อนาคตของป่าไม้ไทยกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ป่าไม้ไทย  อดีต....ปัจจุบัน

         สำหรับสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทยนั้น  อาจเรียกได้ว่ากำลังอยู่ในภาวะวิกฤต  พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีจำนวนลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ  นับตั้งแต่ปี พ.ศ.  2504  ที่เริ่มมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1  พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยเหลืออยู่ราว 171 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 53.33% ของพื้นที่ประเทศ จนมาถึงปี พ.ศ.  2538  พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยเหลืออยู่ประมาณ 82 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 25.62% ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น  มาถึงปัจจุบัน  บางคนระบุว่าป่าไม้ของประเทศไทยเหลืออยู่จริง ๆ ไม่ถึง 20% เท่านั้น

         แม้ว่ารัฐบาลจะได้หามาตรการที่จะช่วยรักษาพื้นที่ป่าไม้  โดยในปี พ.ศ.  2532  รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกสัมปทานทำไม้ในพื้นที่ป่าบกทั้งหมดหรือที่เรียกกันว่า "ปิดป่า"  แต่จากสถิติของการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ทั้งก่อนและหลังมีการประกาศยกเลิกสัมปทานป่า  ก็พบว่าไม่ได้แตกต่างกันเลย

         นอกจากนี้  สืบเนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ทำให้มีการใช้ทรัพยากรประเภทต่าง ๆ  โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ในอัตราที่สูงมาก  แต่ทว่าเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ  ส่งผลให้สภาพป่าไม้ของประเทศไทยเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ  ทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพจนอาจกล่าวได้ว่า  พื้นที่ป่าไม้ที่เหลืออยู่ประมาณ 25.62% ของพื้นที่ประเทศไทยนั้น  มีพื้นที่ที่มีสภาพทางระบบนิเวศที่สมบูรณ์เหลืออยู่ไม่มากนัก  ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของอุทยานแห่งชาติ  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1  ที่ได้ทำการประกาศก่อนยกเลิกสัมปทานป่าไม้  อย่างไรก็ตาม  ป่าไม้ส่วนใหญ่ทั้งในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ป่าเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม  ไม่สมบูรณ์เหมือนสมัยก่อน  ทั้งนี้

  โดยพิจารณาจากจำนวน และขนาดของต้นไม้  รวมไปถึงความหลากหลายทางชีวภาพในป่าที่ลดลงไปมากด้วย

ธรรมรัฐกับการจัดการป่าไม้ไทยให้ยั่งยืน

          ตั้งแต่มีการก่อตั้งกรมป่าไม้ในปี พ.ศ.  2439  การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายในเรื่องการจัดการป่าไม้ตามแนวคิดตะวันตก  โดยยึดหลักที่ว่า "ป่าไม้เป็นของรัฐและป่าไม้เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐด้วย" นั้น  เป็นแนวทางการจัดการป่าไม้ที่ผิดพลาด  ดังนั้นจึงควรสนับสนุนให้เกิดการจัดการป่าไม้ตามแนวปฏิบัติตามธรรมรัฐ  เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของป่าภายใต้การบริหารงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน  มีความโปร่งใสและมีความยุติธรรม  ซึ่งองค์ประกอบของธรรมรัฐก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศไทยอยู่แล้ว
 แนวปฏิบัติของธรรมรัฐที่จะนำไปสู่การจัดการป่าไม้ให้ยั่งยืน  จะเน้นอยู่ 2 ประการ คือ ป่าไม้ต้องได้รับการจัดการโดยได้รับความร่วมมือจากภาคสังคมต่าง ๆ  ทั้งภาครัฐ  ภาคเอกชน และชุมชน และระบบและโครงสร้างของการจัดการป่าไม้ต้องมีความโปร่งใส  ทุกองค์กรที่ทำงานร่วมกันต้องมีความจริงใจ  คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ  มีวิสัยทัศน์มองไปถึงอนาคตของคนรุ่นต่อไป และพร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบซึ่งกันและกันได้

รูปป่าไม้
ป่าชุมชน  ความหวังของป่าไม้ไทย

              รัฐธรรมนูญใหม่ได้แสดงถึงเจตนารมย์ในการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมสู่ประชาชนและชุมชนไว้อย่างชัดเจน  โดยได้บัญญัติถึงบทบาทของประชาชน  ชุมชน และองค์กรเอกชนในรูปแบบต่าง ๆ ไว้ในมาตรต่าง ๆ  พอจะสรุปได้ดังนี้

ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและชุมชน

        บุคคลมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางธรรมชาติ  รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง  ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (มาตรา 56)  สำหรับบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมก็มีสิทธิดังกล่าวต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเช่นกัน  รวมทั้งสิทธิอนุรักษ์และฟื้นฟูจารีต  ประเพณี  ศิลปและวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น (มาตรา 46)
        นอกจากนี้  บุคคลยังมีสิทธิได้รับข้อมูล  คำชี้แจงเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ และมีสิทธิเสนอความเห็นเกี่ยวกับโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ  ที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม  สุขภาพอนามัย  คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้สำคัญอื่นที่เกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นก่อนที่จะมีการอนุญาต หรือดำเนินการ (มาตรา 59)  และมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐ  ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น  หากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ด้านหน้าที่ของรัฐ

         สำหรับหน้าที่ของรัฐนั้น  จะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน  บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล  ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย  สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน (มาตรา 79)

ด้านหน้าที่ขององค์กรท้องถิ่น

        องค์กรท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่  ในการส่งเสริมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่ (มาตรา 290)   เมื่อพิจารณาจากสาระของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ประกอบกับแผนการจัดการทรัพยากรป่าไม้ภายใต้นโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.  2540-2559  ในส่วนของนโยบายและแนวทางดำเนินการจัดการทรัพยากรป่าไม้  จะพบว่าทุกหน่วยงานต่างก็ส่งเสริมแนวคิดที่ให้ "คนอยู่ร่วมกับป่า" ได้  ซึ่งหลายฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานด้านป่าไม้ต่างก็ยอมรับว่าพระราชบัญญัติป่าชุมชนที่อยู่ระหว่างการแก้ไขนั้นเป็นความหวังและทางรอดของป่าไม้ประเทศไทย
 นอกจากแนวคิดเรื่อง "ป่าชุมชน" แล้ว  นโยบายการปลูกป่าก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในวโรวาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 นั้น  แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ  ภาคเอกชน  ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป  ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.  2537  แม้จะเป็นโครงการที่มีปัญหาและอุปสรรคมากมายจนหลายฝ่ายมองว่าโอกาสสำเร็จคงเป็นไปได้ยาก และจากผลการดำเนินการที่ปรากฎจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ก็ตาม  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการนี้ล้มเหลว  อย่างน้อยที่สุด  ก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่หน่วยงานต่าง ๆ  ได้ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ของประเทศไทยอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมที่สุดอีกครั้ง และคงต้องติดตามต่อไปว่าโครงการดังกล่าวที่จะสิ้นสุดในปี พ.ศ.  2541 นี้  จะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่

     คงไม่มีคนไทยคนไหนอยากให้ป่าไม้ของประเทศที่เหลืออยู่น้อยนิดอยู่แล้ว  ต้องมีสภาพย่ำแย่ไปมากกว่านี้อีก  ดังนั้น  ไม่ว่าพระราชบัญญัติป่าชุมชนที่ออกมา  จะอนุญาตให้คนอยู่ร่วมกับป่าในรูปแบบใดหรือหน่วยงานต่าง ๆ  จะปลูกป่าเพิ่มขึ้นได้มาก-น้อยเพียงใดก็ตาม  ต่อไปนี้  กรมป่าไม้เพียงหน่วยงานเดียวคงไม่สามารถดูแลป่าไม้ของประเทศได้ทั้งหมด  ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังให้เกิดการจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้ตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ  โดยไม่สร้างความลำบากให้แก่คนรุ่นต่อ ๆ ไปซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาป่าไม้อย่างยั่งยืนต่อไป


ที่มา : รวบรวมจาก     ชัยรัตน์  วงศ์กิจรุ่งเรือง      วารสารสิ่งแวดล้อม