เรือหลวงบีเกิล และ ชาร์ลส์ ดาร์วิน

"อุปนิสัยประการหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำคือความอดทนเป็นเลิศไม่ท้อถอยกับอุปสรรคใด ๆ"

เรือหลวงแห่งราชนาวีอังกฤษ กางใบอย่างสง่างาม เป็นความสวยอันลึกซึ้งอย่างหนึ่งที่ลอยล่องอยู่กลางท้องทะเลสีเข้ม และท้องนภาสีคราม

มันล่องลอยราวกับปุยเมฆสีขาวบริสุทธิ์ เจิดจ้ากลางแสงแดด แวะเวียนตามชายฝั่งไปทั่วโลก 27 ธันวาคม ค.ศ. 1831 เรือหลวงบีเกิลแล่นออกนอกจากท่าเรือ เดวอนพอร์ต เมืองพลีมัธ ประเทศอังกฤษ มุ่งหน้าไปเรื่อย ๆ เลียบแนวฝั่งทะเลด้านตะวันตกของทวีปแอฟริกา

ในเรือมีผู้โดยสารหนุ่มน้อย วัยเพียง 22 ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน นักธรรมชาติ วิทยา ผู้มีความกระตือรือร้นและยินดีเป็นที่สุดที่ได้ออกสำรวจธรรมชาติไปกับเรือบีเกิลที่แสนสวย

เรือที่เสมือนปีกที่เปิดโลกทั้งโลกให้กับเขา ...ชาร์ลส์ ดาร์วิน และมวลมนุษยชาติ

ว่าไปแล้ว คงจะเป็นโชคดีทั้งกับดาร์วินหนุ่มและมวลมนุษย์ เพราะกว่าจะขออนุญาติคุณพ่อมาได้ก็ลำบากเลือดตาแทบกระเด็น

คุณพ่อของชาร์ลส์ เป็นแพทย์ผู้เก่งกาจและหวังเหลือเกินที่จะให้ลูกชายคนรองสุดท้องในจำนวน 6 คน นี้ได้ยึดอาชีพหมอเจริญรอยตาม หากแต่พ่อเจ้าประคุณทูนหัวก็ไม่เอาไหนเลยผลการเรียนที่ย่ำแย่เล่นเอาคุณพ่อ นายแพทย์โรเบิร์ต วอริง ดาร์วิน ปวดประสาท ทั้งครูและผู้ปกครองรักจะเห็นพ้องต้องกันว่า ชาร์ลส์ ดาร์วินน้อยวัย 8 ขวบ ผู้นี้สงสัยจะโง่

แต่มรดกทางสายเลือดที่ได้มาจากคุณปู่ อิรีสมัส ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยา แพทย์ กวี นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา ผู้โด่งดังแห่งศตวรรษที่ 18 คงจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้ดาร์วินน้อยเป็นเด็กที่ชอบและสนใจธรรมชาติอย่างไม่น่าเป็นไปได้สำหรับเด็ก ตัวกะเปี๊ยกแค่นี้

แค่ 8 ขวบ เขาชอบสะสมแมลง เปลือกหอย ก้อนกรวด ไข่นก ดอกไม้ป่า ใบไม้ประดามี ที่พ่อเห็นและเรียกมันว่า สมบัติบ้า

กระนั้น เมื่อแม่ตายและต้องคลุกคลีกอยู่กับพ่อ ติดตามพ่อไปเยี่ยมไข้บ่อย ๆ ก็ทำให้คุณพ่อหลงผิดคิดว่า ชาร์ลส์ จะเป็นหมอกับเขาได้ พออายุ 16 ปี จึงให้ไปเรียนวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ

หากวันหนึ่งขณะกำลังจะมีการผ่าตัดสอนนักศึกษานั้น พ่อหนุ่มชาร์ลส์เห็น เลือดเข้าก็ลมใส่ อยู่ทนต่อไปไม่ไหว จำต้องลาออกในปีนั้นเอง แล้วกลับไปสนใจการเข้าป่า ดูธรรมชาติไปวัน ๆ จนคุณพ่อเห็นจะไม่เป็นท่า ต้องจับไปบวชเป็นพระ แต่ชาร์ลส์ต้องเรียนจบปริญญาตรีก่อน จึงต้องเรียนในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ

ณ ที่นี้ ความสนใจเก็บก้อนกรวด หิน ดิน ทราย และดอกไม้กับแมลงยังมีอยู่เต็มเปี่ยม จนกระทั่งความสนใจใคร่รู้ ค้นคว้าและซักถาม ทำให้ครูบาอาจารย์พอใจและสนุกไปกับเขาด้วย โดยเฉพาะกับอาจารย์เบ็นสโลว

อาจารย์ท่านนี้เองที่ทางกองทัพเรือขอให้ช่วยหานักวิชาการเดินทางร่วมสำรวจไปกับเรือหลวงบีเกิลด้วย แต่ต้องออกค่าใช้จ่ายตลอดรายการเอง

