Manganese
(Mn)
แมงกานีส

เลขอะตอม 25 เป็นธาตุแรกของหมู่ VII B จัดเป็นโลหะและโลหะทราซิชัน
น้ำหนักอะตอม 54.938 amu
จุดหลอมเหลว 1244 ํc
จุดเดือด ,760 mm 2097 ํc
เลขออกซิเดชันสามัญ +2,+3,+4,+6,+7

การค้นพบ

แมงกานีสค้นพบโดย Scheele นักเคมีชาวสวีเดน ในปี ค.ศ. 1774 ขณะทำการศึกษาและวิเคราะห์แร่ pyrolusite ซึ่งเป็นแร่ของ MnO2 ในปีเดียวกัน Gahn ผู้ร่วมงานของ Scheele ก็สามารถสกัดแร่นี้ได้
แร่แมงกานีสมักพบปะปนกับแร่ของเหล็ก และเนื่องจากแร่ของธาตุนี้ คือ pyrolusite มีสมบัติเป็นแม่เหล็ก จึงตั้งชื่อแร่นี้จากคำลาติน magnes แปลว่าแม่เหล็ก (magnet) ซึ่งเทียบเท่ากับคำเยอรมัน Mangan และคำฝรั่งเศส manganese
จนกระทั่งการค้นพบธาตุอีก 2 ธาตุใหญ่ VII B คือ เทคนีเซียม (Tc) เลขอะตอม 43 และรีเนียม (Re) เลขอะตอม 75 ในปี ค.ศ. 1924 และ 1937 ตามลำดับ แมงกานีสเป็นธาตุเดียวเท่านั้นในหมู่ VII B ที่นักวิทยาศาสตร์รู้จัก

การใช้ประโยชน์

นอกเหนือจากการใช้ประโยชน์ ในการเตรียมสารเคมีของแมงกานีสที่มีความบริสุทธิ์สูงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเภสัชกรรม อาหาร เป็นตัวเร่งของปฏิกิริยาและในการวิเคราะห์ แมงกานีสส่วนใหญ่ใช้ในการควบคุมปริมาณกำมะถันในกระบวนการผลิตเหล็กกล้า และทำโลหะเจือทั้งที่มีเหล็กและไม่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบ โลหะเจือที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเรียกว่า ferroalloy และโลหะเจือระหว่างแมงกานีสและเหล็ก (และธาตุอื่น ๆ เล็กน้อย) เรียกว่า ferromanganese ซึ่งมีหลายชนิด ที่สำคัญชนิดหนึ่งมีองค์ประกอบดังนี้ Mn 78 – 82 %, Fe 12-16 %, C 6 – 8 % และ Si 1 % โลหะเจือของแมงกานีสมีสมบัติแข็งแกร่งและสามารถป้องกันการขึ้นสนิมได้เป็นอย่างดี

ความเป็นพิษ

แมงกานีสเป็นหนึ่งในจำนวน 5 ธาตุที่พืชชั้นสูงส่วนใหญ่ต้องการเพียงเล็กน้อย (trace elements) อีก 4 ธาตุ ได้แก่ โบรอน (B), สังกะสี (Zn), ทองแดง (Cu) และโมลิบดีนัม (Mo) เหตุผลประการหนึ่งที่ธาตุนี้จำเป็นสำหรับพืชเพราะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จำเป็นสำหรับเอนไซม์บางชนิด พืชที่ขาดแมงกานีสจะเกิดอาการผิดปกติหลายอย่าง ที่สำคัญชนิดหนึ่งเรียกว่า intervenal chlorosis (เพราะขาดคลอโรฟิลล์) ทำให้เกิดรอยเหลืองหรือสีเทาระหว่างเส้น (vein) ของใบ ดังนั้นดินที่ขาดแมงกานีสจึงต้องมีการเติมแมงกานีสพิเศษลงในปุ๋ยที่ใช้ ทั่วไปในรูปของ MnSO4 หรือ MnO
สำหรับคน สารประกอบของแมงกานีสทั่วไปถือว่าไม่เป็นพิษ (ถ้าเข้าสู่ร่างกายหรือมีในร่างกายในปริมาณน้อย) เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นพิษของอิออนของโลหะอื่น เช่น ปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), แทลเลียม (Tl), และตะกั่ว (Pb) ฯลฯ
ผู้เขียน : ดร.ชัยวัฒน์ เจนวาณิชย์
ที่มา : รวบรวมจาก หนังสือสารานุกรมธาตุ