สอบสวนภูมิหลังอินเทอร์เน็ต

การสื่อสารทางเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งกำลังเข้าครอบครุมพื้นที่บนโลกกลม ๆ ใบนี้ทุกขณะ คำว่าอินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการต่าง ๆ อย่างตั้งตัวกันแทบไม่ทัน หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าอินเทอร์เน็ตที่ว่านี้คืออะไร และเป็นอย่างไร อินเทอร์เน็ต!!
อินเทอร์เน็ตเป็นระบบเครือข่าวคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ อินเทอร์เน็ตใช่เป็นเพียงชิ้นส่วนของซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์เท่านั้นแต่หมายถึงระบบคอมพิวเตอร์สายเคเบิลและผู้คนอีกมากมายสำหรับนักเทคนิคแล้วอินเตอร์เน็ตคือเน็ตเวอร์ก ของคอมพิวเตอร์เน็ตเวอร์กที่สื่อสารไปยังเน็ตเวอร์กกลุ่มอื่น ๆ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Transmission Control Protocal/Internet Protocal หรือที่รู้จักกันว่า TCP/IP
TCP/IP คือกฎข้อบังคับที่ใช้กำหนดวิธีในการส่งข้อมูลข่าวสารผ่านระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรโตคอลการสื่อสารจะช่วยให้ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด ใช้ระบบปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไปสามารถสื่อสารเข้าด้วยกันได้ นั่นเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะอินเทอร์เน็ตไม่ได้สร้างขึ้นจากระบบคอมพิวเตอร์เพียงชนิดเดียว TCP/IP จะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกหลายร้อยรูปแบบสามารถสื่อสารร่วมกันบนอินเตอร์เน็ตได้
สำหรับผู้คนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้วเครือข่ายนี้ไม่ได้เป็นเพียงเน็ตตเวอร์กโปรโตคอลหรือระบบปฎิบัติการเท่านั้นมันหมายถึงชุมชนหรือกลุ่มสังคมที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่าไซเปอร์สเปซมากขึ้น (Cyberspace เป็นคำที่นักเขียนชื่อ William Gibson ใช้ในนวนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิคเรื่อง Neuromancer ของเขา) มันหมายถึงพื้นที่อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้คนและซอฟแวร์โปรแกรมต่าง ๆ ทำงานเป็นที่ซึ่งใช้เรียนรู้และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข (บางครั้งก็ไม่)

อินเทอร์เน็ตมาจากไหน

เรื่องราวความเป็นมาของอินเทอร์เน็ตมักจะมีในหนังสือตำราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกเพราะผู้ที่จะรู้จักกับอินเทอร์เน็ตก็ควรทราบถึงการความเป็นมาของมันด้วย เช่นเดียวกันที่ผู้เขียนจะนำมาเล่าให้คุณทราบอย่างคร่าว ๆ ตามเนื้อที่ซึ่งค่อนข้างจำกัดนี้
อินเทอร์เน็ตได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1969 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โครงการที่ชื่อ ARPA (Advanced Research Projects Agency) ได้จัดตั้งระบบเน็ตเวอร์กซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตขึ้น ในเวลานั้นเน็ตเวอร์กนี้มีชื่อเรียกว่า ARP Anet และได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูลทางการทหาร, ใช้ในการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาและใช้ในมหาวิทยาลัย ปัญหาหลักของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในขณะนั้นคือเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกตัวที่อยู่ในระบบเน็ตเวอร์ก ต้องทำงานของระบบร่วมกันทั้งหมด หากตัวใดตัวหนึ่งหยุดทำงานลงไปตัวอื่น ๆ ก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ยกตัวอย่างเช่นมีคอมพิวเตอร์เชื่อมอยู่ในสายสัญญาณ 3 ตัว หากตัวกลางเกิดเสียกลางคันอีก 2 เครื่องหัวท้ายก็ต้องหยุดเช่นกัน ลองคิดดูว่ารัฐบาลของสหรัฐจะทำอย่างไรหากระบบเน็ตเวอร์หยุดทำงานขณะที่อยู่ในช่วงสงครามเย็นขณะนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้าย ระบบเน็ตเวอร์กขณะนั้นจึงยังถือว่าใช้งานจริงไม่ได้
ARP Anet จึงกลายเป็นเน็ตเวอร์กที่มีลักษณะเฉพาะตัวกลุ่มแรก เหตุผลแรกก็เพราะ ARP Anet มีลักษณะของการกระจายอำนาจในการทำงานไม่มีคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเพียงตัวเดียวที่คอยสั่งการ หากคอมพิวเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งในระบบหยุดทำงานลงไปเพื่อการใดก็เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เครื่องอื่น ๆ จะต้องคงความสามารถในการติดต่อสื่อสารต่อไป คงจะพอเดาออกว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่ออเมริกาอย่างไร ARP Anet จึงจำเป็นต้องเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัวเข้าด้วยกันและคอยสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ อย่างอัตโนมัติแม้ว่าคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งตัวใดจะหยุดทำงานลงไปก็ตาม
ARP Anet ได้เริ่มเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานที่ 4 แห่งด้วยกันได้แก่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด, UCLA, UC Santa Barbara และมหาวิทยาลัยยูทาร์ต่อมาในปี 70 ARP Anetจึงถูกเริ่มนำมาใช้ในวงกว้างขึ้นไม่เฉพาะแต่เพียงในการทหารของสหรัฐอีกต่อไป เมื่อมหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหมได้ทำการวิจัยและยินยอมที่จะเชื่อมระบบเน็ตเวอร์เข้าด้วยกัน หลังจากปี 70 ARP Anet จึงได้กำหนดมาตรฐานโปรโตคอลการสื่อสารขึ้นให้เป็นแบบอย่างเดียวกันทั้งหมดและทำให้การเติบโตของระบบเน็ตเวอร์กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงปี 1983 คอมพิวเตอร์ทุกตัวภายใน ARP Anet ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด นั่นก็คือมาตรฐาน TCP/IP ที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง
ในปี 1983 การทำงานบนระบบเน็ตเวอร์กจึงเด่นชัดว่าไม่ได้ถูกใช้ในจุดประสงค์ทางการทหารอีกต่อไป และได้แยกออกเป็น 2 เน็ตเวอร์กด้วยกันคือส่วนหนึ่งกลายเป็น MILNET เน็ตเวอร์กที่ใช้ในกระทรวงกลาโหมของสหรัฐสำหรับดำเนินงานทางการทหารแต่เพียงอย่างเดียว อีกส่วนหนึ่งก็คือ ARP Anet ซึ่งถูกใช้ในงานวิจัยและขยายตัวออกไปอีกอย่างรวดเร็ว
ในปี 1987 หน่วยงาน National Science Foundtion ได้สร้างเน็ตเวอร์ก ของตนเองขึ้นในชื่อว่า NSFnet มีโครงสร้างและจุดประสงค์ที่คล้ายคลึงกันจึงเริ่มทำงานร่วมกันและรวมตัวเข้าด้วยกันในที่สุด ปัจจุบัน NSFnet ยังคงเป็นเครือข่ายหลักของการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตในประเทศสหรัฐอเมริกา
กลางปี 80 หน่วยงาน National Sciencd Foundation ได้เริ่มเตรียมกองทุนในการจัดตั้งเน็ตเวอร์กสำหรับวิจัยและศึกษาค้นคว้าทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา และเริ่มเชื่อมโยงการสื่อสารเข้ากับ NSFnet ขณะนั้นเองเรื่องประเภทเดียวกันก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง การศึกษา, หน่วยงานในภาครัฐและผู้ที่สนใจทั่วไปเริ่มเชื่อมระบบคอมพิวเตอร์ของตนเข้าสู่เน็ตเวอร์กและเชื่อมเน็ตเวอร์กเหล่านั้นเข้าสู่เน็ตเวอร์กอื่น ๆ
จุดประสงค์หลักของ NSFnet ก็เพื่อรองรับการศึกษาและการค้นคว้าวิจัยไม่ใช่เพื่อมีไว้เพื่อการทำงานในเชิงพาณิชย์เพื่อหารายได้จากการใด ๆ ในเน็ตเวอร์กอย่างไรก็ตามข้อกำหนดในเรื่องที่ควรปฎิบัติและไม่ควรปฎิบัติยังปรากฎไม่ชัดเจนนัก ดังนั้น NSFnet จึงได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนสำหรับจุดประสงค์ในการใช้งานขึ้น ห้ามใช้ระบบเน็ตเวอร์กในการทำงานค้าแม้กระทั่งใช้สื่อสารข้อมูล (ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ) ระหว่างระบบเน็ตเวอร์กใด ๆ ภายใต้ NSFnet
ในปี 1991 กลุ่มของระบบเน็ตเวอร์กที่ทำงานกันในเชิงพาณิชย์ก็ได้จัดตั้งเน็ตเวอร์ก Commercial Internet Exchange (CIX) ของตนเองขึ้นและเกิดการใช้งานระบบเน็ตเวอร์กในด้านสกปรกขึ้นหลาย ๆ อย่าง ปัจจุบันผู้ใช้ที่ทำธุรกิจสามารถเชื่อมโยงการสื่อสารไปยังบุคคลอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมายผ่านทาง CIX มากกว่าที่จะใช้ NSFnet ซึ่งหมายความว่าความร่วมมือทางธุรกิจ, การสนับสนุนทางด้านเทคนิคในเรื่องของอีเมล์, การชำระค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าใช้ระบบฐานข้อมูล รูปแบบเหล่านี้ของเน็ตเวอร์ก CIX เป็นการส่งเสริมการเติบโตของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น
อินเทอร์เน็ตเป็นการรวมตัวกันของ NSFnet, ARP Anet, CIX และระบบเน็ตเวอร์กอื่น ๆอีกมากมายทั่วโลกซึ่งกำลังขยายตัวออกไปอีกอย่างไม่หยุดนิ่งพร้อม ๆ กับการเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบที่พวกเขาต้องการไม่ว่าระบบนั้นจะใช้ทำอะไรก็ตามที

ทำอะไรในอินเทอร์เน็ตได้บ้าง

คุณสามารถทำอะไร ๆ ได้หลายอย่างในอินเทอร์เน็ต พอจะยกตัวอย่างให้เห็นได้บ้างดังนี้
- สามารถส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) ไปถึงเพื่อนที่อยู่ต่างมหาวิทยาลัย, บริษัทหรือแม้กระทั่งอยู่ต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว
- ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่จากบริษัทผู้ผลิต, โปรแกรมภาพยนตร์, มิวสิควิดีโอ, เพลงใหม่ ๆ จากค่ายเทป แม้กระทั่งภาพนู้ดจากนิตยสาร playboy มาที่บ้านได้
- เล่มเกมใด ๆ ก็ได้ร่วมกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่น ๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลกันออกไปหลายพันกิโลเมตร
- สมัครเป็นสมาชิกแม็กกาซีนผ่านอินเทอร์เน็ต
- สั่งซื้อสินค้าเช่น คอมแพคดิสด์, ซอฟแวร์, เสื้อยืด, กระเป๋า ฯลฯ ผ่านอินเทอร์เน็ต ป้อนหมายเลขบัตรเครดิต ที่อยู่แล้วรอรับสินค้าอยู่ที่บ้าน
- ร่วมพูดคุยแสดงความคิดเห็นในเรื่องราวต่าง ๆ ที่คุณสนใจเช่นการถ่ายรูป การทำอาหาร เรื่องทางด้านการเมือง จิตวิทยา ฯลฯ กับเพื่อนร่วมกลุ่มคนอื่น ๆ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่กันคนละซีกโลกได้
- เข้าใช้งานฐานข้อมูลทางด้านการแพทย์, วิทยาศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้น

อินเทอร์เน็ตฟรี ใช่ใหม ??

คำตอบก็คือไม่ใช่ เป็นความเข้าใจที่ผิด ๆซึ่ง บางทีอาจจะเป็นความคิดที่ได้มาจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหรือพนักงานบริษัทเอกชน หน่วยงานทางภาครัฐที่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งก็ต้องขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟื้อจากมหาวิทยาลัย, บริษัทรวมทั้งรัฐบาลที่เป็นผู้แบกภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้อย่างไรก็ตามยังมีผู้ใช้กลุ่มหนึ่งที่ตามเป็นจริงแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าไปใช้งานอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ก็ให้รู้ไว้ว่าจะต้องมีบุคคลที่คอยเสียค่าใช้จ่ายให้อย่างแน่นอน

แต่การเข้าไปใช้ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตฟรีใช่ใหม่?

สำหรับคำถามนี้คำตอบคือใช่ สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนั้น โดยทั่วไปแล้วจะเสียค่าใช้จ่ายโดยนับจากระยะเวลาของการเชื่อมโยงเข้าไปในระบบออนไลน์ ไม่ใช่เสียจากการเข้าไปทำการใด ๆ ในอินเทอร์เน็ต สมมุติว่าศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตที่คุณเป็นสมาชิกอยู่คิดค่าใช้จ่ายชั่วโมงละ 100 บาท ระยะเวลา 1 ชั่วโมงที่คุณเข้าไปใช้งานในอินเทอร์เน็ตนั้น ไม่ว่าคุณจะเข้าไปเล่นเกม, ค้นหาข้อมูล ดาวน์โหลดโปรแกรมหรือทำการใด ๆ ก็ตามคุณก็จะเสียเงิน 100 บาท บรรดาแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่อนุญาติให้ใช้งานกันอย่างอิสระโดยไม่คิดมูลค่าแต่อย่างใด
หากเราลองพิจารณากันแล้วจะพบว่าแหล่งของข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตนั้นไม่ได้มาฟรี ๆ แต่ต้องใช้เวลาและเงินในการลงทุนและพัฒนาเพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นสามารถใช้งานได้ เครื่องคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ทางด้านเน็ตเวอร์ก, ซอฟต์แวร์และการบำรุงรักษาต่าง ๆ ได้ถูกจ่ายไปโดยรัฐบาล, บริษัทธุรกิจและเวลาส่วนตัวรวมทั้งเงิน อย่างไรก็ตามทุก ๆ หน่วยงานย่อมมีจุดมุ่งหมายของตนเองทั้งสิ้น สถาบันสำหรับนักวิชาการจะเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับผู้ใช้งานที่จะเข้ามาค้นคว้าอยู่เสมอเพราะจุดมุ่งหมายของสถาบันก็คือส่งเสริมและกระจายความรู้ให้แก่บุคคลทั่วไป บริษัททางด้านธุรกิจก็จะจัดเตรียมบริการไว้ให้ผู้ใช้ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมชื่อเสียงของทางบริษัทเองเป็นต้น

นักเรียนล่ะทำไงถ้าต้องเสียค่าใช้จ่ายบนอินเทอร์เน็ต

สำหรับคำถามข้อนี้ตอบได้ง่าย ๆ ถ้าหากคุณยังเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเองแต่ต้องการทำรายการบางอย่างที่ถูกกำหนดให้ผู้ทำรายการจ่ายค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการเข้าไปทำการเหล่านั้น เช่นดาวน์โหลด ข้อมูลที่มีมูลค่าหรือการสั่งซื้อสินค้า, สมัครเป็นสมาชิก ฯลฯ คำตอบสำหรับคุณก็คือขอหมายเลขบัตรเครดิตจากคุณพ่อ, คุณแม่, พี่หรือญาติผู้ใหญ่ของคุณเก็บไว้ (ควรได้รับอนุญาติจากท่านเสียก่อนด้วย)
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางด้านธุรกิจในปัจจุบันมีสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยการชำระค่าใช้จ่ายในการเข้าไปเรียกใช้งานเพิ่มขึ้นมากมาย คุณจะพบกับฐานข้อมูลลักษณะพิเศษเฉพาะ รวมทั้งบริการในระบบออนไลน์ที่จะเข้าไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการชำระค่าธรรมเนียมอยู่มากมาย

ถ้าอินเทอร์เน็ตดี ทำไมต้องใช้งาน CompuSeve, Prodigy หรือบริการออนไลน์อื่น ๆ อีก

ถึงแม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดที่ใหญ่มีข้อมูลมากมายมหาศาลก็ตาม แต่หากจะเปรียบเทียบบริการข้อมูลทางด้านออนไลน์แล้ว ก็มีสิ่งที่น่าพิจารณาอยู่บ้าง มีข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่คุณจะพบเฉพาะในอินเทอร์เน็ตไม่สามารถพบได้ในบริการออนไลน์อื่น ๆ เช่นเดียวกับที่บริการออนไลน์อื่น ๆ ก็จะมีข้อมูลบางอย่างที่คุณไม่สามารถค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ต ระบบบริการออนไลน์ Apple’World มีบทความจากแม็กกาซีน MacWorld ในเล่มก่อน ๆ เตรียมไว้ให้ผู้ใช้, Ameica Online มีข้อมูลสารานุกรม Encyclopediaที่รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมากมายเตรียมไว้บริการผู้ใช้ในรูปแบบออนไลน์, CompuServe ก็มีดัชนีความรู้ฐานข้อมูลของเรื่องราวทางด้านคอมพิวเตอร์วิศวกร ธุรกิจและวิทยาศาสตร์ (ยกตัวอย่างเพียงบางส่วนของแหล่งข้อมูลนักร้อยนับพันชนิดที่มีอยู่ในระบบเท่านั้น) แต่ก็น่าเสียดายที่คุณไม่สามารถพบข้อมูลทั้งหมดนี้ได้จากอินเทอร์เน็ตเพียงแห่งเดียว)
ระบบบริการออนไลน์เหล่านั้นมีข้อดีหลัก ๆ อยู่เหนือกว่าอินเทอร์เน็ตตรงที่ข้อมูลต่าง ๆ อยู่เหนือกว่าอินเทอร์เน็ตตรงข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบได้ถูกจัดระบบระเบียบไว้อย่างดี ขณะที่อินเทอร์เน็ตค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในด้านความไม่เป็นระบบระเบียบของข้อมูลที่มีให้บริการ ซึ่งเป็นการยากสำหรับผู้ใช้งานที่จะเข้าไปรวบรวมข้อมูลหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด

มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากน้อยแค่ไหน

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีผู้ใช้เข้าไปใช้งานในระบบออนไลน์อินเทอร์เน็ตมากน้อยแค่ไหนเพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะสำรวจผู้ใช้เหล่านั้น แต่จากการคาดคะเนแล้วพบว่าอินเทอร์เน็ตมีผู้ใช้มากกว่า 10 ล้านคนอย่างแน่นอน และคาดว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นไปถึง 100 ล้านคนภายในคริสตศตวรรษนี้
จำนวนของผู้ใช้ที่เรียกใช้งานเฉพาะอีเมล์ภายในอินเตอร์เน็ตนั้นไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าจะมีจำนวนสูงกว่า เพราะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ซึ่งราคาถูกที่สุดและธรรมดาที่สุดในการเข้าใช้งานเครือข่าย

อินเทอร์เน็ตเติบโตเร็วเพียงไหน

จากเครือข่ายหลัก ARP Anet ในอดีตได้เชื่อมโยงผู้ใช้จาก 4 พื้นที่เข้าด้วยกัน ซึ่งอาจมีผู้ใช้อยู่ไม่กี่ร้อยคน พอถึงปี 1972 มีเครือข่ายกว่า 40 พื้นที่เชื่อมโยงเข้ากับ ARP Anet สำหรับวันที่อินเทอร์เน็ตได้เชื่อมโยงระบบเครือข่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกันมากกว่า 10,000 เครือข่าย จากเดือนมีนาคม 1993 เกือบ 3 ปีที่ผ่านมามีเครื่องคอมพิวเตอร์โฮส (Host) ประมาณกว่า 2.1 ล้านโฮสอยู่ในอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้คาดประมาณได้ว่า อินเทอร์เน็ตมีอัตราการเจริญเติบโตมากถึง 65 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเลยทีเดียว และถ้าหากอินเทอร์เน็ตยังคงเติบโตต่อไปในอัตรานี้เรื่อย ๆ แล้วละก็ประชากรผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ตก็จะเทียบเท่ากับประชากรของโลกภายในปี ค.ศ. 2003

ส่งท้าย

ถึงตอนนี้คุณ ๆ คงพอที่จะรู้จักกับคำว่าอินเทอร์เน็ตกันขึ้นมาบ้างแล้ว ประชากรในประเทศอเมริกาหรือประเทศแถบยุโรปรวมทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลกรู้จักอินเทอร์เน็ตมาก่อนชาติเรา วงการของการศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศเหล่านั้นได้ก้าวเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตกันแทบทั้งสิ้น เราคงตามเทคโนโลยีเข้าไม่ทันเป็นแน่ถ้าหากยังไม่รับศึกษาค้นคว้าเสียแต่เนิ่น ๆ รีบมาสัมผัสกับอินเทอร์เน็ตกันเถอะมันจะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเราในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน


เขียนโดย: พยุพล สุทประสาร
หนังสือไมโครคอมพิวเตอร์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2539
Last update : 04/03/1999