อวัยวะอะไหล่สำรอง
"เมื่อคนใช้ไตหมูแทนไตเทียม"

นักวิทยาศาศาสตร์ได้ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะของคน จากบุคคลหนึ่งให้อีกบุคคลหนึ่งได้สำเร็จมามากมายโดยเฉพาะการเปลี่ยนไต ที่มีการผ่าตัดเปลี่ยนไปจากญาติ หรือผู้บริจาคให้กับผู้ป่วย และผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขมาแล้วหลายหมื่นรายทั่วโลก แต่ผู้ป่วยที่รอการเปลี่ยนไตก็นับวันจะมีมากขึ้น จนเริ่มมีปัญหาว่าไตที่รอบริจาคไม่พอ และมีข่าวที่น่าสังเวชเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเองที่มีคนขายไตตัวเองให้กับเศรษฐีต่างประเทศที่ป่วย และต้องการผ่าตัดเปลี่ยนไต

แต่ปัจจุบันนี้ มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในวงการแพทย์ เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อผลิตไตสำรองสำหรับใช้ผ่าตัดเปลี่ยนให้กับผู้ป่วย โดยไตสำรองนี้มาจากหมูที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมใหม่

ที่จริงนักวิทยาศาสตร์ได้พยายามทดลองผ่าตัดเอาอวัยวะสัตว์มาเปลี่ยนให้คนไข้ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 โดยรายแรกคือการผ่าตัดเปลี่ยนไตจากลิงซิมแพนซีให้กับผู้ป่วยในสหรัฐอเมริกา จำนวน 6 คน ผู้ป่วย 5 คน เสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมง มีผู้ป่วยคนเดียวที่รอดชีวิต แต่ก็อยู่ได้นานเพียงแค่ 9 เดือน หลังจากนั้นก็มีการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะของสัตว์ให้กับผู้ป่วยหลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ไม่ใช้เพราะการผ่าตัดโดยตรง แต่เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์เอง ที่จะผลิตสารขึ้นมาต่อต้านสิ่งแปลงปลอมที่เข้าสู่ ร่างกาย ดังเช่น อวัยวะของสัตว์ที่ผ่าตัดเปลี่ยนให้กับมนุษย์ จึงถูกระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง จัดการทำลายทำให้อวัยวะสำรองนั้นเสียหาย และผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

เพื่อแก้ปัญหาการไม่ยอมรับอวัยวะของสัตว์ นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพการปรับเปลี่ยนพันธุกรรม เพื่อให้เซลล์ของสัตว์นั้นผลิตโปรตีนที่พบในมนุษย์ ซึ่งเมื่อนำอวัยวะของสัตว์มาเปลี่ยนแล้วระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้ป่วยจะได้ไม่ทำลายอวัยะ ดังกล่าว และยอมรับที่จะทำงานเชื่อมต่อกับอวัยวะนั้นเข้าสู่ระบบในร่างกาย

ล่าสุด บริษัท IMUTRAN ในประเทศอังกฤษได้ประกาศว่า บริษัทได้ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมของหมูให้เซลล์ของหมูนั้นสามารถผลิตโปรตีนที่ยอมรับโดยระบบภูมิคุ้มกันของคนได้แล้ว ซึ่งจะสามารถใช้หมูนั้นผลิตอวัยวะสำรองให้กับผู้ป่วยที่ต้องการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ เช่น ไต ตับ และหัวใจได้

สัญญาณเตือนภัย

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มใหญ่ในยุโรปได้แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดตามมาจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะของสัตว์มาให้กับมนุษย์ ตุลาคม พ.ศ.2538 นิตยสารวิทยาศาสตร์ Xeno ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า 70% ของนักวิชาการเป็นห่วงเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านนี้ที่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปจนขาดความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยที่อาจมีผลกระทบต่อผู้ป่วยเอง และต่อสังคมโดยส่วนรวม

โรคชนิดใหม่

โรคร้ายมีการถ่ายทอดจากสัตว์สู่คนได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในอดีตเช่นไวรัสจากนกพิราบที่ก่อให้เกิดโรคสมองในคน โรคเอดส์ที่เชื่อว่าเกิดจากไวรัสในลิงหรือล่าสุด โรควัวบ้า ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้ อาจไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ดังกล่าว แต่เมื่อถ่ายทอดสู่มนุษย์กลับก่อให้เกิดโรคอย่างรุนแรงได้