ชาร์ลส์ ดีใจแทบตายเมื่ออาจารย์มาทาบทาม แต่คุณพ่อไม่อนุญาติและไม่ยอมออกเงินให้ ร้อนถึงคุณลุงผู้เห็นดีงามไปกับชาร์ลส์มาช่วยพูดจนพ่อใจอ่อน

นั่นละ เป็นโอกาสให้ ชาร์ล ดาร์วิน ได้เดินทางไปสำรวจรอบโลกกับเรือหลวงบีเกิ

อุปนิสัยประการหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ คือ ความอดทนเป็นเลิศ ไม่ท้อถอยกับอุปสรรคใด ๆ

เขาเมาเรืออยู่ตลอดเวลา 5 ปี เป็นคนอื่นละขอขึ้นฝั่งกลับบ้านไปนานแล้ว แต่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน อดทนได้ และมีความสุขด้วยซ้ำกับการได้จัดมุมหนึ่งในเรือเป็นที่พำนักส่วนตัว

ดูไว้เป็นตัวอย่างนะจ๊ะ คุณชาร์ลส์ เธอยังรักการสะสมสิ่งแปลก ๆ พืช สัตว์ และหินต่าง ๆ รวมทั้งปะการังและของทั้งบนบกในน้ำ

เมื่อถึงเมืองท่าใด เขาก็จะส่งพัสดุนั้นกลับบ้าน แต่อันไหนที่ลำบากหรือ ไม่สามารถจะส่งได้เขาก็วาดภาพไว้โดยบันทึกสัดส่วน รายละเอียดและสีสันอย่างละเอียดลออ

เส้นทางแห่งการเดินเรือนั้นคือ การเลียบฝั่งไปทั่วโลก และหมู่เกาะที่ห่างไกล เช่น เกาะดานารี เกาะเคฟเวอร์เด เมืองซาลวาดอร์ เมืองริโอ เดอ จาเนโร ลุ่มน้ำอะเมซอน เมืองมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย บัวโนสไอเรสของอาร์เจนตินา

21 ธันวาคม ค.ศ. 1832 เขามาถึงแหลมเคปฮอร์น พบชนพื้นเมืองฟีเจียน ซึ่งหน้าตากระเดียดไปทางลิง เป็นจุดประกายความคิดถึงการเริ่มต้นแห่งกำเนิดมนุษย์ ให้กับ ชาร์ลส์ ดาร์วิ

จากแห่งนี้ เรือบีเกิลได้แล่นไปตามหมู่เกาะต่าง ๆ ชาร์ลส์ ยิ่งได้เห็นพืชแปลก ๆ สัตว์หลายหลากพันธุ์และชนเผ่าต่าง ๆ ที่มีความเป็นอยู่และรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไป

การเดินทางนั้นแสนสนุกและน่าสนใจ เผยให้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ให้ได้ขบคิด ศึกษา และค้นคว้ามากมาย

15 กันยายน 1835 เรือบีเกิล พาชาร์ลส์ ดาร์วิน มาถึงเกาะกาลาปาโกส เขาได้พบสัตว์ที่น่าทึ่ง เช่น เต่ายักษ์ กิ้งก่ายักษ์ ปลาพันธุ์ใหม่ ๆ ถึง 15 ชนิด หอยและตัวแมลงที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน อีกทั้งนกแปลก ๆ ถึง 26 ชนิด

เขาคิดว่า พืชและสัตว์บนหมู่เกาะนี้คงจะมาจากที่ไกล ๆ และเมื่อนานเข้าก็ วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงกลายพันธุ์เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อม หรือเรียกได้ว่าเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาตินั่นเอง

ออกจากหมู่เกาะกาลาปาโกส เรือบีเกิล และว่าที่นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกก็แวะเวียนไปยังเกาะตาฮิติ ถัดจากนั้นก็มายังนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เกาะทัสมาเนีย แล้วมุ่งหน้าสู่มหาสมุทรอินเดีย เกาะสุมาตรา ชวา

ยิ่งเดินทางก็ยิ่งได้เห็นสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตแบบแปลกแตกต่างกันหลากหลาย ตามสภาวะภูมิประเทศและภูมิอากาศ ทั้งนี้รวมทั้ง คน ซึ่งเป็นชนชาติพื้นเมืองเหล่านั้นด้วย

2 ตุลาคม ค.ศ. 1835 เรือหลวงบีเกิล ก็กลับบ้านหลังจากผ่านการเดินทางมาหลายหมื่นไมล์ เป็นระยะเวลาถึง 5 ปี เรือบีเกิลเข้าเทียบท่าเรือฟอลมัธ อย่างเรียบร้อย ปลอดภัยสุดสิ้นภารกิจแห่งการสำรวจธรรมชาติวิทยา ธรณีวิทยา

ชาร์ลส์ ดาร์วิน หนุ่มใหญ่วัย 27 ก็กลับบ้าน และหมกมุ่นสนใจกับหลักฐานและความรู้สารพัดสิ่งที่ได้รับมา

