เมื่อเชื้อดื้อยา

นับเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งในการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคที่คุกคามต่อชีวิตของพวกเรา เช่น วัณโรค เนื่องจากอาจเกิ ดภาวะการดื้อยาขึ้นได้ ในประเทศอังกฤษ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับยาปฏิชีวนะจำนวน 46 ล้านฉบับได้ถูกนำมาเผยแพร่ทุก ๆ ปี ดังนั้นในอนาค ตการรักษาแบบธรรมดา ๆ ที่เราเคยไว้ใจก็ไม่สามารถที่จะนำมาปฏิบัติต่อไป

การดื้อต่อยาปฏิชีวนะจะค่อย ๆ เกิดขึ้นพร้อมกับตัวของยาปฏิชีวนะเอง จุลินทรีย์ได้พัฒนาสารเคมีหรือสารปฏิชีวนะที่สามารถยับยั้งผู้บ ุกรุกตัวอื่น ๆ ได้ แต่แบคทีเรียที่จะได้รับประโยชน์จากกระบวนการนี้จะต้องสามารถต้านทานต่อสารเคมีที่ใช้ในการทำลายได้

ดังนั้นแบคทีเรียจึงผลิตสารที่พิเศษขึ้นมา 2 ชนิด คือ ชนิดแรกจะเป็นสารปฏิชีวนะและชนิดที่สองจะเป็นสารเคมีที่ใช้ในการลบ ล้างฤทธิ์ของผลกระทบที่เป็นอันตราย ตัวอย่าง เช่น Penicillin เป็นยาปฏิชีวนะ ในขณะที่ Penicillinase เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการยับยั้งไม่ให้มีการทำลายเซลล์ที่สร้าง Penicillin ขึ้นมา

การดื้อต่อยาปฏิชีวนะนี้สามารถถ่ายทอดได้อย่างอิสระระหว่างแบคทีเรียบางสายพันธุ์ โดยอาศัยกระบวนการถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบคทีเร ีย ซึ่ง 95-99 เปอร์เซนต์ของดีเอ็นเอจะอยู่ในโครโมโซมแท่งหนึ่ง และส่วนที่เหลือก็จะอยู่ในชิ้นส่วนของดีเอ็นเออีกชิ้นหนึ่งที่ เรียกว่า พลาสมิด (plasmid) ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากเซลล์ของแบคทีเรียตัวหนึ่งไปยังแบคทีเรียอีกตัวหนึ่งได้ โดยไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่เซลล์ทั้งสองเซลล์ และถ้ามียีนที่ควบคุมลักษณะของการ ดื้อยาปฏิชีวนะอยู่ในพลาสมิดแล้ว ลักษณะของการดื้อยานี้ก็จะสามารถปลูกถ่าย ทอดต่อไปได้

เมื่อเรารับประทานยาปฏิชีวนะเข้าไปจำนวนหนึ่ง ยาปฏิชีวนะจะไม่ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารทั้งหมด และส่วนที่เหลืออยู่อาจจะท ำลายแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในร่างกายได้เป็นจำนวนมาก แต่แบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะจะสามารถรอดชีวิตอยู่ได้ และจากการที่คู่แข่งของพวกมันได้ถูกทำลายไปจึงทำให้แบคทีเรียเหล่านี้เพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว เหล่านี้คือกระวนการแพร่กระจา ยของภาวะการดื้อต่อยาปฏิชีวนะ
โดยอภิชัย คงศิริวรกูล คอลัมน์มันอยู่ในตัวคุณ อัพเดท ปีที่ 10 ฉบับที่ 113 พ.ย. 2538 หน้า 68