เช่นกัน ถ้าอวัยวะสำรองมาจากสัตว์ที่มีเชื้อโรคบางอย่างอยู่ เชื้อนั้นย่อมถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยเชื้อ โรคนั้นอาจไม่เป็นอันตรายโดยตรงก็ได้ แต่อาจกลายพันธุ์หรือผสมกับเชื้ออื่นทำให้เกิดโรคชนิดใหม่ขึ้น ผู้ป่วยนั้นอาจแพร่เชื้อต่อ กลายเป็นปัญหาโรคระบาดชนิดใหม่ของโลกก็ได้

ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช้ปราศจากเหตุผลและหลักฐาน ในปี พ.ศ. 2531 Julie Overlangh และคณะวิจัยจากสถาบันสาธารณสุขฮาร์วาด ในสหรัฐอเมริกา ได้ทดลองใส่เซลล์ retrovirus (Fel V-A) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ไม่มีพิษภัยอะไร ใส่เข้าไปในเซลล์ของแมว ปรากฏว่าในการทดลอง 10 ครั้ง พบว่ามีอยู่ 9 ครั้งที่เกิดไวรัสชนิดใหม่ขึ้นและหนึ่งในไวรัสใหม่นั้นเป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายภูมิคุ้มกันของแมว เช่นเดียวกันกับโรคเอดส์ที่เกิดกับมนุษย์ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เชื้อไวรัสนั้นสามารถเข้าทำลายเซลล์ของสุนัขได้อีกด้วย เซลล์ไวรัสที่เกิดขึ้นใหม่นี้ไม่เพียงแต่อันตรายกว่าเซลล์ไวรัสพ่อแม่ที่ใส่เข้าไป อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตที่เป็นที่อาศัยได้ใหม่ (คือจากแมวเป็นสุนัข) ซึ่งที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า การใส่เซลล์ไวรัสที่ไม่เป็นอันตรายเข้าสู่เซลล์สัตว์โดยตรงและปล่อยให้เซลล์เหล่านั้นปฏิสัมพันธ์กับไวรัสอื่นในเซลล์ได้อย่างอิสระ

เป็นไปได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับการทดลองนี้ อาจเกิดขึ้นกับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะสัตว์ (พันธุกรรมใหม่) ให้กับมนุษย์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของมนุษย์ความเสี่ยงจากการเกิดไวรัสใหม่ได้สูง เพราะหนึ่งผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะมักจะได้รับยาเพื่อกดระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำงาน ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคต่างๆ (ทั้งใหม่และเก่า) เข้าทำลายเซลล์ได้ง่ายขึ้น และสอง อวัยวะสำรองจากสัตว์ที่ผ่าตัดเปลี่ยนให้กับมนุษย์ จะรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของมนุษย์ เซลล์สัตว์ (และไวรัสเชื้อโรค) จะเคลื่อนที่ไปอวัยวะต่างๆ และสามารถปรับตัวเข้ากับมนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นที่อาศัยใหม่นี้ได้

แม้ว่านักวิชาการบางส่วนเสนอวิธีแก้ไขว่า ควรจะเลี้ยงสัตว์ที่จะนำมาผ่าตัดใช้อวัยวะสำรองในสภาพปลอดเชื้อให้มากที่สุด และมีการตรวจหาเชื้อโรคสำคัญประมาณ 50 ชนิด ก่อนที่จะใช้อวัยวะสำรองเหล่านั้น แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ได้รับการโต้แย้งว่า สัตว์หลายชนิดเมื่อเกิดมาก็มีเชื้อโรคอยู่ในร่างกายเลย และเชื้อไวรัสในร่างกายสัตว์เหล่านี้ เป็นเชื้อที่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่รู้จักมาก่อน จึงไม่รู้ว่าจะทำการทดสอบตรวจหาเชื้อนั้นอย่างไรเพราะเชื้อเหล่านั้นอาจไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์แต่อย่างใด แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
จากวารสารเทคโนโลยีที่เหมาะสม ปีที่ 13 ฉบับที่ 5 ต.ค. 2539