ต้นไม้ผลในสภาวะถูกน้ำท่วมขังและแนวทางการแก้ไข


รวี เสรฐภักดี

ภาพที่ 1 แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ผล
(ส่วนยอด vs ระบบราก)
เนื้อหา

ในช่วงระหว่างปี 2538 และต่อเนื่องมาจนถึงปี 2539 นี้ ภาคการเกษตรของประเทศไทย ได้ประสบ
กับสภาวะน้ำท่วมขังพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง และเป็นบริเวณกว้างในทุกภาคผลกระทบนี้ได้ก่อให้เกิดความ
สูญเสียอย่างมากต่อเกษตรกรโดยตรง และต่อเนื่องถึงมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมของทั้งประเทศ การลงทุนใน
ภาคการเกษตรโดยเฉพาะด้านของการทำสวนไม้ผลนั้น จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากและยังใช้ระยะ
หลายปีก่อนที่จะถึงจุดเสมอตัว (breakeven point) หรือจุดสมดุลความจริงแล้วปัญหาของอุทกภัยที่มี
ต่อสวนไม้ผลได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมของปี 2533 ได้เกิดสภาวะ
น้ำท่วมขังในพื้นที่ย่านรังสิต (เขตจังหวัดปทุมธานี นครนายก อยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพ
มหานคร) อันเป็นแหล่งผลิตส้มเขียวหวานที่สำคัญของประเทศ ชาวสวนได้สูญเสียต้นไม้ ทรัพย์สินต่าง ๆ
ไปอย่างมากมาย แม้ว่าอุทกภัยในช่วงปีดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวงค่อนข้างจำกัด แต่ก็ได้ส่งผลกระทบต่อ
เนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เอกสารนี้จึงได้จัดทำขึ้นเพื่อแนะนำให้ทราบถึงธรรมชาติการเจริญเติบโตของต้นไม้
ผลรวมทั้งอาการของต้นไม้ที่แสดงออกหรือตอบสนองเมื่ออยู่ในสภาพของน้ำท่วมขัง ตลอดจนถึงแนวทาง
การแก้ไขเป็นลำดับต่อเนื่องเพื่อที่จะได้เข้าใจถึงปัญหานี้ได้ดียิ่งขึ้น

1. ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนยอดและระบบรากของต้นไม้ผล ในธรรมชาติหากพิจารณาแล้ว ต้นไม้
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ ส่วนที่อยู่เหนือผิวดิน ซึ่งประกอบไปด้วย ลำต้น กิ่ง ใบ
และราก ดอก ผลและเมล็ด และส่วนที่อยู่ใต้ผิวดิน อันได้แก่ ระบบรากทั้งหมด ซึ่งรวมทั้ง รากแก้ว ราก
แขนง ขนอ่อน สิ่งที่ต้องการย้ำในที่นี้ คือ ทั้ง 2 ส่วนนี้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างแนบแน่น ซึ่งก็
หมายความว่า ทั้ง 2 ส่วนนี้ จะต้องเกาะติดกันไปตลอดเวลาเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดได้รับผลกระทบอีกส่วน
ก็ย่อมได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อทำการตัดเอากิ่งออกไปจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นการไป
ลดที่ ในการสร้างอาหาร (ต้นไม้สร้างอาหารจากการสังเคราะห์แสงจากส่วนที่มีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ ซึ่ง
เกือบทั้งหมดอยู่ที่ใบ) ปริมาณอาหารที่สร้างได้จึงลดน้อยลง ระบบรากไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ต้อง
อาศัยจากส่วนของใบส่งอาหารที่สร้างได้มาเลี้ยง ดังนั้น รากส่วนหนึ่งก็จะตายไปหรือลดการเจริญเติบโต
ลง เนื่องจากปริมาณอาหารลดน้อยลง ในทางกลับกัน ส่วนใบนั้น ต้องการน้ำและแร่ธาตุซึ่งส่งมาจากการ
หาอาหารของระบบรากที่อยู่ใต้ดิน หากระบบรากได้รับผลกระทบ เช่น ถูกตัดรากออกไปบางส่วน หรือ
รากใหญ่ถูกตัดขาดไป จึงทำให้การดูดดึงปริมาณน้ำและแร่ธาตุลดลงและ ไม่เพียงพอต่อใบทั้งหมดที่มีอยู่
ในบางส่วนอาจเหี่ยวเฉา หรือหลุดร่วงไปหากในช่วงนี้มีดอกหรือผลอ่อน ก็มักจะหลุดร่วงไปด้วย อย่างไร
ก็ตามการเจริญเติบโตของทั้งส่วนยอดและระบบรากนั้นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียว ทั้งนี้ ทั้งส่วน
ยอดและรากต่างก็ต้องการใช้อาหารที่สังเคราะห์ได้จากใบที่เพสลาด (ใบที่โตเต็มที่)เท่านั้น ต้นไม้ ไม่สามารถ
สร้างอาหารขึ้นมาได้ทันสำหรับส่วนทั้งสองในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ในสภาพธรรมชาติหากเมื่อใดมีการผลิ
ยอดอ่อน ระบบรากจะชะลอการเจริญเติบโตลงจนกว่าใบอ่อนนั้น จะคลี่เต็มที่และเข้าสู่ระยะใบเพสลาด
แล้วจึงจะมีอาหารเหลือส่งมาเลี้ยงยังส่วนราก เพื่อที่สร้างรากใหม่ขึ้นมาโดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสลับกัน
ตลอดช่วงของการเจริญเติบโตในรอบปี
2. สภาวะของต้นไม้ผลที่ถูกน้ำท่วมขัง ต้นไม้ที่ถูกน้ำท่วมขังจะแสดงอาการตอบสนองทางสรีรวิทยา
ที่คล้ายคลึงกัน อาการเหล่านี้ อาจเป็นเครื่องชี้บ่งถึงความสามารถอยู่รอดในสภาพดังกล่าวได้ เหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ต่างก็เป็นผลกระทบต่อต้นไม้และก่อให้เกิดความเสียหายไม่มากก็น้อยตามแต่ปัจจัยต่าง ๆ
เช่น ชนิดของไม้ผล ความแข็งแรงของต้นไม้ สภาพของน้ำที่ท่วมขัง (น้ำนิ่ง น้ำไหล หรือน้ำเน่า) ชนิดของดิน
ที่ปลูก แสงแดด อุณหภูมิ ลม ฯลฯ สำหรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับต้นไม้ผลในสภาพที่ถูกน้ำท่วมขัง
อาจจำแนกเป็นหัวข้อได้ดังต่อไปนี้
(1) ระบบรากขาดออกซิเจน ตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าระบบรากนั้นมีการเจริญเติบโตและเป็นสิ่ง
มีชีวิต จึงจำเป็นต้องการอากาศโดยเฉพาะออกซิเจนสำหรับการหายใจในการที่จะสร้างพลังงานขึ้นมาเพื่อใช้
ดูดน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ ขึ้นไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ที่อยู่เหนือพื้นดิน เมื่อเกิดสภาวะน้ำท่วมขังขึ้นน้ำ
