นที่อยู่อาศัยแหล่งอาหาร  เป็นที่วางไข่และหลบซ่อนศัตรูของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ  สัตว์น้ำวัยอ่อน  โดยเฉพาะสัตว์น้ำหายาก คือ พะยูนและเต่าทะเล  หญ้าทะเลและสาหร่ายทะเลเป็นตัวช่วยลดมลพิษในทะเลและปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น  รวมทั้งช่วยป้องกันการพังทลายของชายฝั่งได้ดีอีกด้วย
         ประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อน  จึงมีสาหร่ายทะเลและหญ้าทะเลขึ้นอยู่หลากหลายชนิด  แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจศึกษาเท่าใดนัก  ในน่านน้ำไทยพบหญ้าทะเลทั้งสิ้น 12 ชนิด และสาหร่ายทะเลไม่น้อยกว่า 300 ชนิด  ในบรรดาสาหร่ายทะเลเหล่านี้  หลายชนิดมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และบางชนิดสามารถใช้เป็นยาและเป็นวัตถุดิบในการสกัดเป็นยา

ระบบนิเวศชายฝั่ง  คุณค่าที่กำลังถูกทำลาย
         ประเทศไทยของเรามีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งทรัพยากรทั้งบนบกและในทะเล  โดยเฉพาะตลอดท้องทะเลที่มีพื้นที่ประมาณ 350,000 ตารางกิโลเมตร และชายฝั่งทะเลที่มีความยาวทั้งสิ้น 2,614 กิโลเมตร  นับเป็นมรดกธรรมชาติอันทรงคุณค่า
         ป่าชายเลน  ป่าชายหาด  ปะการัง  หญ้าทะเลและสาหร่ายทะเลเป็นทรัพยากรชายฝั่งที่เคยมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในประเทศไทย  แต่จากการใช้อย่างไม่เหมาะสม  ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมชายฝั่ง  ทำให้ปัจจุบันทรัพยากรเหล่านี้เสื่อมโทรมลงจนอาจสูญสิ้นได้
        ข้อมูลจากกรมป่าไม้พบว่าในปี พ.ศ.  2536  พื้นที่ป่าชายเลนเหลือประมาณ 1 ล้านไร่  ลดลงจากปี พ.ศ.  2518  ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านไร่

         สำหรับแนวทางแก้ปัญหานั้น  แม้ว่าทางภาครัฐจะได้พยายามเร่งทำการอนุรักษ์คุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่งไทยเอาไว้อย่างเต็มกำลังความสามารถ  ได้แก่  การที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้มอบหมายให้กองจัดการคุณภาพน้ำกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งอีกด้วย  เพราะให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม  โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาเร่งด่วนนั้น  การกำหนดคุณภาพน้ำทะเลเพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาวิจัยหรือสาธิตทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สภาพแวดล้อม  รวมไปถึงกิจกรรมที่ใช้ประโยชน์จากทัศนียภาพและความสวยงามตามธรรมชาติ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการและการอนุรักษ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สภาพแวดล้อม  ตลอดจนการกำหนดคุณภาพน้ำทะเลเพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง  ประเภทที่ 3   คุณภาพน้ำทะเลเพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่น ๆ  นอกจากแหล่งปะการัง  ได้แก่  ป่าชายเลน  แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า  แหล่งแพร่พันธุ์  แหล่งอนุบาลตัวอ่อน และแหล่งอาหารของสัตว์น้ำทะเล  ก็ล้วนแต่เป็นแนวทางที่ดีที่ได้มีการกำหนดออกมา
         อย่างไรก็ตามแม้ภาครัฐจะทำงานอย่างเต็มกำลังอยู่แล้ว  แต่ก็มีความจำเป็นที่ฝ่ายอื่น ๆ  เช่น  ภาคเอกชน  ตลอดจน "ชุมชน"  เจ้าของพื้นที่ชายฝั่ง  จะได้มีบทบาทสนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งไทยมากขึ้น  โดยยึดถือแนวคิดในการอนุรักษ์และบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลซึ่งมีกุญแจสำคัญและถือว่าเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ  การอนุรักษ์ชายฝั่งต้องรักษาระบบนิเวศ (Eco System)  ทางทะเลและดูแลถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทางทะเล (Habitat)  ทั้งการดูแลระบบปะการัง และป่าโกงกางไว้ให้มีความสมบูรณ์ที่สุด
         เพราะการดูแลรักษาระบบธรรมชาติโดยไม่แทรกแซงจนเสียสมดุลย์จะทำให้มนุษย์  สามารถใช้ประโยชน์จากทะเลได้อย่างยั่งยืน และสามารถเพิ่มผลผลิตจากทะเลซึ่งท้ายที่สุดก็จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งสิ้น



 ที่มา : วารสารสิ่งแวดล้อมเพื่อชีวิต  ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 ประจำเดือน ตุลาคม - ธันวาคม 2539