ดาวเรือง : พืชวิตามิน เอ จากธรรมชาติ

วิตามินเอเป็นวิตามินที่มีส่วนสำคัญต่อมนุษย์และสัตว์ที่ช่วยในการบำรุงสายตา สมองและร่างกายทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ จากผลการศึกษาและทดลองอาการขาดวิตามินเอในมนุษย์และสัตว์ มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1957 พบว่า การเจริญเติบโตของร่างกายลดลง สายตาพร่ามัว ผิวหนังแห้ง ระบบการย่อยอาหารและขับถ่ายไม่ดีที่ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย เช่น เป็นนิ่ว ตาบอด ความจำเสื่อม เป็นต้น

แหล่งวิตามินเอในธรรมชาติ มีอยู่ในพืชและสัตว์ โดยเฉพาะในพืชได้แก่ พวกธัญพืช พืชผักและพืชน้ำมัน เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์ ข้าวโพด แตงกวา กะหล่ำดอก หัวหอม ถั่วเหลือง ถั่วแขก ผักกาดขาว แครอท มะเขือเทศ น้ำมันปาล์ม และน้ำมันถั่ว-ลิสง เป็นต้น ส่วนในสัตว์มีอยู่ในหมู ปลา ไข่ขาวและพวกยีสต์ แต่วิตามินเอที่ร่างกายได้รับจากอาหารทั้งในพืชและสัตว์ไม่เพียงพอต่อการสะสมของร่างกาย โดยเฉพาะในแต่ละวัน ร่างกายของมนุษย์มีความต้องการวิตามินเอถึง 2,500 i.u. หรือแคโรทีน 7,500 i.u.

ปัจจุบันจากผลการค้นคว้าและวิจัยพืชที่ให้สารจากธรรมชาติพบว่า ดาวเรืองเป็นพืชที่มีประโยชน์ นอกเหนือจากการใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ ทำสารไล่แมลงแล้วยังพบว่าเป็นพืชที่ให้สารเบตาแคโรทีนจากธรรมชาติโดยตรงของดอกดาวเรือง ซึ่งคุณ สมบัติของสารเบตาแคโรทีนนี้จะทำหน้าที่เป็นโปรวิตามินเอ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ นอกจากนี้ยังท ำหน้าที่เป็นแอนติออกซิแดนต์ในการป้องกันการเกิดมะเร็งในตับและปอดของร่างกาย เนื่องจากดาวเรืองเป็นพืชที่มีความผั นแปรทางพันธุกรรมสูงจึงทำให้มีความแตกต่างทั้งในด้านสายพันธุ์ ปริมาณสารแคโรทีน สารแซนโทฟีลล์และชนิดพันธุ์ โดยเฉพาะในสายพัน ธุ์ดาวเรืองที่ให้สารแคโรทีนสูงจะมีค่าของสารแซนโทฟีลล์ไม่ต่ำกว่า 18 กรัมต่อกิโลกรัมของกลีบแห้งจึงจะมีผลต่อการให้วิตามินเอ ลักษณะของพันธุ์ดาวเรืองโดยเฉพาะ คือ ดอกสีส้มเข้ม กลีบใหญ่ หนา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ไม่น้อยกว่า 2.5 นิ้ว จึงจะให้สารเบตาแคโร ทีนและสารแซนโทฟีลล์สูงซึ่งจะแตกต่างจากดอกดาวเรืองพื้นบ้าน และพันธุ์การค้าให้ดอกสีเหลืองที่ให้ประมาณสารต่ำ
จากจดหมายข่าว วท. "สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย" ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 มี.ค. 2542 หน้า 10