การพัฒนาบุคคล

ทุนมูลนิธิ "ภูมิพล"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ตั้งเป็นทุน "ภูมิพล" ขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ เพื่อเก็บดอกผลพระราชทานเป็นทุนแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ที่เรียนดีแต่ขัดสนทุนทรัพย์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานภาพยนต์ซึ่งถ่ายทำขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ไปฉายเพื่อเก็บเงินค่าเข้าชมมาจัดตั้งเป็นทุนการศึกษา ครั้งแรกนำภาพยนต์ไปฉายที่โรงภาพยนต์ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อวันที่ ๓ - ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ เก็บเงินค่าเข้าชมได้สองแสนบาท ได้พระราชทานเป็นเงินทุนหมุนเวียนเริ่มแรกแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหนึ่งแสนบาท และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งแสนบาท จัดตั้งเป็นทุน "ภูมิพล" ขึ้น เพื่อเก็บผลประโยชน์มาอุดหนุนการศึกษาของทั้งสองมหาวิทยาลัย พระราชทานแก่บัณฑิตที่สอบได้คะแนนยอดเยี่ยมในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่นิสิตนักศึกษาให้มีความมานะอุตสาหะต่อการศึกษามากขึ้น ในเวลาต่อมาได้พระราชทานพระราชทรัพย์เข้าสมทบในทุนนี้อีก เพื่อให้ทุนภูมิพลนี้มีเพียงพอที่จะขยายประโยชน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ทุนมูลนิธิ "อานันทมหิดล"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่าประเทศไทยต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในวิชาเทคนิคชั้นสูง เพื่อมาช่วยพัฒนาประเทศมากขึ้น จึงควรส่งเสริมนิสิตนักศึกษาที่มีความสามารถอย่างยอดเยี่ยมให้มีโอกาสไปศึกษาต่อในวิชาชั้นสูงบางวิชา ณ ต่างประเทศ เมื่อสำเร็จแล้วจะได้ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เรียนมาต่อไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองดำเนินการด้วยการพระราชทาน "ทุนอานันทมหิดล" ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ในขั้นแรกพระราชทานทุนนี้ให้แก่นักศึกษาในสาขาวิชาแพทยศาสตร์ก่อน เพราะทรงเห็นความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญในด้านการแพทย์ เพื่อเจริญรอยตามพระยุคลบาทสมเด็จพระบรมราชชนก ผู้ทรงใฝ่พระทัยในวิชาแพทย์ ที่เคยพระราชทานทุนให้นักศึกษาไปศึกษาวิชาแพทย์ในต่างประเทศมาก่อนแล้ว และเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ต่อมาทรงเห็นว่าได้ผลสมพระราชประสงค์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จดทะเบียนตราสารทุนอานันทมหิดล เป็น "มูลนิธิอานันทมหิดล" เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๒ ปัจจุบันทุนมูลนิธิ "อานันทมหิดล" ได้ขยายขอบเขตการพระราชทานทุนแก่นักศึกษาสาขา ต่าง ๆ คือ สาขาแพทยศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเกษตรศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา วารสารศาสตร์ และอักษรศาสตร์ โดยมีคณะกรรมการประจำแต่ละสาขาคัดเลือกบัณฑิตที่มีความสามารถยอดเยี่ยมแต่ละสาขาดังกล่าวไปศึกษาเพิ่มเติม ณ ต่างประเทศ เพื่อจะได้กลับมาทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาที่ได้ศึกษามาตามพระราชประสงค์

ทุนอานันทมหิดลนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาเรียน ผู้ได้รับทุนสามารถเรียนถึงขึ้นสูงสุดตามความสามารถ และไม่มีสัญญาผูกมัดว่าผู้ได้รับพระราชทานทุนจะต้องกลับมาปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามเวลาที่กำหนดเช่นทุนอื่น ๆ เพราะมีพระราชประสงค์จะให้ผู้รับทุนได้เกิดความสำนึกรับผิดชอบเอง แต่ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับพระราชทานทุนทุกรายต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อสำเร็จการศึกษามาแล้วก็กลับมาปฏิบัติงานรับใช้บ้านเมืองเพื่อสนองพระเดชพระคุณตามรอยเบื้องพระยุคลบาท สร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนและประเทศชาติของตนสมพระราชประสงค์ด้วยดี

การจัดตั้งทุนอานันทมหิดลจึงเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการส่งเสริมการศึกษาชั้นสูง เป็นการช่วยสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ แก่วงราชการสามารถปฏิบัติงาน และถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลอื่นได้เป็นอย่างดี

ทุนเล่าเรียนหลวง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้ฟื้นฟู "ทุนเล่าเรียนหลวง" (King's Scholarship) ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงริเริ่มพระราชทานทุนให้นักเรียนไปเรียนต่อต่างประเทศ ด้วยการจัดสอบแข่งขันอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ และได้พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงสืบต่อเนื่องกันมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงยุติไปใน พ.ศ. ๒๔๗๖ ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันมีพระราชปรารภฟื้นฟูการให้ "ทุนเล่าเรียนหลวง" ขึ้นใหม่ โดยการประกาศใช้ "ระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยทุนเล่าเรียนหลวง พ.ศ. ๒๕๐๘" ทุนเล่าเรียนหลวงเป็นทุนพระราชทานแก่นักเรียนที่สอบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการได้คะแนนดีเยี่ยมปีละ ๙ ทุน คือแผนกศิลปะ ๓ ทุน แผนกวิทยาศาสตร์ ๓ ทุน และแผนกทั่วไป ๓ ทุน ให้ไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ และไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องกลับมารับราชการ ทั้งนี้ มีพระราชประสงค์ให้ผู้รับทุนได้ศึกษาวิชาการ และได้รับการอบรมให้รู้และเข้าใจขนบประเพณีของชาวตะวันตกไปด้วย เพราะอายุยังอยู่ในวัยที่สามารถช่วยตัวเองและปรับตัวให้เข้ากับสังคมตะวันตกได้

นับตั้งแต่ พ๒๕๐๘ จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้มีผู้ได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาวิชาการระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ 50 ทุน ดังนี้ คือ ศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน ๔๓ ทุน ประเทศอังกฤษ จำนวน ๖ ทุน ประเทศฝรั่งเศส จำนวน ๑ ทุน ในปัจจุบันผู้ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงได้กลับมารับใช้ประเทศชาติ เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับผู้นำประเทศหลายคน

ทุนการศึกษาสงเคราะห์ในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ก่อตั้ง "มูลนิธิราชประชานุเคราะห์" โดยมีพระราชดำริให้ตั้งทุนเพื่อหาดอกผลสงเคราะห์เด็กที่ครอบครัวต้องประสบวาตภัยภาคใต้ ที่แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช และขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูรวมทั้งช่วยเหลือราษฎรผู้ซึ่งประสบสาธารณภัยทั่วประเทศด้วย หลังจากที่ได้ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ประชาชนในเหตุการณ์เฉพาะหน้าในมหาวาตภัยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ และสร้างสถานสงเคราะห์รับอุปการะเลี้ยงดูเด็ก ๆ ที่กลายเป็นเด็กอนาถาไร้ที่พึ่ง เนื่องจากบิดามารดาและญาติพี่น้องเสียชีวิตไป

จากพระราชดำริประเดิมทุน ๓ ล้านบาท ก่อตั้งมูลนิธิที่พระราชทานนามว่า "มูลนิธิราชประชานุเคราะห์" ในความหมายว่า "พระราชา" และ "ประชาชน" อนุเคราะห์ ซึ่งกันและกัน อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนว่า ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ใน "พระบรมราชูปถัมภ์" โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

นอกจากวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว มูลนิธินี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์แก่เด็กกำพร้าที่ครอบครัวต้องประสบภัยธรรมชาติ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในลักษณะเร่งด่วน และให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนประการอื่น ๆ ซึ่งคณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นสมควร งานสำคัญของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ก็คือ การช่วยสร้างอาคารเรียน หรือสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ และขอพระราชทานนามโรงเรียนว่า "โรงเรียนราชประชานุเคราะห์" โดยโรงเรียนแรกกำเนิดที่บ้านปลายแหลม ตำบลแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันมีอยู่ ๓๐ โรง
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้มูลนิธิฯ จัดทุนพระราชทานการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั้ง ๓๐ แห่ง ถึงแม้ผู้ปกครองจะมิได้ประสบภัยใด ๆ ก็ตามในปัจจุบันมูลนิธิฯ ดูแลเยาวชนที่รับทุนพระราชทานอยู่ 500 กว่าคน พ้นภาระมูลนิธิไปแล้ว ๒๕๐ คน จบปริญญาเอก ๑ คน จบชั้นอุดมศึกษา 65 คน กำลังรับทุนพระราชทานอยู่ ๒๐๐ กว่าคน

ทุนมูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระมหากรุณาธิคุณต่อราษฎรของพระองค์เท่าเทียมกันทั่วทุกคน แม้แต่ผู้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ในชุมชนโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ โรคเรื้อนกำลังระบาดอยู่ในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างสถาบันวิจัยค้นคว้าเรื่องโรคเรื้อน ณ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ใน พ.ศ. ๒๕๐๑ พระราชทานนามสถาบันนั้นว่า "ราชประชาสมาสัย" รวมทั้งพระราชทานเงินทุนที่เหลือจากการก่อสร้างจำนวน ๒๑๗,๔๕๒ บาท ให้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของสถาบันต่อไป ต่อมากระทรวงสาธารณสุขได้ขอพระราชทานนำเงินดังกล่าวไปจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิราชประชาสมาสัย และได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาให้ทรงรับมูลนิธินี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีพระราชกระแสตอบมาเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ว่า ถ้าจะขอให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิจะต้องเพิ่มวัตถุประสงค์ขึ้นอีกข้อหนึ่งว่าจะจัดตั้งโรงเรียนสำหรับบุตรผู้ป่วยที่เลี้ยงแยกจากบิดามารดาแต่แรกเกิด ดังพระราชดำริที่พระราชทานถึงการก่อตั้งโรงเรียนว่า

"… การที่ดำริสร้างสถานศึกษานี้ขึ้น ก็เพื่อจะได้ช่วยเหลือเด็กผู้พลอยประสบเคราะห์กรรมให้มีสถานที่เล่าเรียน ซึ่งโดยธรรมชาติควรมีสิทธิที่จะกระทำสิ่งใดได้เช่นผู้อื่น การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่โชคชะตาบันดาลให้ต้องเกิดมาในภาวะเช่นนี้ย่อมเป็นกุศลและเป็นการช่วยเหลือประเทศชาติ เพราะเด็กเช่นว่านี้เมื่อได้รับการศึกษาอบรมด้วยดีเติบโตขึ้นก็จะเป็นพลเมืองที่ดีเป็นประโยชน์แก่ตนเองและชาติบ้านเมืองในอนาคต …"

ทุนนวฤกษ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่าประเทศไทยนั้นขาดแคลนผู้มีวิชาความรู้ในระดับสูง การพัฒนาประเทศจะประสบความสำเร็จได้ด้วยดีจำเป็นต้องอาศัยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในระดับสูงของแต่ละสาขาวิชาการมาช่วยกันปฏิบัติงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ริเริ่มก่อตั้ง "ทุนนวฤกษ์" ในมูลนิธิช่วยนักเรียนขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อช่วยให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีผลการเรียนดี ความประพฤติดี ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาต่อในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ฝึกหัดครู และอุดมศึกษา ด้วยทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนริเริ่ม ๕๑,๐๐๐ บาท และจากผู้บริจาคทรัพย์โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนก่อสร้างโรงเรียนตามวัดในชนบททั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อสงเคราะห์เด็กยากจนและกำพร้าให้มีสถานที่สำคัญสำหรับศึกษาเล่าเรียน โดยอาราธนาพระภิกษุเป็นครูสอนวิชาสามัญศึกษาที่ไม่ขัดต่อพระวินัยและอบรมศีลธรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการศึกษาแก่เด็กที่จะได้เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติในอนาคตต่อไป

ทุนการศึกษาพระราชทานแก่นักเรียนเฉพาะกรณี
๗.๑ ทุนพระราชทานแก่นักเรียนชาวเขา เป็นทุนที่ทางกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการขอพระราชทานจัดให้แก่นักเรียนชาวเขาได้ศึกษาต่อตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นต้นมา เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างชาวเขาและชาวไทย และส่งเสริมให้ชาวเขาส่งบุตรหลานมาศึกษาในโรงเรียนมากขึ้น ทำให้มีโอกาสใช้ภาษาไทยได้ดียิ่งขึ้น และกลับไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นของตน ส่วนใหญ่ผู้ได้รับทุนพระราชทานนี้เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะไปเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนชาวเขาหรือทำงานเกี่ยวกับชาวเขา
๗.๒ ทุนพระราชทานแก่นักเรียนเฉพาะสถานศึกษา เป็นทุนการศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งจัดตั้งเป็นทุน และให้มีการบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นรายโรงเรียนไป เพื่อให้มีดอกผลเพิ่มขึ้นสามารถจัดสรรเป็นทุนการศึกษาพระราชทานแก่นักเรียนดีเยี่ยม นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ในโรงเรียนในพระองค์ และโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ เช่น โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียนราชวินิต โรงเรียนราชประชาสมาสัย ทุนการศึกษาพระราชทานนี้จึงมีส่วนส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสศึกษาต่อ พร้อมทั้งตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีผลการเรียนดีเยี่ยมในแต่ละระดับชั้นตามกำลังความสามารถของตน และจะต้องเป็นคนดี มีความประพฤติเรียบร้อย เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้เป็นพลเมืองดี มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป
๗.๓ รางวัลพระราชทานแก่นักเรียนและโรงเรียนดีเด่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เคยมีพระราชปรารภเมื่อคราวเสด็จฯ ทรงเปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ว่า

"… มีนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งมีความประพฤติดีและมีความมานะพยายามศึกษาเล่าเรียนได้ผลดี รวมทั้งโรงเรียนซึ่งจัดการศึกษาดี นักเรียนและโรงเรียนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวสมควรจะได้รับพระราชทานรางวัล …"

กระทรวงศึกษาธิการจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดทำรางวัลพระราชทานให้แก่นักเรียนที่สอบประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.ศ. 5) ได้คะแนนสูงสุดทั้ง ๓ แผนกและโรงเรียนที่นักเรียนสอบประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายได้คะแนนมากที่สุด ๙ โรงเรียน เมื่อนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนตามหลักเกณฑ์แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยรางวัลพระราชทานแก่นักเรียนและโรงเรียน พุทธศักราช ๒๕๐๗ เพื่อทดลองดูผลไปก่อน และโปรดเกล้า ฯ ให้เพิ่มหลักเกณฑ์รางวัลพระราชทานสำหรับระดับประถมศึกษา เพิ่มรางวัลชมเชย พระราชทานแก่นักเรียนในภาคการศึกษาทั้ง ๑๒ ภาค ภาคละ 1 คน รางวัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา เพิ่มโล่รางวัลสำหรับพระราชทานแก่โรงเรียนที่ได้รับพระราชทานติดต่อกันถึง ๓ ปี การพระราชทานรางวัลนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ จนถึงปัจจุบัน

| สรรพศิลปศาสตราธิราช | พระราชกรณียกิจและพระราชดำริด้านการจัดการศึกษา |