พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาสังคมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวได้ว่าเป็นศาสตร์ที่เป็น สุดยอดแห่งกระแสของการพัฒนาโดยแท้ ด้วยเหตุที่โครงการแต่ละโครงการที่ทรงมีพระราชดำรินั้นจะมีความก้าวหน้าในเชิง วิชาการด้านการพัฒนาสังคมอยู่โดยตลอด นับตั้งแต่ในยุคแรก ๆ ที่เริ่มด้วยโครงการทางด้านสังคมสงเคราะห์ คือเป็นการให้ ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ประสบปัญหาความทุกข์ยากโดยตรง ต่อมาจะเป็นการเน้นให้เป็นการดำเนินโครงการที่นำไปสู่การพัฒนา ตนเอง คือเพื่อนำไปสู่การ "พึ่งตนเองให้ได้ในที่สุด" ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาสังคมที่สอดคล้องกับหลักการพัฒนาสังคม อย่างแท้จริง จนกระทั่งมาถึงในยุคปัจจุบันที่ทรงมีพระราชดำริให้มี "ศูนย์ศึกษาการพัฒนา" ที่ตั้งขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อเป็น ศูนย์แห่งการพัฒนาสังคมที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วพระราชอาณาจักร ซึ่งลักษณะของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเวลานี้ จะเป็นการมุ่งให้ประชาชนผู้มีส่วนในโครงการเหล่านั้น รู้จักการดำเนินโครงการต่าง ๆ ด้วยตนเอง จัดการกับปัญหาของตนเอง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ให้การสนับสนุนให้ความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ เช่น ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ทรงมีพระราชดำริให้รู้จักเลือกใช้ตามความเหมาะสม เป็นต้น

ดังนั้นพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับการพัฒนาสังคมนั้นจึงเป็นการพัฒนาเพื่อการพัฒนาสังคม ที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นับตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพอที่จะสามารถยกตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบางส่วนมาอธิบายให้เห็นได้ ดังต่อไปนี้

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในยุคต้น (พ.ศ.๒๔๙๕ -๒๕๐๕)

จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างจริงจังและสม่ำเสมอนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นปีที่ ๖ แห่งรัชกาล เป็นต้นมา พระราชกรณียกิจยุคต้น ๆ อาจจัดได้ว่ามีลักษณะเป็นงานพัฒนาสังคม เช่นงานด้านสังคมสงเคราะห์หรือประชาสงเคราะห์ ได้แก่ กิจกรรมการรณรงค์หาทุนเพื่อก่อสร้างอาคารพยาบาลตามสถานพยาบาลหลายแห่ง การหาทุนดำเนินการในลักษณะของโครงการ จัดทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อต่อสู้โรคเรื้อนของสถาบันราชประชาสมาสัย กิจกรรมเกี่ยวกับ การป้องกันรักษาโรคโปลิโอ อหิวาตกโรค โครงการจัดตั้งโรงเรียนสงค์เคราะห์เด็กยากจน

กิจกรรมอันมีลักษณะเป็นโครงการพัฒนาชนบทในต่างจังหวัดครั้งแรก ได้แก่ การพัฒนาในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรก ได้แก่ โครงการสร้างถนนเข้าหมู่บ้านห้วยคต (ภายหลังเปลี่ยนเป็น "ห้วยมงคล") ในเขตอำเภอหัวหิน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ในปีต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ ก็มีโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ในเขตพื้นที่อำเภอเดียวกันติดตามมา

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นที่มาของโครงการพัฒนาสำคัญ ๆ หลายโครงการ นอกจากโครงการถนนหมู่บ้านห้วยมงคลและ อ่างเก็บน้ำเขาเต่าแล้ว ก็มีโครงการกลุ่มประมงขึ้น และให้ชาวบ้านเขาเต่าทุกคนเป็นเจ้าของ โครงการฝึกวิชาทอผ้าในพระราชวัง ไกลกังวลสำหรับครอบครัวชาวประมงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ภายหลังมีการจัดตั้งโรงเรียนวังไกลกังวล โครงการโรงเรียนราษฏร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดสอนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กจนถึงระดับปริญญาตรี สมทบด้วยวิทยาลัย การอาชีพไกลกังวล และสถาบันราชมงคล วิทยาเขตไกลกังวล นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของฟาร์มหาดทรายใหญ่ อันเป็นฟาร์ม ทดลองส่วนพระองค์ ผลของการทดลองภายหลังนำไปขยายผลในโครงการหลวงต่อไป

จากการวิเคราะห์ที่ตั้ง ลักษณะ และเนื้อหาของโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมัยแรก พร้อมทั้งแนวทาง การขยายตัว ขยายความคิด และการขยายผลของกิจกรรมการพัฒนาอย่างกว้างขวางในสมัยหลัง บ่งชี้และช่วยสร้างความรู้ความ เข้าใจ ปรัชญา และแนวความคิดรากฐานในการทรงงานพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างดียิ่ง

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริยุคหลัง พ.ศ. ๒๕๐๕

ในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีโครงการตามพระราชประสงค์ที่จะขอกล่าวถึง เช่น โครงการโคนมสวนจิตรลดา การจัดตั้งมูลนิธิ ราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ใน พ.ศ. ๒๕๐๖ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ทั่วพระราช อาณาจักร โครงการพัฒนาที่ดินหุบกะพง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ จนถึงโครงการหลวงพัฒนาชาวเขา ในปี ๒๕๑๒ ฯลฯ เป็นต้น หลัง จากนั้นก็ทรงมีโครงการอันเนื่องมาจาพระราชดำริเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีอยู่หลายประเภท โดยมีหลักในการดำเนินงาน แตกต่างกัน ดังนี้

๑. โครงการตามพระราชประสงค์ คือ โครงการซึ่งทรงศึกษาและทดลองปฏิบัติ ทรงพัฒนาและส่งเสริม แก้ไขดัดแปลงวิธี การเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อดูแลผลผลิตทั้งในเขตพระราชฐานและเขตนอกพระราชฐาน ซึ่งทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการดำเนินงานทดลองจนกว่าจะเกิดผลดี เมื่อทรงแน่พระทัยว่าโครงการนั้น ๆ จะได้ผลดี เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่าง แท้จริงแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลได้เข้ามาร่วมสนับสนุนงานในภายหลัง
๒.โครงการหลวง เป็นโครงการที่ทรงเจาะจงดำเนินการและพัฒนาบำรุงรักษาต้นน้ำลำธารในบริเวณป่าเขาทางภาคเหนือ เพื่อบรรเทาอุทกภัยในที่ลุ่ม ทั้งภาคเหนือตอนใต้และภาคกลางเพื่อถนอมน้ำไว้เลี้ยงแม่น้ำลำธารของที่ลุ่มในฤดูแล้ง และด้วยเหตุผล ที่พื้นที่เหล่านี้เป็นแดนชาวเขา จึงได้พัฒนาชาวเขาชาวดอยให้อยู่ดีกินดี ให้เลิกการปลูกผิ่น เลิกการตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย และเลิกการค้าของเถื่อนผิดกฎหมาย ทรงพัฒนาช่วยเหลือให้ปลูกพืชหมุนเวียนที่มีคุณค่าสูง ปลูกข้าวไร่และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อ บริโภค รวมคุณค่าแล้วให้ได้คุ้มค่าแทนการปลูกฝิ่น ดังนั้น โครงการหลวงก็คือ โครงการตามพระราชดำริที่ร่วมปฏิบัติผสมผสาน กับหน่วยงานของรัฐบาลในบริเวณดอยต่าง ๆ ในภาคเหนือเพื่อพัฒนาอาชีพชาวเขาชาวดอนนั่นเอง
๓.โครงการตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่ทรงวางแผนการพัฒนา ทรงเสนอแนะให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามพระราช ดำริ หน่วยงานร่วมของรัฐบาลนั้นมีทั้งฝ่ายพลเรือนเฉพาะก็มี ฝ่ายทหารเฉพาะก็มีฝ่ายทหารและพลเรือนร่วมกันก็มี โครงการ ประเภทนี้ ในปัจจุบันมีอยู่ทั่วทุกภาคในประเทศ
๔.โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นโครงการที่พระองค์ได้พระราชทานข้อแนะนำและแนวพระราชดำริให้เอกชนรับไป ดำเนินการด้วยกำลังเงิน กำลังปัญญา และกำลังแรงงาน พร้อมทั้งติดตามผลงานต่อเนื่องโดยภาคเอกชนเอง เช่น โครงการพัฒนา หมู่บ้านสหกรณ์เนินดินแดง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสโมสรโรตารี่แห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดและดำเนินงานตาม แนวพระราชดำริ

สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สมควรจะนำมาเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญมีอยู่หลายโครงการ ซึ่งล้วนแต่เป็น โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาสังคมในแง่ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทั้งชุมชนชนบทและชุมชนเมือง โดยเฉพาะ โครงการบรรเทาปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครตามแนวพระราชดำริ พ.ศ. ๒๕๓๖ จนกระทั่งถึง การจัดตั้งศูนย์ศึกษาการ พัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กำลังดำเนินการพัฒนาสังคมแบบเบ็ดเสร็จอย่างได้ผลที่สุดในยุคปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันสูงยิ่งในการพัฒนาสังคม จึงขอนำมาเสนอดังต่อไปนี้

โครงการบรรเทาปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครตามแนวพระราชดำริ

ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร ผู้คนที่ประสบเหตุการณ์รถติดอยู่ทุก ๆ วันจะทราบว่าเป็นความทุกข์ยากที่แสน สาหัสเพียงใด การจราจรที่ติดขัดอย่างมากนั้น เป็นผลเสียต่อการดำเนินชีวิตของคนหลาย ๆ ล้านคน ที่จะต้องประสบกับความ ทุกข์ยากลำบากทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เป็นเหตุที่ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนตกต่ำเป็นอย่างมาก กับการที่ต้องทนอยู่ กับอากาศที่เป็นพิษซึ่งเป็นมลพิษที่เกิดมาจากปัญหาการจราจรเป็นหลัก และเป็นเวลานานหลายปีที่ไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขบรรเทา เบาบางปัญหาได้ และด้วยความห่วงใยในพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น สำหรับชาว กทม. จึงทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการเพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ก่อนที่จะปรากฏเป็นรูปธรรมให้เห็นอย่างเด่นชัดของการบรรเทาปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครตามโครงการ พระราชดำรินั้น อาจจะต้องกล่าวถึงความเดือดร้อนที่เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ และปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ได้เกิดภาวะน้ำท่วม บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าเฝ้ารับพระราชทานกระแสพระราชดำริแก้ไขสถานการณ์อันมีผลให้เกิดการเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล โดยผ่านแนวคลองต่าง ๆ ฝั่งตะวันออก เกิดมาตรการพื้นที่สีเขียว มาตรการป้องกันการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง สร้าง ระบบป้องกันน้ำในเขตชุมชน ปรับปรุงบึงขนาดใหญ่เป็นที่กักน้ำ และขยายทางน้ำในจุดที่ผ่านทางหลวงหรือทางรถไฟ

ต่อมาในช่วงเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖ เกิดฝนตกหนักในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล น้ำระบายลงทะเล ไม่ทัน จึงท่วมขังยาวนานถึง ๔-๕ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกตรวจพื้นที่ด้วยพระองค์เองถึง ๖ ครั้ง บางครั้งต้องเสด็จพระราชดำเนินลุยน้ำเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรเพื่อทอดพระเนตรข้อเท็จจริง นอกจากจะพระราชทาน คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนัก ยังทรงเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ต่อไปจนดึกดื่น เพื่อกำหนดมาตรการดำเนินงานแก้ไขความทุกข์ยากของราษฎรให้พ้นไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากปัญหาน้ำท่วมแล้ว ปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสียก็เป็นปัญหาที่ทำลายสภาพแวดล้อมอย่างร้ายแรง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงห่วงใยและทรงมีพระราชดำริให้กรุงเทพมหานครกรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการแก้ไข ซึ่งสามารถลำดับการดำเนินงาน ได้ดังนี้

๑. พระราชดำริโครงการป้องกันน้ำท่วมด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๓ เพื่อบรรเทาอุทกภัยเนื่องจากฝน ตกหนัก
๒. พระราชดำริการป้องกันและแก้ไขน้ำท่วมด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานคร และในเขตชุมชนศูนย์วิจัยและลาดพร้าว เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๕
๓. พระราชดำริในการปรับปรุงสภาพคลองเพื่อบรรเทาสภาพน้ำท่วม ซึ่งเป็นมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๖
๔. พระราชดำริเรื่องการป้องกันน้ำท่วม การระบายน้ำ และกำจัดน้ำเสีย เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘
๕. พระราชดำริในการปรับปรุงบึงมักกะสัน เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๐
๖. พระราชดำริแก่สำนักการระบายน้ำในวโรกาสเสด็จเปิดศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมที่อาคารกรุงเทพมหานคร ๒ ดินแดง วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๓
๗.พระราชดำริเนื่องจากการน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินบริเวณบึงพระราม ๙ วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๖ ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ พลเอก เทียนชัย จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์ ได้เชิญ พลตำรวจโท จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจ นครบาล (ยศในขณะนั้น) ไปพบที่กรมราชองครักษ์ พระราชวังดุสิต และแจ้งให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทาน ทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวนเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท สมทบกับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอีก ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งสิ้น ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้กรมตำรวจเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับนำไปซื้อรถจักรยานยนต์หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ทำหน้าที่สายตรวจ ซื้อวิทยุสื่อสาร เบี้ยเลี้ยงการปฏิบัติหน้าที่ จัดอบรมความรู้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเป็น พร้อมทั้งพระราชทาน แนวทางปฏิบัติเพื่อบรรเทาปัญหาจราจร ๕ ประการคือ

๑. เคารพกฎจราจร เจ้าหน้าที่ควรรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีระเบียบวินัย เคารพกฎหมายและกฎจราจร อย่างเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
๒. จักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็ว ไปยังจุดวิกฤตจราจร พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาในจุดนั้น โดยใช้จักรยานยนต์ปฏิบัติการนำขบวน ให้รถที่ติดอยู่เคลื่อนที่พ้นออกไปได้เหมือนน้ำไหล
๓. ดูแลถนน ให้รถเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วที่เหมาะสม โดยไม่ติดขัดอยู่กับที่เป็นเวลานาน
๔. ถนนคอขวด ต้องพยายามแก้ไขให้ได้เร็วจนสามารถเคลื่อนตัวไปได้เหมือนเทน้ำออกจากขวด
๕. หาความร่วมมือจากประชาชน ในระยะยาว รัฐบาลควรกระทำทุกวิถีทางที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนกับ เจ้าหน้าที่ให้มากที่สุดและอย่างต่อเนื่อง

ในขั้นของการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม มีพระราชดำริ ให้มีการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดทางกายภาพ อาทิ การ ปรับปรุงถนน ตรอก ซอย ก่อสร้างสะพานข้ามทางแยก การสร้างถนนเชื่อมต่อกับถนนสายหลักเพื่อเป็นการระบายการจราจร ให้สะดวกขึ้น การแก้ไขปัญหาคอขวด ๔ มุมเมือง บริเวณรังสิต ธนบุรีปากท่อ ถนนศรีนครินทร์ขาเข้า ถนนพัฒนาการ และที่สำคัญ คือโครงการทางยกระดับคู่ขนานลอยฟ้าถนนพระบรมราชชนนี แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักวางแผนเพื่อการพัฒนาที่ทรงมี สายพระเนตรกว้างไกลยากที่จะมีผู้ใดเสมอเหมือนได้

โครงการบรรเทาปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพมหานครนี้ มิใช่เพียงพระราชทานพระราชดำริเท่านั้น พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทุ่มเทพระองค์ในการศึกษาข้อเท็จจริง เพราะการแก้ไขวิกฤตจราจรแต่ละจุดนั้น จะมีตัวแปรเกิดขึ้นตลอด เวลา เช่น การก่อสร้างทาง การก่อสร้างสาธารณูปโภค หรือการเพิ่มของประชากร ซึ่งพระองค์ทรงใช้สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ ต่าง ๆ ในการรวบรวมข้อมูล ตลอดจนการเสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง เพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัยถึงสาเหตุ และพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาก่อนการพระราชทานแนวพระราชดำริ ทำให้ข้อมูลของพระองค์มีค่าทางวิชาการอย่างสูง นับเป็น รากฐานทางวิชาการที่หาข้อบกพร่องได้น้อยที่สุด และมีความเป็นไปได้สูงสุด ดังนั้น ทุกครั้งที่ทรงแสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่หาข้อโต้แย้งได้ยากมาก เพราะทรงทราบข้อเท็จจริงได้อย่างแจ่มแจ้ง น่าอัศจรรย์ จนทำให้เกิดความกระตือ รือร้นของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนได้มีความคิดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรอย่างร่วมมือ ร่วมใจกันมากขึ้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งและกว้างไกลทรงมองเห็นวิธีการแก้ไข ปัญหาการจราจร พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและระยะยาว พร้อมทั้งพระราชทาน แนวทางแก้ไขปัญหาในแต่ละจุด ซึ่งแต่ละแห่งที่ทรงชี้แนะนั้นใช้เงินน้อยและสามารถแก้ไขได้ พระองค์ทรงพยายามขยายวงให้ กว้างขึ้นในแต่ละส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีปัญหาการจราจร จากจุดเล็ก ๆ หลายจุดที่รัฐบาล กรุงเทพมหานคร กรมตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน้อมรับพระราชดำริไปแก้ไขนั้น ก็จะสามารถครอบคลุมพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑลได้ทั้งหมดในที่สุด จึงนับได้ว่าโครงการพระราชดำริของพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ ให้ลุล่วงได้เป็นอย่างดี

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา ดังนี้

"……เป็นการสาธิตการพัฒนาเบ็ดเสร็จ หมายถึง ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกด้านของชีวิตประชาชนที่จะหาเลี้ยงชีพในท้องที่จะทำ อย่างไร และได้เห็นวิทยาการแผนใหม่ จะสามารถที่จะหาดูวิธีการจะทำมาหากินให้มีประสิทธิภาพ….."

"……ด้านหนึ่งก็เป็นจุดประสงค์ของศูนย์ศึกษาฯ ก็เป็นสถานที่สำหรับค้นคว้าวิจัยในท้องที่ เพราะว่าแต่ละท้องที่สภาพฝนฟ้า อากาศ และประชาชนในท้องที่ต่างๆ กันก็มีลักษณะแตกต่างกันมากเหมือนกัน…."

"กรมกองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนทุกด้าน ได้สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นปรองดองกัน ประสานกันตาม ธรรมดาแต่ละฝ่ายต้องมีศูนย์ของตน แต่ว่าอาจจะมีงานถือว่าเป็นศูนย์ของตัวเอง คนอื่นไม่เกี่ยวข้อง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเป็น ศูนย์ที่รวบรวมกำลังทั้งหมดของเจ้าหน้าที่ทุกกรมกอง ทั้งในด้านเกษตรหรือในด้านสังคม ทั้งในด้านหางานการส่งเสริมการศึกษา อยู่ด้วยกัน ก็หมายความว่าประชาชนซึ่งจะต้องใช้วิชาการทั้งหลายก็สามารถที่จะมาดู ส่วนเจ้าหน้าที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่ ประชาชนก็มาอยู่พร้อมกันในที่เดียวกันเหมือนกัน ซึ่งเป็นสองด้าน ก็หมายถึงว่าที่สำคัญปลายทางคือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์ และต้นทางของผู้เป็นเจ้าหน้าที่จะให้ประโยชน์……."

จากพระราชดำรัสดังกล่าวข้างต้นก็พอจะสรุปได้ว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีแนวทางและ วัตถุประสงค์ ดังนี้คือ

๑. ดำเนินการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย เพื่อแสวงหาแนวทางและวิธีการพัฒนาทางด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับ สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันดังนั้นศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ จึงเปรียบเสมือน "ต้นแบบ" ของความสำเร็จที่จะเป็นแนวทางและ ตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่นๆ
๒. แลกเปลี่ยนสื่อสารระหว่างนักวิชาการ นักปฎิบัติ และประชาชน การศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยต่างๆ ที่ได้ผลแล้วควรจะ นำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริงได้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ควรเป็นแหล่งผสมผสานวิชาการและการปฏิบัติ เป็นแหล่งความรู้ของ ราษฎร เป็นแหล่งศึกษาทดลองของเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานและเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหา ระหว่าง คน ๓ กลุ่ม คือ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่พัฒนาส่งเสริม และราษฎร
๓. พัฒนาแบบผสมผสาน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นตัวอย่างที่ดีของแนวความคิดแบบสหวิทยาการ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดในพื้นที่นั้น ๆ ดังนั้นศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ แต่ละแห่งจะเป็นแบบจำลองของพื้นที่และรูปแบบการพัฒนาที่ควรจะเป็น เป็นตัวอย่างว่าในพื้นที่ลักษณะหนึ่ง ๆ นั้น จะสามารถใช้ ประโยชน์อย่างเต็มที่ได้โดยวิธีใดบ้าง มิใช่การพัฒนาเฉพาะทางใด ทางหนึ่ง แต่พยายามใช้ความรู้มากสาขาที่สุด แต่ละสาขาก็ให้เป็นประโยชน์เกื้อหนุนกับการพัฒนาสาขาอื่นๆ และระบบของศูนย์ การพัฒนาฯ ก็ควรเป็นการผสมผสานการดำเนินงานและการบริหารที่เป็นระบบด้วย
๔. ประสานงานระหว่างส่วนราชการ เนื่องจากกระบวนการพัฒนาและระบบราชการไทยมีปัญหานี้โดยพื้นฐาน เป็นสิ่งบั่นทอน ประสิทธิภาพของการทำงาน การดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทุกแห่งจึงเน้นการประสานงาน ประสานแผนงาน ระหว่าง กรม กอง และส่วนราชการต่างๆ
๕. เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ กล่าวคือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ มีการศึกษาทดลองและสาธิตให้เห็นการดำเนินงานในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านกสิกรรม ปศุสัตว์ ประมง ตลอดจนการพัฒนาทางด้านสังคมและงานศิลปาชีพในลักษณะของ "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ที่มีชีวิต" เมื่อผู้สนใจเข้าไปศึกษาดูงานในบริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ก็จะได้รับความรู้รอบด้าน นอกจากนี้ยังนำผลการศึกษา ไปส่งเสริมกับหมู่บ้านเป้าหมาย เรียกว่า "หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ" โดยการให้เกษตรกรเข้ามารับการอบรมในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ หลักสูตรต่างๆ เช่น การเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ การขยายพันธุ์ การเลี้ยงสัตว์ การประมง ฯลฯ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมออก ไปแนะนำส่งเสริมในหมู่บ้าน หรือเกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงานในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ด้วยตนเองหรือเข้ามาเป็นหมู่คณะ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาแต่ละศูนย์นั้น มีความเป็นมา วัตถุประสงค์ ลักษณะการดำเนินงาน กล่าวพอสรุปได้ดังนี้

๑. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศาลบวรราชานุสาวรีย์ ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบล เขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ราษฎรได้น้อม เกล้าฯ ถวายที่ดินหมู่ที่ ๒ ตำบลเขาหินซ้อน เนื้อที่ ๒๖๔ ไร่ จึงมีพระราชดำริที่จะใช้ผืนดินนี้เพื่อก่อประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรต่อไป โดยให้ส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมป่าไม้ กรม การพัฒนาชุมชน กรมปศุสัตว์ และ กรป. กลาง ร่วมกันพัฒนาพื้นที่นี้โดยจัดทำเป็นศูนย์การศึกษาด้านเกษตรกรรมและงาน ศิลปาชีพ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จังหวัด ฉะเชิงเทรา" ซึ่งนับว่าเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรก

ลักษณะการดำเนินงานด้านพัฒนาสังคม

- ฝึกอบรมด้านศิลปาชีพ เช่น จักสาน ทอผ้า ฯลฯ
- ดำเนินการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
- ดำเนินการด้านกิจการโรงสีเพื่อช่วยเหลือราษฎร
- ส่งเสริมและเผยแพร่หลักการและวิธีการสหกรณ์
- สาธิตการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่
- มีการขยายผลการพัฒนาไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ

๒. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

พื้นที่บริเวณอ่าวคุ้งกระเบนเป็นแหล่งการประมงแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของ จังหวัดจันทบุรี บริเวณชายฝั่งก็เป็นเขตสงวนของ ป่าไม้ชายเลนที่สำคัญ แต่ทรัพยากรเหล่านี้ได้เสื่อมโทรมลงทุกด้าน ปริมาณสัตว์น้ำในธรรมชาติลดลงและป่าชายเลนถูกบุกรุกทำลาย
ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชา นุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่จังหวัดจันทบุรี ได้พระราชทานพระราชดำริแก่นายบุญนาค สายสว่าง ผู้ว่าราชการ จังหวัดจันทบุรีในขณะนั้น ให้พิจารณาหาพื้นที่ที่เหมาะสมจัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและการเกษตรในเขตพื้นที่ ชายฝั่งตะวันออกของจังหวัดจันทบุรี เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนา ในที่สุดได้กำหนดพื้นที่บริเวณอ่าวคุ้งกระเบน ตำบล สนามไชย อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นพื้นที่จัดตั้งศูนย์ฯ โดยมีกรมประมงเป็นฝ่ายอำนวยการ

ลักษณะการดำเนินงานด้านพัฒนาสังคม

- ดำเนินการค้นคว้า ทดลองและสาธิตการพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้าน ประมงชายฝั่ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่ม ผลผลิตเพื่อการพัฒนาตนเองได้ในระยะยาว
- ศึกษาวิธีการปล่อยสัตว์น้ำชายฝั่งและการสำรวจอัตราการจับสัตว์น้ำบริเวณอ่าวคุ้งกระเบน
- จัดสรรพื้นที่ให้แก่ราษฎรบริเวณรอบอ่าวคุ้งกระเบนเพื่อทำเป็นแปลงสาธิตเลี้ยงหอย
- ฝึกอบรม เรื่องของสหกรณ์ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองด้านการตลอด
- ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ ชื่อ "สหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน จำกัด" เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๐
- สาธิตการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่
- มีการขยายผลการพัฒนาไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ

๓. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สภาพพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะแถบจังหวัดนราธิวาส บางแห่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำขังตลอดปี ทำให้ดินเปรี้ยวมีสภาพเป็นกรด เรียกว่า "ดินพรุ" มีอาณาเขตกว้างขวางถึงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกิน แม้เมื่อระบายน้ำออกแล้วก็ยัง ใช้ประโยชน์ไม่ได้ พระราชทานพระราชดำริแก่หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ องคมนตรีและนายชิต นิลพานิช ผู้ว่าราชการ จังหวัดนราธิวาสในขณะนั้นว่า ควรจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาในการศึกษาวิจัยดินพรุ เพื่อนำผลสำเร็จของโครงการไปเป็นแบบ อย่างในการพัฒนาพื้นที่พรุอื่น ๆ ต่อไป ต่อมาจึงได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างจังหวัดนราธิวาส กับสำนักงานคณะกรรมการ พิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์เป็นประธาน เพื่อกำหนด นโยบายเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา ซึ่งต่อมาใช้ชื่อว่า "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง" ในวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๕ คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้มีมติอนุมัติในหลักการดำเนินงาน ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ โดยมีกรมพัฒนาที่ดินเป็นฝ่ายอำนวยการ

ลักษณะการดำเนินงานด้านพัฒนาสังคม

- ให้ความรู้ด้านการใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน
- ควบคุม ปราบปรามการระบาดของโรคเท้าช้างและโรคในสัตว์
- ฝึกอบรมการอาชีพที่น่าสนใจ เช่น ช่างไม้ ช่างจักสาน (แฝก) เป็นต้น
- แนะนำให้ความรู้การประกอบอาชีพแผนใหม่
- สาธิตการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่
- มีการขยายผลการพัฒนาไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ

๔. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ปัญหาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สำคัญ คือ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ สภาพดินเป็นดินทรายที่ไม่อุ้มน้ำ เกษตรกรมีพื้นที่ เพาะปลูกน้อย ได้ผลผลิตต่ำ มีความเสี่ยงต่อภาวะผันผวนของดินฟ้าอากาศสูงมาก

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้หม่อมเจ้า จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ องคมนตรี และอธิบดีกรมชลประทาน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรมราชองครักษ์ สวนจิตรลดา ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการจัดหาน้ำสนับสนุนโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้มีการศึกษาทดลองงานพัฒนาการเกษตรต่าง ๆ ตามความเหมาะสม สำหรับเป็นตัวอย่าง ให้ราษฎรนำไปใช้ปฏิบัติต่อไป ต่อมาในวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ โดยมีหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ เป็นประธาน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จึงได้เริ่ม ดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยมีกรมชลประทานเป็นฝ่ายอำนวยการ

ลักษณะการดำเนินงานด้านพัฒนาสังคม

ทำการศึกษาทดลองงานพัฒนาการเกษตรต่างๆ ตามความเหมาะสมสำหรับเป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปใช้ปฏิบัติ รวมทั้งการ พัฒนาด้วยระบบชลประทานและการปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร

- เป็นศูนย์การขยายผลการศึกษาและพัฒนา ที่เปิดโอกาสให้ได้เห็น "ตัวอย่างของความสำเร็จ"
- มีการจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมเป็นประจำตลอดทั้งปี เพื่อการพัฒนาอาชีพ ทั้งทางด้านเกษตรกรรมและอาชีพ อุตสาหกรรมในครอบครัว ความรู้ด้านสาธารณสุข การทำบัญชีธุรกิจ แบบผสมผสาน ฯลฯ เป็นต้น

- แนะนำให้ความรู้การประกอบอาชีพแผนใหม่
- สาธิตการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่
- มีการขยายผลการพัฒนาไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ

๕. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในภาคเหนือ มีผลให้เกิดการทำลายแหล่งต้นน้ำลำธาร และทำให้ดินถูกชะล้างจนขาดความอุดม สมบูรณ์ ปัญหาดังกล่าวส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในลุ่มน้ำ และความเสียหายทางเศรษฐกิจของประชาชาชนอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้พิจารณาพื้นที่บริเวณป่าขุน แม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีประมาณ ๘,๕๐๐ ไร่ จัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาโดยมีพระราชดำริที่จะใช้เป็น ศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง เพื่อหารูปแบบการพัฒนาต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่ต้นน้ำลำธารของภาค เหนือ และเผยแพร่ให้ราษฎรนำไปปฏิบัติต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ และศึกษาการประมงตามอ่างเก็บน้ำ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริจึงได้ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นต้นมา ในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่โครงการและได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติม ให้เป็นศูนย์ศึกษาการ พัฒนา ที่สมบูรณ์แบบก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรที่จะเข้ามาศึกษากิจกรรมต่างๆ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมา จากพระราชดำริจึงได้มีการดำเนินงาน โดยมีกรมชลประทานเป็นฝ่ายอำนวยการ

ลักษณะการดำเนินงานด้านพัฒนาสังคม

ทำการศึกษาทดลองและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ ลำธารและการใช้ลุ่มน้ำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งรูปแบบการพัฒนาที่สามารถให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ มีกิจกรรมที่สำคัญๆ คือ

- งานศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิต
- สาธิตการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่
- มีการขยายผลการพัฒนาไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ

6. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ภูมิภาคตะวันตก มีพื้นที่หน้าดินเป็นทรายจัด ในช่วงที่ผ่านมายังเกิดการทำลายป่าไม้และพืชพรรณธรรมชาติที่ปกคลุมดิน ทำให้หน้าดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และขาดความชุ่มชื้นในดิน เนื่องจากป่าต้นน้ำลำธารเหลือน้อยลงทุกที
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อันเป็นพื้นที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการประกาศเป็นเขต หวงห้าม เป็นที่อภัยทานแก่สัตว์นานาชนิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ และ พ.ศ. ๒๔๖๗ เดิมพื้นที่แห่งนี้มีสภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่า ประเภทเนื้อทรายอยู่เป็นจำนวนมาก ลำห้วยสายหนึ่งในเขตพื้นที่นั้นจึงได้ชื่อว่า "ห้วยทราย" ต่อมาราษฎรได้เข้ามาอาศัยทำกิน บุกรุกแผ้วถางป่าประกอบอาชีพตามยถากรรม ภายในเวลาไม่ถึง ๔๐ ปี ป่าไม้ได้ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง ทำให้ฝนไม่ตกต้องตาม ฤดูกาล และมีปริมาณลดน้อยลง การพังทลายของผิวดินค่อนข้างสูง ประกอบกับราษฏรส่วนใหญ่ปลูกสับปะรด ซึ่งต้องใช้สารเคมี มาก ทำให้คุณภาพของดินต่ำลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า "หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด" และเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้พระราชทานพระราชดำริกับหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ องคมนตรี และนาย สุเมธ ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ พัฒนาเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาด้านป่าไม้อเนกประสงค์ จัดให้ราษฎรที่ทำกินอยู่เดิมได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าไม้ ศึกษา รูปแบบการพัฒนาการเกษตรควบคู่ไปกับการปลูกป่า จัดหาแหล่งน้ำ ศึกษาวิธีระบบป้องกันไฟไหม้ป่าใน "ระบบป่าเปียก" และจัด ที่ดินให้ราษฎรที่บุกรุกที่ดิน โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นต้นมา

ลักษณะการดำเนินงานด้านพัฒนาสังคม

จัดระเบียบที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน พัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ และการตลาด ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ศูนย์ศึกษา การพัฒนาห้วยทรายฯ และพื้นที่ใกล้เคียง
ศึกษา ทดลอง วิจัย ฝึกอบรม และเผยแพร่ผลงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ให้แก่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งขยาย ผลให้ประชาชนนำไปปฏิบัติ
ประสานแผนการปฏิบัติงานของหน่วยงานหลัก และเกษตรกรในพื้นที่ให้ร่วมกันศึกษาทดลอง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน
ดำเนินงานกิจกรรมทางด้านการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม และสร้างแนวป้องกันไฟป่าโดยใช้ระบบป่าเปียก การให้เกษตรกร เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงและอนุรักษ์สภาพป่าพร้อมๆ กับมีรายได้ และผลประโยชน์จากป่าและจากพืชไว้ในขณะเดียวกัน ได้ดำเนินงานในกิจกรรมที่สำคัญ ๆ ดังนี้

- แนะนำให้ความรู้การประกอบอาชีพแผนใหม่
- สาธิตการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่
- มีการขยายผลการพัฒนาไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ

สรุปลักษณะสำคัญของโครงการพัฒนาสังคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

