ช่วยกันอนุรักษ์ชั้นโอโซน

ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อทุกประเทศทั่วโลก มลพิษอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้แก่ การตัดไม้ทำลายป่า การใช้สารเคมีในทางอุตสาหกรรม และการเผาไหม้เชื้อเพลิงโดยเฉพาะพวกถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิงก่อให้เกิดแก๊สต่าง ๆ อาทิเช่น คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ มีเทน ไนตรัสอ๊อกไซด์ โคลโรฟลูโอโรคาร์บอน เป็นต้น ซึ่งเป็นแก๊สที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่ออุณหภูมิของโลก โดยที่แก๊สเหล่านี้จะสะสมกันอยู่ในบรรยากาศ ทำให้อากาศร้อนอบอ้าวเหมือนอยู่ในเรือนกระจก

คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ นับเป็นแก๊สที่ทำให้เกิดความร้อนในโลกได้มากที่สุด ว่ากันว่ามีถึงครึ่งของแก๊สทั้งหมดที่ทำให้โลกร้อน ที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก (greenhouse effect) ส่วนใหญ่เกิดจากจากเผาเชื้อเพลิงจำพวกถ่านหินและน้ำมัน ต่อมาก็เป็นพวกสารเคมี จำพวกโคลโรฟลูโอโรคาร์บอน ร้อยละ 20 มีเทนร้อยละ 1.5 นอกนั้นก็เป็นโดยการตัดไม้ทำลายป่า

นักวิทยาศาสตร์พยากรณ์ว่า จะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยจะสูงกว่ายุคใดในประวัติศาสตร์ กล่าวคือ 1.5o ถึง 4.5o ใน 40 ปีข้างหน้า และจะเป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในลมฟ้าอากาศ กระแสน้ำในมหาสมุทร และน้ำแข็งที่ปกคลุมบนพื้นโลกมากขึ้น ระดับน้ำทะเลอาจขึ้นถึง 0.5 ถึง 2.0 เมตร สารเคมีโดยเฉพาะโคลโรฟลูโอโรคาร์บอน (CFCs) เป็นตัวสำคัญที่ทำลายชั้นโอโซน ทำให้แสงอุลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ สามารถส่องลงมาบนพื้นโลกได้มาก อันเป็นอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์ สัตว์และพืช สารชนิดนี้ปกติใช้ในการอุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น ในการทำความเย็นในเครื่องเย็น และเครื่องปรับอากาศ เป็นตัวทำลายในการชำระล้างเครื่องอีเลคทรอนิค เป็นตัวช่วยฉีดในกระป๋องผลิตภัณฑ์ที่ใช้พ่นฉีด และเป็นสารที่ใช้ในกรรมวิธีทำภาชนะบรรจุ และวัตถุที่ใช้ทำฉนวน

โดยที่ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน เป็นแก๊สที่สำคัญที่ทำให้เกิดบรรยากาศเรือนกระจกมากที่สุด ผู้แทนจากหลายประเทศรวมทั้งองค์การเอกชนที่มีความห่วงใยในอนาคตของโลก ได้ประชุมกันและทำสนธิสัญญาตกลงที่เฮลซิงกิ เรียกว่าแถลงการณ์เฮลซิงกิ ให้เลิกใช้สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ในปี ค.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) หลังจากแถลงการณ์นั้นก็ได้มีการประชุมแก้ไขสนธิสัญญา เพื่อเลิกลดการใช้ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม และใช้สารอื่นทดแทน ให้มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้ทางประเทศกำลังพัฒนานำไปปฏิบัติเพื่อลดการใช้ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ด้วย เนื่องจากมีรายงานจากองค์การป้องกันสิ่งแวดล้อมสหรัฐว่า 1 ใน 4 ของแก๊สที่ทำให้เกิดบรรยากาศเรือนกระจก ปัจจุบันมาจากประเทศทางเอเซีย โดยเฉพาะประเทศจีน ญี่ปุ่น และอินเดียจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหินลิกไนท์และน้ำมัน และจะมีปริมาณมากขึ้นตามการพัฒนาของเศรษฐกิจและความหนาแน่นของประชากร

นอกจากแก๊ส CFCs แล้ว สารเคมีพวก ฮาลอนส์ (halons) ที่ใช้ในเครื่องดับเพลิง ก็เป็นแก๊สที่ทำให้เกิดบรรยากาศเรือนกระจกซึ่งก็จะต้องเลิกใช้เช่นกัน

รายชื่อสารเคมีจำพวก CFCs และฮาลอนส์ ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดบรรยากาศเรือนกระจกมีอยู่ 8 ตัว คือ
CFC 11 Trichlorofluoromethane
CFC 12 Dichlorodifluoromethane
CFC 13 Trichlorotrifluoromethane
CFC 14 Dichlorotetrafluoroethane
CFC 15 (Mono) chloropentafluoroethane
Halon 1211 Bromochlorodifluornethane
Halon 1301 Bromotrifluorcthane
Halon 2402 Dibomotetrafluoroethane

นอกจากสารเคมี 2 จำพวกดังกล่าวก็ยังมีสารเคมีที่องค์การเอกชนจาก 28 ประเทศรวมทั้งกลุ่ม กรีนพีซ ได้เรียกร้องให้เลิกใช้คือ เมทิลโคลโรฟอร์ม คาร์บอนเตตระคลอไรด์และเมทิลคลอไรด์อีกด้วย

ในบรรดาประเทศที่ตื่นตัวมากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ เยอรมนีตะวันตก ประเทศออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา นอรเว สวีเดน ที่ตกลงจะเลิกใช้ สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ก่อนถึงกำหนดคือไม่ถึงปี 2543

ดร.มุสตาฟา โทลบา เลขาธิการบริหารขององค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องในการประชุมเรื่อง สารเคมีที่ทำให้ชั้นโอโซนบางลง ให้เร่งเวลาเลิกใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดบรรยากาศเรือนกระจกโดยเร็วกว่าที่กำหนดไว้ในปี 2543 และได้ให้คำแนะนำด้วยว่า

- ให้มีการเร่งรัดลดการผลิต และการใช้สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ก่อนปี 2543
- ให้มีแผนการช่วยเหลือทางเทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนาให้เปลี่ยนจากการใช้ สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน เป็นสารอื่นที่ไม่ทำลายโอโซน เทคโนโลยีเหล่านั้นต้องไม่ขัดขวางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
- การออกกฎหมายที่แก้ไข และการเข้มงวดกวดขันในข้อกฎหมายต้องมีความยุติธรรม โดยให้รัฐบาลเสียประโยชน์น้อยที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงไปใช้แก๊สที่ปลอดภัยกว่า

ขณะนี้คงมีการศึกษาและติดตามเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายเรื่องรวมทั้งการแก้ไขเพื่อแนะนำให้รัฐบาลต่าง ๆ นำไปใช้ และเรื่องของทัศนคติและบทบาทของอุตสาหกรรม ที่จะต้องร่วมมือกับผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม ในขั้นต่อไปก็จะต้องมีการเจรจากันถึงเนื้อหาของสนธิสัญญาก่อนจะมีการลงนามกันในขั้นสุดท้ายซึ่งคงไม่เกินปี 2535


ที่มา : รวบรวมจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์ ดร.วิจิตร บุณยะโหตระ, ชีวิตและสิ่งแวดล้อม