ค.ศ. 1838 ดาร์วิน ได้รับตำแหน่งเลขาธิการธรณีวิทยาสมาคม และลงมือศึกษากฎพื้นฐานสำคัญในการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

ค.ศ. 1839 เขาแต่งงานกับ เอมมา เวดจ์วูด และต่อมามีลูกด้วยกันถึง 7 คน

เขายังคงนิสัยรักธรรมชาติ และสนใจสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นมองข้าม เขาย้ายจากลอนดอนไปอยู่ชนบทเล็ก ๆ ในเคนท์ และชอบใช้ชีวิตเงียบ ๆ อยู่ในสวน อ่านหนังสือ ดูต้นไม้ เขียนจดหมายโต้ตอบกับเพื่อน ๆ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักค้นคว้าด้วยกัน ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความคิด มีทัศนคติกว้างไกลยิ่งขึ้น

จากการศึกษาตัวเพรียง และซากฟอสซิลที่เก็บสะสมมา เขาเกิดสงสัยว่าทำไม รูปร่างของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดถึงมีการเปลี่ยนแปลง เขาลองผสมพันธุ์พืชและสัตว์ และเกิดความคิดทฤษฎีว่าด้วยการคัดเลือกโดยธรรมชาติ คือ สิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์และพืชต้องการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ ส่วนที่อ่อนแอ ไม่เหมาะสมก็จะตายหรือสูญพันธุ์ไป และดาร์วินก็ได้คิดทฤษฎีวิวัฒนาการที่ว่า สิ่งมีชีวิตในปัจจุบันเป็นผลของการพัฒนา สิ่งมีชีวิตในอดีตความเปลี่ยนแปลงนั้นดำเนินเป็นขั้นตอนโดยอาศัยเวลานานเป็นพันเป็นหมื่นปี ในช่วงนี้เองที่เขาเสนอแนวคิดว่ามนุษย์อาจมีวิวัฒนาการมาจากลิง

ความคิดน่าขัน น่าอาย ดังกล่าวก่อให้เกิดการโต้เถียง ขัดแย้งกันรุนแรงแต่ก็ ทำให้ประชาชนหันมาสนใจ

ในที่สุดอีก 10 ปีต่อมาความคิดนี้ก็เป็นที่ยอมรับ แม้กระทั่งพวกพระหรือ นักบวชในศาสนา ดาร์วิน มีอายุยืนยาวถึง 74 ปี ตลอดเวลาเขาไม่เคยหยุดค้นคว้าเพราะความสนใจ และมีใจรัก ในช่วง ค.ศ. 1862-1881 เขามีงานเขียน เป็นหนังสือออกมาหลายเล่ม และเป็นที่น่าสนใจต่อมหาชน

ค.ศ. 1882 ชาร์ลส์ ดาร์วิน ถึงแก่กรรม ในวันที่ 19 เมษายน ในนามของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ศพของเขาฝังอยู่ ณ โบสถ์ เวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ใกล้กับศพของ ไอแซก นิวตัน

ทุกวันนี้ทั่วโลกยังยึดหลักการพื้นฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการอยู่ เพียงแต่ รายละเอียดและประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างอาจถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะ-สม อีกทั้งยังมีการเสนอทฤษฎีและหลักฐานข้อมูลใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา

เช่น เมื่อ พ.ศ. 2535 ได้พบซากโครงกระดูกหรือจะพูดให้ถูกก็คือ ฟอสซิลโครงกระดูกและชิ้นส่วนบางอย่างของบรรพบุรุษมนุษย์ มีอายุถึง 4.4 ล้านปี เรียกกันสั้น ๆ ว่า รามิดัส ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีหลักฐานรู้ถึงอดีตแห่งวิวัฒนาการมนุษย์ได้มากขึ้น

รามิดัส เป็นบรรพบุรุษมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์จริง ๆ เพราะมนุษย์อย่างเรา ๆ ที่เรียกว่า ไฮโมซาเปียนส์นั้น มีกำเนิดเมื่อประมาณสามถึงสี่แสนปีมานี่เอง

เดิมทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน มนุษย์กับลิงมีจุดกำเนิดเดียวกันแล้วจึงแยกสายพันธุ์กันไปและการพบรามิดัสก็ทำให้เชื่อว่าบรรพบุรุษร่วมของมนุษย์ กับลิงน่าจะมีชีวิตอยู่เมื่อหกล้านปีก่อนจริงตามหลักฐานทางชีวเคมี

เรือหลวงบีเกิลและชาร์ลส์ ดาร์วิน ผุพังเสื่อมสลายตายจากไปตามกาลเวลา ทว่า ความดีงาม และคุณประโยชน์ที่ได้นั้น ได้มอบให้เป็นของขวัญอันล้ำค่าแก่ชาวโลกตลอดกาลนาน
โดย วรรณจันทร์ มติชน วิทยาศาสตร์ ปีที่ 2 (ฉบับที่ 18) : หน้า 39 - 42 ; ต.ค. 2540