Radon
(Rn)
เรดอน

เลขอะตอม 86 เป็นธาตุที่ 6 หรือธาตุสุดท้ายหรือหมู่ O ในตารางธาตุจัดเป็นแก๊สมีตระกูลหรือแก๊สเฉื่อย
น้ำหนักอะตอม 222.02 amu
จุดหลอมเหลว -71 ํc
จุดเดือด -61.8 ํc
ความหนาแน่น 9.72 g/l ที่ 0 ํc
เลขออกซิเดชันสามัญ 0 (อาจมีค่า +2, +4 และ +6)

การค้นพบ

ในปี ค.ศ. 1899 R. Owens ได้สังเกตุเห็นว่ากัมมันตภาพรังสีของสารประกอบของ ทอเรียมสามารถถูกลดลงได้โดยการชะล้างด้วยอากาศจำนวนมาก ๆ ต่อมา S. Rutherford ได้ทำการศึกษาปรากฎการณ์นี้และพบว่าแท้จริงแล้ว ทอเรียมสลายตัวปล่อยไอโซโตปลูกกัมมันตรังสีที่เป็นแก๊สออกมาตลอดเวลา ซึ่งสามารถถูกพัฒนาไปกับอากาศหรือลมที่ปล่อยเข้าไป เขาเรียกแก๊สนี้ว่า "Thorium Emanation"

ในปี ค.ศ. 1900 F.E. Dorn สามารถแสดงให้เห็นว่าเรเดียมปล่อยไอโซโตปลูกกัมมันตรังสี ซึ่งเป็นแก๊สเช่นกัน ซึ่งเขาเรียกว่า "Radium Emanation" ต่อมา A. Debierne (ค.ศ. 1900) และ F.O. Giesel (ค.ศ. 1903) พบธาตุเดียวกันนี้จากการสลายของแอกทิเนียม (Ac) ซึ่งเขาเรียกว่า "Actinium Emanation"

ในปี ค.ศ. 1923 ได้ตั้งชื่อธาตุนี้ว่า "Radon" มาจาก "Radium" และได้ยกเลิกชื่ออื่น ๆ ที่ใช้เรียกธาตุนี้มาก่อน

การใช้ประโยชน์

ทำนองเดียวกับเรเดียม เรดอนใช้ประโยชน์ในวงการแพทย์ในการรักษามะเร็ง นอกจากนี้แล้วยังใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบว่าอุปกรณ์เกิดการรั่วหรือมีรอยรั่วหรือไม่ ใช้ในการวัดอัตราการไหล และในการศึกษาวิจัยทางเคมีและฟิสิกส์

ความเป็นพิษ

เนื่องจากเรดอนเป็นธาตุกัมมันตรังสี จึงเป็นพิษและมีอันตรายมากทำนองเดียวกับไอโซโตปกัมมันตรังสีอื่น ๆ ซึ่งสามารถก่อความเสียหายต่อร่างกายอย่างมาก อันตรายเกิดจากการสูดแก๊สนี้และไอโซโตปลูก (เป็นของแข็ง) ซึ่งเกาะบนฝุ่นละอองในอากาศเข้าสู่ร่างกาย สถานที่ที่มีการใช้ธาตุนี้ (รวมทั้งธาตุกัมมันตรังสีอื่น ๆ) ควรเป็นที่ ๆ อากาศสามารถถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี เพื่อลดความเข้มข้นของธาตุนี้ในอากาศ ระดับความทนได้ (tolerance level) ของธาตุนี้ คือ 10-8 ไมโครคูรี/มิลลิลิตรของอากาศ
ผู้เขียน : ดร.ชัยวัฒน์ เจนวาณิชย์
ที่มา : รวบรวมจาก หนังสือสารานุกรมธาตุ