พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านรัฐศาสตร์ อันเป็นคุณ ประโยชน์ต่อ ประเทศชาติและประชาชนไทยเป็นเอนกประการ ตลอดระยะเวลาการครองสิริราชสมบัติทรงปกครองประเทศสมดังพระบรมราช ปณิธานของพระองค์ที่ว่า " เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" หัวใจของสถาบันพระมหา กษัตริย์ ไทยคือ ภาระหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อประเทศชาติ และประชาชน ในการปกครองประเทศชาติและประชาชนให้มี ความมั่นคง ปลอดภัย และสามารถดำรงชีวิตที่ดีมีความสงบสุขพระองค์ทรงตั้งอยู่ในหลักจริยธรรมแห่งการปกครองที่สถาบัน พระมหากษัตริย์ยึดถือปฏิบัติมา ทรงเป็นผู้ปกครองที่เต็มไปด้วยภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน ประชาชนชาวไทยทั้งมวลต่างประจักษ์แจ้งในใจว่าพระองค์ได้ทรงปฏิบัติตามพระบรมราชปณิธานด้านรัฐประศาสโนบายอย่าง เพียบพร้อม ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อยนิด

พระราชกรณียกิจตามจารีตประเพณี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงปกครองประเทศโดยธรรมของพระมหากษัตริย์ เพื่อความ ถูกต้อง สุจริต และยุติธรรม ตามจารีตประเพณีของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ได้ดำรงอยู่คู่ไทยมาเป็นระยะเวลาช้านาน ธรรมของ พระมหากษัตริย์ที่พระองค์ทรงยึดเป็นหลักในการปกครองได้แก่ ทศพิธราชธรรม ๑๐ จักรวรรดิวัตร ๑๒ และ ราชสังคหวัตถุ ๔

พระราชกรณียกิจในฐานะทรงเป็นองค์พระประมุขทางการเมืองการปกครองในปัจจุบันสมัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเป็นหลักชัยครองใจประชาราษฎร์ทางการเมืองการปกครองสมัย ใหม่ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ และทรงมีพระราชดำริทางการเมืองการปกครองในช่วงแห่งการครองราชย์ของ พระองค์ ดังนี้

๑. พระราชดำริด้านการเมืองการปกครอง

หลักการสำคัญในการเมืองการปกครองตามแนวพระราชดำริดังปรากฏในพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทในโอกาส ต่าง ๆ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ประกอบด้วยหลักการด้านการเมืองการปกครอง วิธีการปกครอง และคุณสมบัติของผู้ปกครอง

๒. พระราชภาระในการแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมืองไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็น ศูนย์รวมจิตใจทางการเมืองการปกครองของปวงชน ชาวไทย ทรงดำรงฐานะเป็นองค์พระประมุขของประเทศ ทรงดำรงฐานะจอมทัพไทย ทรงเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ภายในกรอบแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ทรงอยู่เหนือการเมือง และทรงเป็นกลางทางการเมือง พระราชอำนาจของพระองค์ แม้ว่าจะได้รับการกำหนดไว้ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญก็ตาม แต่พระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในตามความเป็นจริงมีมากกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นที่เคารพสักการะบูชาสูงสุดของประชาชนชาวไทย ทรงเป็นผู้ นำทางการเมืองการปกครองที่เปี่ยมด้วยพระบารมี ดังนั้น พระราชอำนาจของพระองค์จึงเป็นพระราชอำนาจที่เกิดจากพระบารมี โดยแท้ ความข้อนี้จะเห็นได้จากในยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติการณ์ และไม่มีผู้ใดสามารถเข้าแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วด้วยอำนาจแห่ง พระบารมี ปัญหาจะคลี่คลายกลับคืนสู่สภาวะปรกติโดยเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ใจเสมอ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยที่กว้างขวางไพศาล มีพระเมตตาประดุจแม่น้ำใหญ่ ชโลมดวงใจของ ทวยราษฎร์ให้สดชื่นอยู่เสมอ ในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤติการณ์ พลังแห่งพระบารมีของพระองค์เปรียบเสมือนแม่เหล็กใหญ่ที่ดึงดูด ให้ความขัดแย้งหลุดออกจากกันระหว่างฝ่ายที่เป็นคู่ความขัดแย้ง บ้านเมืองกลับสงบเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง ด้วยพระปรีชาและ พระเมตตาบารมีของพระองค์ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และเหตุการณ์เดือน พฤษภาคม ๒๕๓๕ ซึ่งเป็น ประจักษ์พยานในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

๓. พระราชกรณียกิจและพระราชดำริด้านนโยบายสาธารณะ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มหาราช ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์อย่างยิ่ง ทรงเล็งเห็นว่ารากฐาน สำคัญของบ้านเมือง คือประชาชน จึงเสด็จพระราชดำเนินออกไปเพื่อทรงรับรู้ทุกข์ และปัญหาของประชาชนด้วยพระเนตร พระกรรณของพระองค์เอง สิ่งใดที่เป็นการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับราษฎร พระองค์ได้ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจดังกล่าว หรือพระราชทาน แนวพระราชดำริด้านต่างๆ เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ ได้แก่ นโยบาย ด้านการพัฒนา นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการศึกษา นโยบายด้านศิลปะและวัฒนธรรม นโยบายด้านการแพทย์และ สาธารณสุข นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการป้องกันน้ำท่วมและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง นโยบายด้านการแก้ไขปัญหาจราจร เป็นต้น พระราชกรณียกิจและพระราชดำริด้านนโยบายสาธารณะดังกล่าว เป็นผลให้เกิดโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมาก มีชื่อเรียก ต่างกัน อาทิ โครงการตามพระราชประสงค์ โครงการหลวง โครงการตามพระราชดำริ และโครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นต้น

๔. พระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ทั้งใน แถบยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเซีย รวม ๓๑ ประเทศ เพื่อเป็นการเจริญทางพระราชไมตรีระหว่างประเทศกับบรรดามิตรประเทศ ให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทรงนำความรัก และความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทยไปยังประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ทำให้ ประเทศไทยเป็นที่รู้จักกว้างขวางดียิ่งขึ้น ทรงเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้นานาชาติได้รู้จัก นับเป็นการสร้างเกียรติภูมิให้ กับประเทศชาติ ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

พระปรีชาสามารถและพระราชจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์เป็นที่ประทับใจชาวต่างชาติทั่วไปเมื่อครั้งที่เสด็จพระราช ดำเนินไปเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศนั้น ยังผลให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ในประวัติศาสตร์ ดังที่ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสันแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เขียนสดุดีพระองค์ไว้ว่า

"……พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยทรงเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงสุดของปวงชน การปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์นี้ เป็นเสมือนสายสัมพันธ์เกี่ยวโยงอดีตเอาไว้นับด้วยหลายศตวรรษ พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นราชปนัดดาของพระเจ้ากรุงสยามในหนังสือที่แหม่มแอนนาเขียนไว้ พระองค์ทรงเป็น พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถทรงรอบรู้เหตุการณ์ ทันสมัยยิ่งนัก…"

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๐ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเสด็จเยือนต่างประเทศอีก ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรง เห็นว่าพระองค์มีพระราชภารกิจที่จะต้องทรงปฏิบัติในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ได้แก่ งานพัฒนาตามโครงการพระราชดำริ ิต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เอกอัครราชทูต และกงสุลของประเทศต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในประเทศไทย ได้เข้าเฝ้าฯ อยู่เป็นประจำ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสและพระราชธิดา ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ เยือน ต่างประเทศแทนพระองค์ด้วย

|สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขารัฐศาสตร์|