พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่การบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้พระราชทานหลักวิชาการบริหารธุรกิจแขนงต่าง ๆ ในด้านการจัดการ การตลาด การเงินและการจัดองค์กร เป็นอาทิ โดยสอดแทรกไว้อย่างเหมาะสมและทันสมัยยิ่ง พระราชกรณียกิจทางการบริหารธุรกิจเป็นที่ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถ ดังรายละเอียดบางส่วนที่นำเสนอต่อไปนี้

พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการโครงการส่วนพระองค์

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ดำเนินงานในรูปโครงการทดลองและโครงการตัวอย่างใน ๒ รูปแบบ คือ โครงการแบบไม่ใช่ธุรกิจและโครงการแบบกึ่งธุรกิจ สำหรับโครงการกึ่งธุรกิจเป็นการผลิตสินค้าจำหน่ายในราคาย่อมเยาในรูปแบบที่ไม่หวังผลกำไร เพื่อให้ประชาชนบริโภคสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศไทย ซึ่งมีคุณภาพและราคาไม่แพง โดยโครงการสามารถมีรายได้พึ่งพาตนเองเพื่อการดำเนินงานของโครงการต่อไปได้ เช่น โรงโคนมสวนจิตรลดา โรงนมผงสวนดุสิต ศูนย์รวมนมสวนจิตรลดา โรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา โรงบดแกลบ โรงนมเม็ด โรงกลั่นแอลกอฮอล์ โรงเนยแข็ง โรงเพาะเห็ด โรงกระดาษสา และโรงน้ำผลไม้กระป๋อง เป็นต้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้ใช้การบริหารจัดการเชิงธุรกิจในการดำเนินงานในโครงการแบบกึ่งธุรกิจ โดยการคำนวณหาต้นทุนการผลิต การจัดการด้านการตลาด การจัดทำบัญชีค่าใช้จ่าย และรายรับของโครงการ เพื่อให้สะท้อนเห็นภาพการพึ่งพาตนเองได้ของโครงการ การดำเนินงานของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา นั้น เน้นให้เห็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจัยการผลิตทางเกษตรที่มีอยู่มาใช้สอยอย่างประหยัดและได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยขั้นตอนการผลิตที่ทำได้ไม่ยากนัก ทั้งอาศัยความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าช่วยในการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง เพื่อรวบรวมข้อมูลและผลที่ได้จากการทดลองไปเผยแพร่เป็นตัวอย่างสำหรับเกษตรกรและผู้สนใจในโครงการสวนจิตรลดานี้ต่อไป

พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการมูลนิธิ

มูลนิธิชัยพัฒนา
มูลนิธิชัยพัฒนา ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาอื่น ๆ รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อที่จะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและทันกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะในกรณีที่โครงการของส่วนราชการถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขและกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้โครงการล่าช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหลักวิชาและแนวทางการบริหารจัดการอย่างมีระบบสำหรับโครงการบางประเภทที่เป็นการพัฒนาขั้นพื้นฐาน ทรงให้มีการศึกษา วิจัย และถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชนโดยไม่คิดค่าตอบแทน

มูลนิธิโครงการหลวง
โครงการหลวงได้เริ่มขึ้นจากการกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ไม่เป็นโครงการแต่เป็นกิจกรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริจะช่วยให้ประชาชนมีอาชีพที่สุจริตและมีสภาพชีวิตที่กินดีอยู่ดี โดยเริ่มจากเกษตรกรชาวเขาก่อน ซึ่งขณะนั้นมีอาชีพปลูกฝิ่น ทำลายป่า และนำความเสียหายไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศ กิจกรรมเริ่มจากการนำสิ่งของไปให้เขาพัฒนาอาชีพตนเอง ต่อมามีผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานราชการ และกลุ่มคนบางส่วนร่วมกันส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนในละแวกนั้นให้ดีขึ้น และต่อมามีองค์กรต่างประเทศและรัฐบาลต่างประเทศเข้าร่วมด้วย จึงเกิดเป็นโครงการหลวงที่มั่นคงแข็งแรงขึ้น การเติบโตของโครงการหลวงนับได้ว่าอยู่ภายใต้สายพระเนตรและการบริหารจัดการด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น รวมทั้งการปรับเปลี่ยนรูปองค์กรจาก "โครงการ" มาเป็น "มูลนิธิ" ก็ด้วยพระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการอย่างเลิศล้ำของพระองค์