จะแทรกซึมเข้าไปตามช่องว่างของอากาศที่มีอยู่ในดิน และเข้าแทนที่ช่องว่างเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ในสภาพ
ธรรมชาตินั้นช่องว่างเหล่านี้มีอยู่ค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกเป็นจำนวน
มากที่ต้องการออกซิเจนเช่นกัน จึงทำให้ส่วนของระบบรากนั้นขาดแคลนก๊าซออกซิเจนอย่างรวดเร็วและ
รุนแรงในธรรมชาติรากต้นไม้อาจ เปลี่ยนกลไกไปใช้ระบบการหายใจแบบ ไม่ใช้ออกซิเจน(anaerobic
espiration) หรือที่เรียกว่าเป็นการหมัก (fermentation) ขึ้นแทน แต่พลังงานที่ได้จากวิธีการหายใจแบบนี้
มีอยู่ต่ำมากนอกจากนี้ยังก่อให้เกิดสารที่เป็นผลพลอยได้ซึ่งเป็นพิษกับต้นไม้ เช่นเอทธานอล (ethanol) และ
กรดแลคติก (lactic acid) อีกด้วย พืชจึงไม่สามารถที่จะอยู่ในสภาพนี้ได้นานพอ ดังนั้น ความอยู่รอดของ
ต้นไม้จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะของการขาดออกซิเจนนี้เป็นสิ่งสำคัญ
(2) อาการใบเหลือง อาการดังกล่าวอาจไม่เด่นชัดในวันแรก แต่จะพบชัดเจนมากขึ้นในวันต่อมาอาการ
ดังกล่าวมักพบเกิดขึ้นที่ใบมีอายุมากกว่าหรือใบที่อยู่ทางส่วนโคนของกิ่งในแต่ละกิ่งย่อย และจะเหลืองเข้ม
มากขึ้น ส่วนอาการซีดเหลืองมักพบในกรณีของต้นไม้ที่ถูกน้ำท่วมขังต่อเนื่อง โดยอาจแสดงอาการให้เห็นทั่ว
ทั้งต้น นอกจากนี้ ยังพบอาการใบลู่หรือห้อยลงด้วย
(3) อาการทิ้งใบ ดอก และผล ระบบรากต้นไม้ที่ถูกน้ำท่วมขังนี้จะก่อให้เกิด สภาวะเครียด (stress)
ขึ้น ความเคียดนี้จะส่งผลให้ต้นไม้มีการกระตุ้นให้เกิดมีการสร้างฮอร์โมนเอทธิลีน (ethylene) ในปริมาณ
ที่สูงกว่าปกติอย่างมาก ผลที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน คือ การทิ้งส่วนสืบพันธุ์ (ในที่นี้ คือ ดอกและผล)
ก่อน โดยอาการหลุดร่วงนี้จะเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรงจนหมดหรือเกือบหมดต้น สำหรับการทิ้ง
ใบนั้นมักพบในส่วนใบที่มีอายุมากกว่าใบที่อ่อนกว่า โดยสังเกตได้จากใบที่อยู่ทางส่วนล่างของกิ่งกระจาย
ไปทุกบริเวณของต้น ส่วนต้นที่อ่อนแออาจเนื่องมาจากชาวสวนปล่อยให้ต้นมีการติดผลอย่างมาก หรือต้น
ถูกโรค/แมลงเข้าทำลายมาก่อนหน้านี้ จะพบอาการทิ้งใบอย่างรุนแรงทั่วทั้งต้น เช่น มะนาว ส้มเขียวหวาน
ทุเรียน หรือกระท้อน อย่างไรก็ตาม ไม้ผลบางอย่างอาจไม่แสดงอาการทิ้งใบแต่จะยืนต้นตายทั้งที่มีใบอยู่
เต็มต้น เช่น มะม่วง
(4) การสร้างรูเปิด รูเปิด (lenticel formation) นี้โดยปกติจะพบในส่วนของเปลือกลำต้นที่มีอายุ
มากเพื่อใช้สำหรับในการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างภายในและภายนอกลำต้นได้ตลอดเวลาอย่างถาวร โดย
ปราศจากกลไกการควบคุมของปากใบ (stomata) ในสภาวะของต้นไม้ที่ถูกน้ำท่วมขังนั้น ระบบรากของ
ต้นไม้ได้รับผลกระทบโดยอยู่ในสภาพที่ขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง การอยู่รอดของต้นไม้นอกจากกลไก
อื่นแล้วในทางหนึ่งได้แก่ ความสามารถในการที่จะนำอากาศหรือออกซิเจนให้ไปสู่ส่วนของระบบรากให้
ได้เร็วที่สุดบริเวณส่วนที่จะพบมีการสร้างรูเปิดนี้มักอยู่ ณ ส่วนของลำต้นที่อยู่เหนือผิวน้ำที่ท่วมขับขึ้นมา
เพียงเล็กน้อย อันเป็นส่วนที่ใกล้ที่สุดที่จะนำอากาศไปสู่ระบบราก หากต้นไม้สามารถที่จะสร้างรูเปิดนี้ได้
เร็วก็จะมีโอกาสอยู่รอดได้สูงกว่า
(5) อาการตอบสนองอื่น ๆ ทางสรีรวิทยาที่มีต่อการเจริญเติบโตของพืช ต้นไม้เมื่อประสบกับสภาวะ
น้ำท่วมขังจะส่งผลให้ระบบรากมีอาการขาดออกซิเจนค่อนข้างรุนแรงหรือกระทันหันรากไม่สามารถหายใจ
ได้จึงดูดน้ำและแร่ธาตุส่งไปเลี้ยงส่วนใบได้ในวงจำกัด เมื่อใบได้รับน้ำน้อยลง การที่ใบจะยังรักษาสภาพ
ของตนเองให้คงอยู่ได้นั้น จำเป็นจะต้องลดการคายน้ำลงเพื่อมิให้ใบเหี่ยวตายได้ กลไกดังกล่าวจึงอยู่ที่ส่วน
ของเซลล์ปากใบที่จะทำหน้าที่นี้โดยวิธีการลดขนาดของปากใบลงหรือการปิดส่วนปากใบนี้ ทำให้การคายน้ำ
ลดลงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าการปิดปากใบจะสามารถช่วยลดการสูญเสียน้ำได้เป็นอย่างดียิ่งแต่ผลกระทบที่
มีต่อการสังเคราะห์แสงย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อปากใบปิดลง การแลกเปลี่ยนก๊าซจะถูกจำกัดทำให้
ปริมาณของคาร์บอน-ไดออกไซด์อันเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารของ
ต้นไม้ก็ถูกปิดกั้นลงด้วย
3. การแก้ไขปัญหาของต้นไม้ผลในขณะที่ถูกน้ำท่วมขังอยู่ หากต้นไม้ยังไม่แสดงอาการทิ้งใบก็ยังอยู่ใน
วิสัยที่สามารถจะช่วยกู้สวนได้ ให้ทำการเสริมคันดินให้แข็งแรงและเร่งรีบสูบน้ำออกจากพื้นที่สวนให้ลดลง
สู่ระดับปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ (ข้อควรระวัง : เมื่อระดับน้ำลดแล้วแต่ดินยังเปียกหรือหมาดอยู่ ห้าม
เดินย่ำผิวดินโดนเด็ดขาด เนื่องจากดินรอบระบบยังอิ่มตัวด้วยน้ำ ระบบรากของต้นไม้ซึ่งได้รับความบอบช้ำ
มาก่อนแล้วจะได้รับความกระทบกระเทือนมากขึ้นและต้นตายได้โดยง่าย ควรปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน
ให้หน้าดินแห้งก่อน) ในระยะนี้อาจเครื่องเติมอากาศลงสู่ดินก็จะช่วยเร่งให้ต้นไม้ผลพื้นตัวเร็วขึ้น และยังเป็น
การช่วยไล่น้ำที่ยังคงค้างอยู่ในดินให้ระบายออกไปเร็วมากขึ้น เนื่องจากในระยะนี้ ระบบรากของต้นไม้ได้
เสียหายไปเกือบหมดแล้ว โอากาสที่ต้นไม้จะสร้างรากใหม่ขึ้นมาเพื่อเลี้ยงส่วนต้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาค่อน
ข้างนาน และอาจไม่ทันกับเหตุารณ์ได้ ในขณะที่ส่วนใบยังคงสามารถที่จะปฎิบัติหน้าที่ได้อยู่ ดังนั้นในระยะ
หลังน้ำลดแล้ว ให้ใช้ปุ๋ยทางใบในอัตราส่วนของ N-P-K ประมาณ 1.2-1 5:1:1 ( เช่น 15-10-10 หรือ
25-20-20 หรือสูตรใกล้เคียงกัน) รวมทั้งธาตุอาหารอื่น ๆ เช่น แมกนีเซียม (Mg) สังกะสี (Zn) และ ธาตุ
อาหารย่อย ผสมกับน้ำตาลทรายขาว 1% (น้ำตาล 200 กรัมผสมกับน้ำ 20 ลิตร) และสารป้องกันกำจัด
เชื้อรา(เนื่องจากใช้น้ำตาล) ทำการฉีดพ่นให้กับต้นไม้ผล 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 3 วัน/ครั้ง เพื่อฟื้นคืน
สภาพต้นโดยเร็ว สิ่งซึ่งจะเป็นตัวชี้บ่งถึงความสามารถในการฟื้นตัวหรืออยู่รอดของต้นไม้นั้น คือ มีการผลิ
ใบอ่อนขึ้นมาใหม่และสามารถอยู่จนกระทั่งใบเพสลาด อันแสดงผลว่า ระบบรากสามารถทำงานได้ตามปกติแล้ว
4. การแก้ไขปัญหาสวนไม้ผลที่ต้องปล่อยให้มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากมีสวนไม้ผลในบางที่เมื่อถูกน้ำท่วม
ขังแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะทำการเสริมคันดินได้ จำเป็นจะต้องปล่อยให้มีน้ำท่วมขังอยู่จนกว่าน้ำจะลด ใน
สภาวการณ์เช่นนี้ หากปล่อยไว้คงไม่มีโอกาสรักษาต้นไม้ผลอันมีค่าได้ ทางหนึ่งที่จะสามารถใช้เป็นเครื่อง
ประทังไปได้นั้นคือ อาศัยหลักการเช่นเดียวกับการปลูกพืชในน้ำยา ซึ่งจะเป็นจะต้องใช้เครื่องอัดอากาศให้
ออกซิเจนละลายในน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อให้สร้างรากสามารถหายใจได้ การช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในสภาพสวน
ไม้ผลจริงอาจทำได้โดนการใช้พ่นอากาศลงในน้ำหรือใช้เครื่องยนต์ที่มีกังหันน้ำหรือตีน้ำ ให้น้ำที่ท่วมขังมีการ
เคลื่อนไหวถ่ายเทหรือหมุนเวียน ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้ละลายในน้ำที่ท่วมขังอยู่ได้มากขึ้น
และรากต้นไม้สามารถนำไปใช้ได้จนกว่าน้ำลด ภายหลังจากน้ำลดแล้วก็ให้ปฎิบัติเช่นเดียวกับวิธีที่ใช้กู้สวนได้
5. ความทนทานของต้นไม้ผลในสภาวะที่ถูกน้ำท่วมขัง ความสามารถทนต่อสภาพน้ำท่วมขังของไม่ผลขึ้น
อยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งสรุปและแบ่งแยกเป็นเรื่องได้ดังนี้
(2) สภาพของน้ำที่ท่วมขัง สภาพของน้ำที่ท่วมขังหากเป็นน้ำไหล ต้นไม้ผลมีโอกาสได้รับออกซิเจนที่
ละลายมา ทำให้ระบบรากสามารถนำไปใช้ได้ หากน้ำที่ท่วมขังเป็นน้ำนิ่งและเน่าก็จะช่วยลดความอยู่รอดของ
ต้นไม้ให้สั้นลงได้มากขึ้น
(3) สภาพความสมบูรณ์ของต้นไม้ ต้นไม้ผลที่ไม่มีการติดผลหรือได้รับการดูแลรักษาจากเกษตรกร
เป็นอย่างดี จะมีอาหารสะสมอยู่มาก แม้ประสบกับสภาวะน้ำท่วมขังก็ยังทนอยู่ได้นานกว่า หากเป็นต้นไม้
ที่มีการให้ผลผลิตที่สูงมากมาก่อนหรือมีการติดผลในระยะใกล้เก็บเกี่ยว อาหารสะสมภายในต้นไม้จะเหลือ
น้อยลง สภาพต้นจะอ่อนแออย่างมากและตายได้โดยง่าย จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในปี 2533 สวนส้มใน
ย่านรังสิต ในสวนที่ 1 ภายหลังจากน้ำท่วมขังได้เพียง 4 วัน เกิดอาการใบร่วงในทุกต้นจนหมดต้นโดยเริ่ม
ร่วงตั้งแต่วันที่ 3 ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งสามารถกู้สวนได้ภายหลังจากน้ำท่วมไปแล้ว 6 วัน ไม่ปรากฎอาการ
ต้นตายเลย (ยกเว้น 1 ต้นที่ดินถูกเหยียบย่ำขณะที่เปียกแฉะ)
(4) อายุหรือขนาดต้นไม้ผล ต้นไม้ที่มีขนาดเล็กกว่าย่อมมีระบบรากที่เล็กกว่า ความทนทานจึงสู้ต้นไม้
ที่มีขนาดใหญ่กว่าหรืออายุมากกว่าไม่ได้
(5) ระดับความสูงของน้ำที่ท่วมขัง หากระดับน้ำที่ท่วมขังนั้นสูงมากจนท่วมกิ่งและใบหรือพุ่มต้นแล้ว
โอกาสที่จะอยู่รอดจะน้อยมาก ในขณะเดียวกัน ถ้าระดับน้ำอยู่เพียงแค่เหนือดิน โอกาสที่ระบบรากจะได้รับ
ออกซิเจนจะง่ายกว่าและใกล้กว่าในสภาพน้ำลึก
(6) ระยะเวลาและจำนวนครั้งที่ท่วมขัง ความอ่อนแอของต้นไม้จะมีมากขึ้นหากได้รับการท่วมขังระยะ
เวลาสั้น ๆ แต่ถูกท่วมซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เช่น ต้นไม้ต้นหนึ่ง หากถูกท่วมขังต่อเนื่องอาจสามารถทนได้นานกว่า
10 วัน แต่ต้นเดียวกันหากถูกน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลา 5 วัน แล้วระบายน้ำออกไป 15 วัน โดยเกิดน้ำท่วมขัง
ซ้ำอีกครั้งเป็นระยะเวลา 3 วัน ต้นไม้นี้จะอ่อนแอกว่าเนื่องจากภายหลังจากถูกน้ำท่วมในครั้งแรกแล้วยังอยู่
ในระหว่างการฟื้นคืนซึ่งยังไม่เต็มที่แล้วถูกซ้ำอีก
(7) อุณหภูมิ หากมีอากาศร้อนจัด จะเพิ่มความรุนแรงของความเสียหายจากการถูกน้ำท่วมขังของต้นไม้
มากยิ่งขึ้น
(8) ลม ในขณะที่ต้นไม้ผลถูกน้ำท่วมขังอยู่นั้นและมีลมพัดจัด ส่งผลให้ระบบรากคลอนและต้นโยก ต้นไม้
จึงมีโอกาสตายได้ง่ายขึ้น
ข้อเตือน ต้นไม้ผลที่อยู่ในสภาวะของน้ำท่วมขังไม่ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นหรือยาว ก็ย่อมเป็นผลเสียหายต่อต้นไม้ผลทั้งสิ้น พืชแต่ละชนิดหรือแม้ว่าเป็นชนิดเดียวกันหรือพันธุ์เดียวกันก็ตาม ความสามารถทนต่อสภาพถูกน้ำท่วมขังก็ย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ หลายหลากชนิดด้วยกัน อีกทั้งยังมีปฏิกริยาร่วมระหว่างปัจจัยเหล่านั้นด้วย


1 ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์