ท้องฟ้าล่มสลาย

การรวมตัวกันอย่างหนาแน่นของแก๊ส จากการอุตสาหกรรมและควันพิษที่เกิดขึ้นในอากาศที่พวกเราหายใจเข้าไป ได้สั่งสมเพิ่มพูน สูงถึงบรรยากาศชั้นบน สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิด วิกฤตการณ์พร้อมกันทีเดียว 3 อย่าง อันได้แก่ ฝนตก ชั้นโอโซนถูกทำลายและเกิดอากาศร้อนขึ้นทั่วทั้งโลก หรือเป็นตัวอาการก่อให้เกิด "ปรากฎการณ์เรือนกระจก" แต่ละอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้นสามารถก่อให้เกิดผลที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตจนทำให้ถึงตายได้ ยิ่งเมื่อทั้ง 3 ปรากฎการณ์มารวมกันแล้ว มันสามารถคุกคามโลกได้มากเท่า ๆ กับสงครามนิวเคลียร์เลยทีเดียว

วิกฤตการณ์ฝนกรด การทำลายชั้นโอโซน และอากาศที่ร้อนขึ้นทั่วทั้งโลก ทั้ง 3 วิกฤตการณ์ นี้เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดในบรรดาปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหมด แม้กระทั่งชื่อของแก๊สซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเหล่านี้ ก็ยังเป็นชื่อที่คุ้นเคยกันในหมู่ประชาชนอันได้แก่ซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ ไนโตรเจนอ๊อกไซด์ คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (CFCs)

ทว่าปัญหาเหล่านี้ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว ขณะที่เมื่อ 10 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่มีใครเสนอเรื่องนี้เลย ซ้ำกลับปฏิเสธเสียอีก แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นความจริงอันน่าสะพรึงกลัว เหตุการณ์บ่งว่าระบบความอยู่รอดแห่งชีวิตของโลกกำลังประสบกับภัยพิบัติ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบแก้ไขก่อนที่ระบบเหล่านี้จะเสื่อมโทรม

มลพิษที่เกิดกับชั้นบรรยากาศ สอนเราให้รู้ถึงข้อเท็จจริง เรื่อง ความผู้พันเป็นหนึ่งอันเดียวกันทางชีววิทยา การทำลายส่วนใดส่วนหนึ่งย่อมมีผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ เสมอ เนื่องจากสรรพชีวิตมีความเกี่ยวโยงและต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน ราวกับสายใยของเนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อกัน การทำลายป่าเขตร้อนเป็นอุทธาหรณ์ในเรื่องนี้ได้อย่างดี เมื่อป่าถูกเผาผลาญ แก๊สพิษจะค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นในชั้นบรรยากาศนำไปสู่การเกิดอากาศร้อนขึ้นทั่วทั้งโลก และทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ป่าไม้ถูกทำลายมากขึ้นกว่าเดิม ความแห้งแล้งและอุทกภัย การกัดเซาะดินเกิดเร็วขึ้นและการเกิดทะเลทรายก็ได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว พืชพันธุ์ธัญญาหารเก็บเกี่ยวไม่ได้ผล ขณะที่พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ต้องสูญพันธุ์มากขึ้นทุกที ความหายนะแต่ละประการนี้มีความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกันและเป็นปัจจัยให้กัน ไม่มีสิ่งใดสามารถเกิดขึ้นได้ตามลำพังโดดเดี่ยว

การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน และแก๊ส) เพื่อใช้ผลิตพลังงานอย่างมหาศาลในโลกสมัยใหม่ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝนเป็นกรด ผลที่ตามมา คือ ป่าและทะเลสาบถูกทำลาย

ทะเลสาบหลายหมื่นแห่งในยุโรป และอเมริกาเหนือต้องมีสภาพเป็นพิษเนื่องจากฝนกรดเฉพาะในสวีเดนประเทศเดียว ทำให้ทะเลสาบประมาณ 2,000 แห่งเกือบไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่และทะเลสาบอีก 15,000 แห่งมีความเป็นกรดสูงมากเกินกว่าที่จะเลี้ยงดูค้ำจุนสิ่งมีชีวิตในน้ำ นอกจากนี้แล้วแม่น้ำบนที่สูงก็อยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลาส่วนใหญ่จะดำรงชีวิต ทุก ๆ ปีปัญหาฝนกรด ได้แผ่กระจายอยู่ทางใต้ไปยังเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแพร่ไปยังทางใต้และทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา

ในขณะเดียวกัน การทำลายป่าไม้ ก็ดำเนินมาถึงจุดหายนะแล้ว ป่าไม้กว่าครึ่งในเยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ และฮอลแลนด์ ขณะนี้ได้ตายไปหรืออาจกำลังจะตายอยู่รอมร่อ ขณะที่พื้นที่เขตภูเขาซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเชคโกสโลวาเกีย และเยอรมนีตะวันออกเกิดมลพิษอย่างหนัก และได้รับฉายาว่าเป็น "ป่าช้าต้นไม้แห่งใหญ่" ในยุโรปทั่วทั้งหมดและเลยไปจนถึงรัสเซีย พื้นที่ป่าไม้ซึ่งมีขนาดเท่ากับเยอรมนีตะวันตกต้องได้รับพิษจากฝนกรด

เมื่อป่าไม้ตายไปก็ได้เกิดผลตามมาอย่างฉับพลัน ซึ่งมีไม่กี่คนที่มองเห็นล่วงหน้า การสูญเสียป่าไม้ในเขตเทือกเขาแอลป์ได้นำไปสู่การทำลายล้างอย่างต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ อันได้แก่ การเกิดหิมะพังทลายโคลนเลนไหลลื่นและน้ำท่วมอย่างฉับพลันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตไปมากมาย

เมื่อต้นไม้สูญสิ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะได้รับพิษจากฝนกรดหรือจากการตัดไม้ทำลายป่า ย่อมเป็นเหตุให้ระดับของแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศ และแล้ววิกฤตการณ์ที่ 2 ของสิ่งแวดล้อมก็ได้เกิดขึ้น นั่นคือ อากาศร้อนขึ้นทั่วทั้งโลก

ผลกระทบอย่างแรงของการที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ ทุพภิกขภัย ที่ยืดเยื้อในรัฐทางตะวันตกกลางและทางใต้ของอเมริการะหว่างฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1988 ซึ่งชาวนาในรัฐเหล่านี้ต้องได้รับความทุกข์ทรมาณอย่างยิ่ง แต่การค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของโลกจะสูงขึ้นอีก 4.5 องศาเซลเซียส ในกลางศตวรรษหน้า อันจะนำพาความแห้งแล้งมาสู่เขตเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารเขตอื่น ๆ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในสหภาพโซเวียต

ผลกระทบที่ขัดแย้งกันเองของอากาศร้อนขึ้นทั่วโลกนั้นจะเกิดขึ้นกับบางส่วนของโลก เช่น อังกฤษ และยุโรปเหนือ ซึ่งอาจจะกลับเย็นขึ้นเนื่องจากกระแสน้ำในมหาสมุทร เกิดเปลี่ยนทิศทางและผลผลิตด้านอาหารจะได้รับความกระทบกระเทือน

ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงของอากาศ ไม่สามารถที่จะพยากรณ์ได้ แต่ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นย่อมไหลบ่าท่วมพื้นที่ที่อยู่ระดับต่ำรอบโลกอย่างแน่นอน

ประมาณปี ค.ศ. 2050 หรือบางทีอาจจะเร็วกว่านั้น ถ้าน้ำซึ่งละลายจากหิมะซึ่งปกคลุมในขั้วโลกตลอดปี จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 8 ฟุต และเขตชายฝั่งทะเลต้องจมอยู่ใต้น้ำ หรือยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเป็นประเทศทั้งประเทศเลยก็ว่าได้ "มาลดิเวส" ซึ่งเป็นหมู่เกาะประมาณ 2,000 เกาะ ในมหาสมุทรอินเดียจะอันตรธานหายไปในใต้ทะเล ในขณะเดียวกันเขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในเอเชียและตะวันออกกลาง ที่ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวส่วนใหญ่ของโลกจะสูญสิ้นไป

ประเทศที่เป็นพื้นที่ต่ำและมีประชากรหนาแน่น อย่างเช่นประเทศบังคลาเทศนั้น ต้องเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมขนานใหญ่ในฤดูฝน อันเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าในเทือกเขาหิมาลัย และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ล้วนน่าสยดสยองพอ ๆ กัน และถ้าปราศจากโครงการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่างบประมาณการป้องกันประเทศในปัจจุบันแล้วล่ะก็ ทั้งทางด้านตะวันออกของประเทศอังกฤษ ฮอลแลนด์ เยอรมนี และทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกาจะสูญหายอยู่ใต้น้ำ

ผลกระทบต่อโลก พันธุ์พืชและสัตว์ป่าก็มีไม่น้อยกว่ากัน พันธุ์พืชและสัตว์จำนวนหลายพันชนิดจะถูกกำจัดหมดไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เพียงวิกฤตการณ์ในบรรยากาศประการที่ 3 เท่านั้น ที่มีทีท่าว่าเห็นหนทางแก้ไขในการประชุมที่เมือง "มอนทรีอัล" แคนาดา เมื่อเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1987 ประเทศอุตสาหกรรม 24 ประเทศยินยอมที่จะลดการผลิตคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน และแก๊สที่ใช้พ่นละอองสเปรย์ (ซึ่งมีผลทำให้ชั้นโอโซนถูกทำลาย) ให้เหลือเพียงครึ่งเดียวในปี ค.ศ. 1999 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งก็ได้ปกป้องสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจากอันตรายของรังสีอุลตร้าไวโอเลต ถ้าเมื่อไรชั้นโอโซนถูกทำลายจนหมดสิ้นไป เมื่อนั้นจะเกิดผลพินาศย่อยยับติดตามมาเป็นลูกโซ่

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงอันตรายที่อาจเกิดกับหน่วยพันธุกรรมของพืชและสัตว์ และการเกิดมะเร็งผิวหนังในมนุษย์ เราจะต้องกระทำการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันทั่วทั้งโลกในอันที่จะปกป้องชั้นบรรยากาศของโลกและรณรงค์ลดมลพิษในชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นทุกรูปแบบอย่างเร่งด่วน ทุกคนจะต้องได้รับการแนะนำถึงวิธีการที่พวกเราแต่ละคน จะช่วยเหลือกันทำให้อากาศบริสุทธิ์


ที่มา : รวบรวมจาก ศาสตราจารย์ ดร. สุทัศน์ ยกส้าน , วิทยาศาสตร์น่ารู้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี