เดชข้าวโพด

สำหรับสัตว์แล้วไม่ว่าจะมีกี่ขาก็ตาม เวลาถูกบุกรุกแล้วสู้ไม่ได้ก็ยังมีโอกาสวิ่งหนีไปตั้งหลักได้ ส่วนจะรอดหรือไม่รอดขึ้นอยู่กับความเร็วของฝีเท้าและดวง แต่ถ้าหากเป็นพืชล่ะจะทำอย่างไร หนีก็หนีไม่ได้

พืชกับแมลงที่กินพืชเป็นอาหารหรือที่เราเรียกอย่างหยันเหยียดว่าแมลงศัตรูพืชนั้น เป็นปฏิปักษ์กันมาหลายร้อยล้านปีมาแล้ว เมื่อต้องฆ่าฟันกันนานหลายชั่วอายุปานนั้น ขืนต่างฝ่ายต่างไม่มีหมัดพิเศษเผด็จศึกกันป่านนี้เราก็คงเห็นแต่โลกที่ไร้แมลงหรือไม่ก็โลกที่เป็นทะเลทรายไปหมดแล้วเท่านั้น ด้วยความที่พืชเคลื่อนทีไม่ได้นี้เองที่ทำให้มันต้องขวนขวายพัฒนาอาวุธทั้งแบบที่เป็นเสมือนรั้วลวดหนามคือมีไว้ป้องกันตัวตลอดเวลาและแบบใครท้า-ข้าสู้ซึ่งขึ้นอยู่กับศัตรูเป็นรายๆ ไปอันมีตั้งแต่การปล่อยสารเคมีพิษหรือยาเบื่อเรื่อยๆ ไปจนถึงโปรตีนที่ยับยั้งการย่อยอาหารของแมลงร้าย ส่วนแมลงนั้นก็ใช้ย่อยมีการพัฒนาวิธีการขจัดพิษ กันพิษ หรือใช้อุบายทะลายป้อมปราการที่พืชงัดออกมาใช้อย่างไม่ยี่หระ การที่พืชต้องปัดป้องกันภัยจากแมลงไม่รู้กี่สิบปากกี่สิบเขี้ยวมาชั่วนาตาปีโดยไม่ต้องขยับใบให้เมื่อยกิ่งนี้เองที่ทำให้ใครต่อใครอดสงสัยไม่ได้ว่า พืชเอาอาคมที่ไหนมาสู้
วิธีหนึ่งซึ่งหากไม่บอกก็คงมีน้อยคนนักที่จะรู้ อ้าวจริงๆ นะ วิธีนี้ก็คือเรียกคนอื่นมาช่วย แล้วคนอื่นที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ตาอวบยายอั๋นบ้านบางบ่อ แต่เป็นสัตว์อื่นที่กินเจ้าแมลงศัตรูพืชตัวดีเป็นอาหารนั่นเอง

เรียกยังไงล่ะ จะใช้วิธีป้องปากตะโกนหรือเป่านกหวีดก็ดูผิดวิสัยพืช และหากเขียนไปอย่างนั้นแล้วเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นหนังแขกแนวอภินิหารยุคก๋วยเตี๋ยวชามละห้าบาทไปเสียเปล่า

ตัวอย่างที่มีคนเขาศึกษากันก็เห็นจะเป็นต้นข้าวโพดซึ่งถูกหนอนกระทู้กัดกินอยู่ไม่เว้นวัน ข้าวโพดหาทางสู้ด้วยการหลั่งสารเคมีชุดหนึ่งออกมา สารเคมีนี้เป็นสารในกลุ่ม เทอร์พีนอยด์ (terpenoids) อันเป็นสารระเหยซึ่งลอยล่องตามลมไปเชิญชวนให้ตัวต่อที่เป็นศัตรูสำคัญของหนอนร้ายพวกนั้น ยกกำลังพลมา แต่มิใช่เพื่อกัดกินหนอนให้ขาดใจตายไปอย่างง่ายดายรวดเร็วแต่อย่างใด ทว่าบินมาเพื่อวางไข่ไว้บนตัวหนอนราวกับเครื่องบินอย่างไรอย่างนั้น ด้วยจุดประสงค์ว่าไข่ของตัวต่อเมื่อฟักเป็นตัวอ่อน พอลืมตาขึ้นมาก็พบอาหาร (หนอน) กระดุบกระดิบรออยู่ให้สวาปามอย่างสะดวกปากอยู่ตรงหน้าโดยมิต้องกระดิกตัวไปหากินให้ลำบากตน ถือได้ว่านี่เป็นการล้างแค้นแบบวางหมากล่วงหน้าปล่อยให้หนอนตายใจอร่อยปากไปพักหนึ่ง

คำถามก็คือ อะไรเป็นสัญญาณที่บอกให้พืชส่งกลิ่นขอความช่วยเหลือ ลำพังแค่รอยแหว่งที่เกิดจากการกัดกินของหนอนคงไม่พอที่จะทำให้ข้าวโพดร้อนตัวรีบส่งสัญญานเอสโอเอสเป็นแน่ สิ่งที่นักวิจัยเขาค้นพบกันก็คือหากนำสิ่งที่หนอนสำรอกออกมา (ขณะเคี้ยวเอื้องอย่างสำราญและอย่างมิรู้ชะตากรรมของตัว) นั้นไปป้ายตรงรอยแหว่งละก็ จะเห็นผลทันตา คือข้าวโพดจะส่งกลิ่นหวอในบัดดล วิธีการแบบนี้มิใช่มีใช้แต่ในข้าวโพดเท่านั้นต้นฝ้ายก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน

นี่ก็หมายความว่า ในน้ำลายหรืออะไรก็ตามที่หนอนตัวดีหลั่งออกมาขณะกัดกินใบไม้นั้นมีสารบางอย่างซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นให้ใบข้าวโพดส่งสารระเหยออกมา นักวิจัยอุตสาห์อดตาหลับขับตานอนสกัดสารดังกล่าวออกมาแล้วตั้งชื่อหรูๆ ให้ว่า วอลิซิติน (volicitin) เพื่อที่จะได้ปลื้มว่าสารเคมีตัวนี้เป็นกรดไขมันชนิดหนึ่งที่มีอานุภาพสูงในการกระตุ้นให้ข้าวโพดส่งสารระเหย นอกจากนี้ยังพบอีกด้วยว่า หนอนชนิดนี้หลั่งสารดังกล่าวออกมาไม่ว่าจะเป็นขณะที่กำลังกินใบข้าวโพด หรืออาหารที่นักวิจัยป้อนให้ หรือแม้กระทั่งขณะกำลังกินกระดาษเป็นอาหาร

คำถามถัดไปก็คือสารวอลิซิตินกระตุ้นให้ใบข้าวโพดส่งสารระเหยขอความช่วยเหลือได้อย่างไร เดากันว่าวอลิซิตินคงจะไปทำปฏิกิริยากับวงจรรับสัญญาณซึ่งมีหน้าที่ปลดปล่อยสารระเหยออกจากใบพืชนั่นเอง

แล้วอีกคำถามที่ต้องถามก็คือเหตุไฉนแมลงกินพืชจึงซื่อบื้อหลั่งสารที่เป็นอันตรายแก่ตัวเองอย่างนั้นออกมา นักวิจัยเจ้าปัญญาอธิบายว่าคงเป็นเพราะสารเคมีดังกล่าวมีความสำคัญต่อแมลงเองด้วย เช่น ทำหน้าที่เป็นเหมือนฮอร์โมนหรือมีหน้าที่ช่วยในการกินใบพืชเป็นอาหารหรือมีประโยชน์ในด้านทำลายกลไกการป้องกันตัวบางอย่างของพืช หรือมีผลทางสรีระต่อจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ของแมลง (หนอน) เอง

แต่ไม่ว่าหน้าที่ของวอลิซิตินจะเป็นอย่างไร สิ่งที่รู้แน่คือมันต้องมีความสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งต่อแมลง มิฉะนั้นวิวัฒนาการคงไม่เก็บความสามารถดังกล่าวไว้จนถึงบัดนี้ สิ่งที่ต้องค้นคว้าต่อไปก็คือสารวอลิซิตินกระตุ้นใบของข้าวโพดทุกสายพันธุ์หรือไม่ และกระตุ้นใบของพืชชนิดอื่นหรือเปล่า แมลงหรือหนอนของแมลงชนิดอื่นสร้างสารเคมีที่มีคุณสมบัติคล้ายวอลิซิตินหรือไม่
โดยวิลาส นิรันดร์สุขศิริ คอลัมน์ธรรมชาติพิศวง อัพเดท 12(137) : 30-31 ม.ค. - ก.พ. 2541