๑. เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและขจัดความด้อยพัฒนา

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" คือพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกาศต่อพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ทรง ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกตามขัตติยราชประเพณีโบราณ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง และนับแต่บัดนั้น จวบจนปัจจุบัน พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอย่างมากมาย เพื่อมุ่งปลดเปลื้องความทุกข์ยากของพสกนิกร พระองค์จะ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนด้วยพระองค์เอง หรือเสด็จพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อทรงทราบปัญหาความเดือดร้อนของ ราษฎร นอกจากจะพระราชทานปัจจัยต่างช่วยเหลือแล้ว ยังพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหาในระยะ ยาว เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องตลอดจนภาคเอกชนรับสนองพระราชดำริ

๒. เป็นการเน้นแนวคิดและส่งเสริมการพัฒนาสังคม

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการจะผนวกเรื่องของ "การพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของ ประชาชน" เป็นสำคัญ หลักการต่าง ๆ เช่น

"การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยตนเอง" เป็นแนวคิดที่ทรงพิจารณาตั้งแต่เริ่มโครงการ โดยประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นผู้กำหนดวิธีทางของตนเอง เพื่อเลือกแนวทางการพัฒนา และพร้อมที่จะรับกระแสของการพัฒนาจากข้างนอกที่จะเข้ามา ในอนาคต

"หลักประชาพิจารณ์" ซึ่งทรงใช้มาเป็นเวลานาน เป็นวิธีที่เรียบง่าย เช่น ทรงถามความสมัครใจ และการตกลงกันเองภายใน กลุ่มในระหว่างพสกนิกรเข้าเฝ้า หากตกลงแล้วจะเรียกผู้นำท้องถิ่นมารับทราบและดำเนินการในขั้นต้นเช่นการจัดการในเรื่อง ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน ก่อนที่จะพระราชทานให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเชิงบริหารและวิชาการต่อไป จนเสร็จสิ้น โครงการ

โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปรียบเสมือน "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกภาค ของประเทศไทย นับว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการบริหารจัดการระบบราชการไทย โดยลดขั้นตอนของการประสานการจัดการเป็นการ ให้บริการแก่ประชาชน ณ ที่แห่งเดียว คือ "ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ"

แนวคิดในเรื่อง "การมีส่วนร่วมในทุกระดับ" ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในแง่องค์รวม สอดคล้อง วัฒนธรรม วิถีชีวิตไทย ในลักษณะ ๓ ประสาน คือ บ - ว - ร : บ้าน วัด และ ราชการ เช่น พื้นที่พัฒนาบริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี นอกจากนำทฤษฎีใหม่ทดลองเป็นต้นแบบแล้ว พระราชทานพระราชดำริให้จัดสร้างศาลาอเนกประสงค์ เพื่อให้ พระสงฆ์ ชาวบ้าน และส่วนราชการ ได้พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ และแก้ปัญหาของชุมชนร่วมกัน เป็นต้น

กิจกรรมการพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ดำเนินสืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นเวลานาน จนบังเกิดผลดี และคุณค่าต่อราษฎรผู้ได้รับประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องมีระบบองค์กรและการบริหารงานรองรับ มีจุด สนใจสำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ ด้านการบริหารการพัฒนา การประสานกับระบบที่เกี่ยวข้อง นับว่าเป็นบทเรียนที่ดียิ่งสำหรับวงการ ศึกษาการบริหารการพัฒนาต่อไปในภายหน้า จึงขอนำเอาประมวลลักษณะและบทสรุปจากการพัฒนาที่เกิดจากโครงการพัฒนาตาม แนวพระราชดำริ ดังต่อไปนี้

๑. เป็นโครงการ ที่มีโครงสร้างและลักษณะงานเป็นโครงการ เป็นระบบที่สอดคล้องกับลักษณะของงานอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ เพราะเป็นงานเสริมงานประจำ ส่วนลักษณะเฉพาะของงานโครงการก็คือ มีการกำหนดอายุการดำเนินงานไว้
๒. การให้ความสำคัญแก่การแก้ปัญหา ทรงใช้เวลาพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน ทรงสัมผัสและรับ ฏีกากราบทูลปัญหา ความทุกข์ยากเดือดร้อนต่าง ๆ อย่างกว้างขวางและหลากหลาย เป็นธรรมดาที่พระราชดำริมุ่งแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนในวิสัยจะทรงโปรดสงเคราะห์หรือผ่อนบรรเทาลงได้ การแก้ปัญหาไม่จำเป็นจะต้องเป็นปัญหาเฉพาะหน้ามีหลาย โครงการที่มุ่งแก้ปัญหาระยะยาว เช่น โครงการหลวง
๓. พื้นฐานการดำเนินงานจากระบบสนเทศและการวิจัย ถึงแม้ว่าโครงการจะมีลักษณะเน้นการแก้ปัญหา แต่แนวการวาง และวิเคราะห์โครงการมิได้เป็นแบบตอบโต้ฉับพลันต่อปัญหาหรือคิดอ่านดำเนินการอย่างไม่รอบคอบ ตรงกันข้ามพระองค์ทรงใช้ ข้อสนเทศและเทคโนดลยีสารสนเทศ ที่ครอบคลุมและทันสมัย เสริมด้วยข้อสนเทศจากการพบปะซักถามชาวบ้านในสนาม ประเด็น วิชาการ ทรงอาศัยนักวิชาการอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดและทัศนะกันได้อย่างเสรี เรื่องที่วิชาการยังไม่เพียงพอก็โปรดเกล้าฯ ให้ วิจัยหรือทดลองเพื่อขยายพรมแดนความรู้ออกไป
๔. ใช้เทคโนโลยีเหมาะสม ง่าย ต้นทุนต่ำ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนาคือ มวลชนยากไร้ ชาวชนบท ไม่สามารถซื้อหาเทคโนโลยีสมัยใหม่ราคาสูงได้ ก็เลือกใช้เทคโนโลยีและวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น โดยใช้ความคิดและ นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น หญ้าแฝก ผักตบชวา ทฤษฎีใหม่ โครงการแก้มลิง ฯลฯ
๕. เน้นการให้ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการขยายผล การนำความรู้ไปถึงท้องถิ่นและสาธิตให้เห็นในรูปแบบที่เป็น รูปธรรม เข้าใจง่าย นั่นคือวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาขึ้นในทุกภูมิภาค และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าไปศึกษา
๖. การดำเนินโครงการมีลักษณะฉับพลัน ทันท่วงทีในการรับมือกับปัญหา เช่น การศึกษาและวางแผนเพื่อรับมือกับปัญหา วิกฤตจราจรหรือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ทรงศึกษาและติดตามข่าวสารทุกด้านและทุกระยะ เมื่อทรงเห็นว่ามาตรการของหน่วยงานปกติ ยังไม่เพียงพอ ก็โปรดเกล้าฯ ประชุมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องบางส่วน ได้ข้อยุติประการใดแล้วก็ให้ลงมือปฏิบัติโดยทันที
๗. การติดตามและประเมินผลโครงการ แม้การเกิดโครงการอาจจะเน้นการแก้ปัญหา การเปิดฉากปฏิบัติการโดยฉับพลัน แต่ก็ไม่ใช่ลักษณะไฟไหม้ฟางชั่วครู่ชั่วยาม ทั้งนี้เพราะทรงสนพระทัยตรวจสอบและติดตามความก้าวหน้าและผลงานอย่าง สม่ำเสมอ
๘. ลักษณะการพัฒนา ใช้ความรู้ประสานกันหลายสาขา และบูรณาการบุคลากรและทรัพยากรของหลายส่วนราชการ โครงการ ส่วนใหญ่มุ่งหวังผลงานโดยเร็ว จึงมีการระดมพลังจากส่วนต่าง ๆ มาร่วมมือกันทำงานเป็นแนวทางที่แตกต่างจากวัฒนธรรม การปฏิบัติงานแบบราชการ ซึ่งมักถือแนวทางเอกเทศเป็นส่วนมาก
๙. ปรัชญาการทำงานแบบมนุษยนิยม ข้อใหญ่ใจความของการพัฒนาคือการบำบัดทุกข์บำรุงสุข การจรรโลงคุณภาพชีวิตของ ชาวบ้าน
๑๐. การพัฒนาส่งเสริมให้บุคคลเพิ่มขีดความสามารถเพื่อช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้
๑๑. แนวการพัฒนาเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและ สมเหตุสมผล

เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้วจะพบแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนา มีลักษณะสำคัญคือ ทำให้ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สมเหตุ สมผล รวดเร็ว เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเกือบทุกโครงการ มีความสอดคล้องกับระบบนิเวศ โดยส่วนรวมของธรรมชาติ ที่สำคัญที่สุดก็คือ มุ่งเน้นให้ผลของการดำเนินงานนั้นตกถึงมือประชาชนโดยตรง เป็นเบื้องแรกและเหมาะสมกับสภาพที่แท้จริงของคนไทย เพื่อมุ่งไปสู่ วิธีแห่งการพัฒนายั่งยืน เพื่อให้ประชาชน พออยู่ พอกิน ลักษณะของโครงการจะมองผลสำเร็จที่ "คุ้มค่า" มากกว่า "คุ้มทุน" รวมตลอด ถึงเป็นการสร้างความรู้สึก สามัคคี ในหมู่คณะ เช่น กรณีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในโครงการ "การบริการเบ็ดเสร็จ" ซึ่งถือว่าเป็นการริเริ่มรูปแบบใหม่ของการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย

นอกจากนี้ ด้วยความที่ทรงเป็นเอกในด้านการพัฒนาโดยแท้ และด้วยพระบารมีที่แผ่ไพศาลกว้างไกลไปทั่วโลก จึงทำให้ สถาบันชั้นนำของโลกพร้อมกันถวายเครื่องหมายอันเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในงานพัฒนาสังคม กล่าวคือ

เหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณในการนำชนบทให้วัฒนา(Asian Institute of Technology's Gold Medal of Outstanding Leaddership in Rural Development)

สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณแห่งพระมหากษัตริยาธิราชผู้ทรงพระปรีชา สามารถเลิศล้ำในการนำชนบทให้วัฒนา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ด้วยความสำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นผูกพันธ์ในทุกข์สุขของประชาชน ทรงมีพระราชอุตสาหะเสด็จพระราช ดำเนินไปทั่วทุกหนทุกแห่งในแผ่นดินไทย เพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ของชาวชนบทให้ดีขึ้นโดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก ลำบากพระวรกาย และเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ได้พระราชทานที่ดิน พันธุ์ปศุสัตว์ พันธุ์พืช พันธุ์ไม้ ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่มให้แก่พสกนิกรที่ยากไร้ ตลอดจนเฉลิมพระเกียรติในพระปรีชาสามารถลึกล้ำที่ทรงแสวงหาข้อมูลที่มี ความหมายจากประชาชน เพื่อประชาชน โดยมีประโยชน์ในการพัฒนาประชากรเป็นที่ตั้ง รวมถึงเฉลิมพระเกียรติคุณที่ทรงมุ่งมั่น พระราชหฤทัย แสวงหาลู่ทางที่เหมาะสม เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และส่งเสริมการช่วยตนเองของประชาชนเพื่อแก้ปัญหาที่เผชิญหน้า ของประชาชนชาวไทย

เหรียญฟีแล (Philae Medal)

นายเฟดเดอริโก มายอร์ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญฟีแลพร้อมกัน ๓ เหรียญ คือ เหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ในฐานะที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านการพัฒนา ท้องถิ่นและการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเหรียญฟีแลนี้เป็นเหรียญที่องค์การยูเนสโกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก ในการอนุรักษ์โบราณสถานอียิปต์ โดยองค์การฯ จะมอบให้เป็นเกียรติเฉพาะบุคคลระดับประมุขของรัฐเท่านั้น อาทิ กษัตริย์คาร์ล กุสตาฟ แห่งสวีเดน และเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระ ในฐานะที่ทรงเป็นประธานมูลนิธิสัตว์ป่าโลก

|สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขาพัฒนาสังคม|