บริจาคโลหิตพิชิตหัวใจวาย

นักวิทยาศาสตร์ชาวฟินแลนด์เชื่อว่า ผู้บริจาคโลหิตอาจมีอายุยืนกว่าคนทั่วไปเพราะได้ศึกษาข้อมูลพบว่าผู้ชายที่บริจาคเลือด มีโอกาสหัวใจวายน้อยกว่าคนที่ไม่เคยบริจาคเลย

ยุคคา ซาโลเนน และผู้ร่วมงานจากมหาวิทยาลัยคูโอปิโอ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการวิจัยว่า คนที่มีธาตุเหล็กในร่างกายมาก มีค วามเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจวาย แต่ยังขาดหลักฐานสนับสนุนว่าธาตุเหล็กกับหัวใจวายมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ทีมงานได้ศึกษาประวัติจากเวชระเบียนของชาย 2,862 คน ในช่วงเวลา 9 ปี ซึ่งมีผู้บริจาคเลือดอยู่ 153 คน พบว่ามีเพียง 1 คน เท่านั้นที่เคยมีอาการหัวใจวาย คิดเป็นอัตราส่วน 0.7%

ส่วนกลุ่มที่เหลือคือผู้ที่ไม่เคยบริจาคเลือด มีอัตราหัวใจวายสูงถึง 12%

การที่ผู้บริจาคเลือดไม่ค่อยเกิดอาการหัวใจวาย อาจเป็นเพราะธาตุเหล็กในร่างกายลดลงจากการเสียเลือด ในเดือนพฤษภาคม 2541 ซาโ ลเนนและทีมงานได้รายงานในวารสาร Circulation ปีที่ 97 หน้า 1,461 ว่าชายที่มีธาตุเหล็กสะสมในร่างกายมาก มีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากกว่า 2 เท่าของคนที่มีธาตุเหล็กน้อย

การทดสอบในหลอดทดลองและในสัตว์ แสดงว่าเหล็กที่มีปริมาณมากจะสะสมในร่างกาย มีส่วนในการสร้างคอเลสเทอรอลในรูปแ บบที่มีอนุมูลอิสระ (free radicals) มากขึ้น ซึ่งเป็นตัวการทำให้หลอดเลือดชำรุดเสียหาย

เคที คอว์ ผู้เชี่ยวชาญทางระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กล่าวว่า เราควรระมัดระวังในการแปลผลการศึกษาครั้งนี้ เขากล่าวว่า "สิ่งที่ทีม งานค้นพบ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก และเราคงไม่ปฏิเสธ แต่หากวิเคราะห์ข้อมูลผิดพลาดก็อาจเกิดผลเสียได้ การวิเคราะห์ผิดๆ นั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต"

ในการวิจัยนี้ คนที่ไม่บริจาคเลือด เคยมีประวัติโรคหัวใจมาก่อนแล้วอย่างน้อย 1 ใน 4 แต่ในกลุ่มผู้บริจาคเลือดมีสัดส่วนของผู้เคยเป็นโรคหัวใจน้อยกว่า คือมีเพียง 8.5% "ถ้าตัดเอาคนที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจออกไปเสียก่อน ข้อมูลจะน่าเชื่อถือ ยิ่งขึ้น"

ซาโลเนนยอมรับว่า ผู้ชายที่บริจาคเลือด มักอยู่ในระดับสังคมที่มีความรู้และพฤติกรรมด้านสุขภาพดีกว่าคนทั่วไป "เราพยายาม ปรับข้อผิดพลาดด้วยวิธีทางสถิติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าข้อมูลมีความเอนเอียง (bias) อยู่จริงๆ"

เขาอธิบายว่า แม้จะมีปัญหาการเลือกกลุ่มตัวอย่างแต่อัตราการเกิดโรคหัวใจในสองกลุ่มก็แตกต่างกันจริงๆ "เราเชื่อว่า อัตราการเกิดโรคหัวใจที่ต่ำ น่าจะมีความสัมพันธ์กับการบริจาคเลือด"

ฟิลลิป พูล วิลสัน จากสถาบันปอดและหัวใจแห่งชาติในกรุงลอนดอน ก็ยังสองจิตสองใจเกี่ยวกับสถิตินี้ เขากล่าวว่า "ข้อมูลนี้อาจจะถูกแ ต่ก็ต้องพิสูจน์ให้แน่นอนเสียก่อน"

คอว์ให้ความเห็นว่า ถ้าจะยืนยันว่าการบริจาคเลือดป้องกันโรคหัวใจได้จริง ก็ต้องทำวิจัยกับกลุ่มใหญ่ เลือกคนสุขภาพดีที่บ ริจาคเลือดโดยวิธีสุ่ม และตั้งกลุ่มเปรียบเทียบคือผู้ที่ไม่บริจาคเลือดให้ถูกต้องตามวิธีทางสถิติ
จาก อัพเดท ปีที่ 14 ฉบับที่ 143 ม.ค. - ก.พ. 2542 หน้า 11 - 12