ผลงานของมูลนิธิโครงการหลวงที่สำคัญ ได้แก่
๑. การจัดตั้งบริษัท ดอยคำ อาหารสำเร็จรูป โดยสนองพระราชดำริให้ส่วนของโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป ปรับเปลี่ยนสถานภาพจากเดิมเป็นโครงการ ให้แยกเป็นอิสระจัดตั้งเป็น "บริษัท" โอนให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นหุ้นส่วนใหญ่ เพื่อให้การดำเนินงานของโรงงานผลิตทันสมัยและพึ่งตนเองในรูปแบบเชิงธุรกิจ
๒. ปรับการดำเนินงานของโครงการดอกไม้แห้ง ให้คล่องตัวและมีรายได้พึ่งพาอาศัยในลักษณะการดำเนินธุรกิจ เช่นกัน
๓. จัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
๔. จัดตั้งโครงการร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อปรับปรุงให้สินเชื่อเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงเช่นเดียวกับเกษตรกรทั่วไป
๕. ความร่วมมือกับส่วนราชการต่าง ๆ โดยผ่านทางคณะกรรมการอำนวยการประสานงานมูลนิธิโครงการหลวงที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีกองพัฒนาเกษตรที่สูง สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการในการประสานงานด้านต่าง ๆ

พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์การเกษตร

สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง
สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ มีสมาชิกจำนวน ๑๒๘ ครอบครัว ใช้ที่ดินทำกินครอบครัวละ ๒๕ ไร่ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ มีสมาชิกเพิ่มเป็น ๔๐๑ ครอบครัว สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง ดำเนินธุรกิจแบบอเนกประสงค์ให้บริการสมาชิกครบวงจร ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจการซื้อ ธุรกิจการขาย และธุรกิจบริการ เป็นสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกได้เรียนรู้และมีประสบการณ์เชิงธุจกิจในระดับดีมากสหกรณ์หนึ่ง ทั้งนี้เป็นผลมาจากการได้ปฏิบัติตามแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการ

สหกรณ์โคนมหนองโพ
สหกรณ์โคนมหนองโพดำเนินงานเป็นขั้นตอนตามความพร้อมในการประกอบธุรกิจ คือเริ่มดำเนินการในรูปบริษัทที่ไม่แสวงกำไรก่อน ต่อมาเมื่อมีความพร้อมจึงจัดตั้งเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพ จำกัด ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชปรารภที่ว่า "การที่จะให้การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพปึกแผ่นมั่นคงได้นั้นผู้เลี้ยงโคนมควรจะได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อสมาชิกจะได้ประโยชน์มากที่สุด แต่ระหว่างที่สหกรณ์ยังไม่พร้อมนั้น ควรให้จัดตั้งในรูปบริษัทที่ไม่ได้มุ่งหวังกำไร บรรดาเงินกำไรสุทธิที่บริษัทหาได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้น จึงไม่แบ่งกำไรให้กับผู้ถือหุ้น แต่ให้บริษัทนำกำไรสุทธิส่วนหนึ่งให้แก่สมาชิกสหกรณ์ ซึ่งนำนมสดมาขายให้แก่โรงงานนมผงเป็นประจำ และอีกส่วนหนึ่งของกำไรเข้ากองทุนสะสม เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของบรรดาบุตรหลานสมาชิกกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม อันจะเป็นประโยชน์แก่สหกรณ์และท้องถิ่น" การดำเนินงานธุรกิจสหกรณ์ตามแนวพระราชดำริของสหกรณ์โคนมหนองโพ ยังผลให้ธุรกิจของสหกรณ์ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งสหกรณ์หนึ่ง

สหกรณ์การเกษตรโนนดินแดง
สหกรณ์การเกษตรโนนดินแดงจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตร จำกัด เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ มีสมาชิกแรกตั้งจำนวน ๑๖๘ คน โดยเริ่มดำเนินงานตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการสาธิตการจัดระบบตลาด การจัดตั้งโรงสีข้าว ฉางเก็บข้าว โรงเก็บ และลานตากพืช ฯลฯ เป็นสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นภายในพื้นที่โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในเขตพื้นที่อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ตามพระราชดำริ ธุรกิจที่สหกรณ์ดำเนินการประกอบด้วย ธุรกิจเครดิต ธุรกิจการตลาด (ร่วมกันซื้อและร่วมกันขาย) การส่งเสริมการประกอบอาชีพและด้านสวัสดิการแก่สมาชิก

สหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน
สหกรณ์ประมงคุ้งกระเบนจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน จำกัด เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ มีสมาชิกแรกตั้ง จำนวน ๘๗ คน เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี โดยดำเนินการให้สมาชิกสามัคคีกัน เพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าที่สหกรณ์จำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกมีสถาบันการเงินของตนเองที่สามารถพึ่งได้เมื่อมีความต้องการ

สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ
สหกรณ์โคนมวาริชภูมิจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตร ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ มีสมาชิกแรกตั้ง ๑๑๕ คน ความเป็นมาของสหกรณ์นี้ก็คล้ายคลึงกับสหกรณ์โคนมหนองโพ โดยเริ่มจากจัดตั้งศูนย์รวมนมสดสกลนคร ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เพื่อรับน้ำนมดิบจากเกษตรกร ป้อนเข้าโรงงานเพื่อจัดทำนมสดพาสเจอร์ไรส์ขึ้น โดยบริษัท เอสโซ่สแตนดาร์ดแห่งประเทศไทย จำกัด น้อมเกล้าถวายอาคารและเครื่องจักร อุปกรณ์แปรรูปน้ำนม สามารถผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ "นมภูพาน" สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ มุ่งเน้นการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพน้ำนมให้มีมาตรฐานทัดเทียมสากล และมีผลผลิตน้ำนมสูง
การส่งเสริมสหกรณ์ในโครงการพระราชประสงค์ที่กล่าวมาแล้ว ย่อมเน้นให้เห็นพระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการแบบผสมผสาน โดยใช้ความรอบรู้ด้านการบริหารธุรกิจ สอดแทรกเข้ากับการพัฒนาการเกษตร แล้วบังเกิดผลแห่งความสำเร็จตามความมุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนมีความกินอยู่ดี และประเทศชาติมั่นคง แข็งแรงเป็นปึกแผ่น

พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการธุรกิจธนาคาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงนำหลักการและแนวคิดการประกอบธุรกิจธนาคารมาปรับใช้กับการพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศ โดยเปลี่ยนจากสินค้าที่เป็นเงิน เป็นสินค้าผลิตผลเกษตร คือ ข้าว โค และกระบือ จนเกิดเป็นธนาคารข้าว ธนาคารโค-กระบือ แต่ยังอาศัยวิธีการดำเนินการธุรกิจธนาคารเหมือนเดิม เพียงแต่เน้นกิจกรรมให้กู้ ยืมข้าว โค-กระบือ เป็นหลัก มีการชำระดอกเบี้ยในรูปข้าวและโค กระบือเช่นกัน

โครงการธนาคารข้าว
การขาดแคลนข้าวบริโภคของชาวนาในชนบท เป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ครัวเรือนที่ยากจนมักแก้ปัญหาโดยวิธีกู้ยืมจากพ่อค้าคหบดี ซึ่งอาจจะกู้ยืมเป็นข้าวหรือเป็นเงินโดยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก ประมาณร้อยละ ๓๐-๑๒๐ บาทต่อปี ในบางกรณีก็ต้องกู้ยืมโดยวิธีการขายข้าวเขียว ซึ่งเป็นผลให้ผู้กู้เสียเปรียบอย่างมาก ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้ไม่เพียงพอสำหรับการบริโภค และการชำระหนี้ ในที่สุดก็กลายเป็นผู้ที่มีหนี้สินพอกพูน ตกอยู่ในสภาพที่ยากจน ล้าหลัง ไม่สามารถพึ่งตนเองได้และเป็นที่มาของปัญหาการพัฒนาด้านอื่น ๆ ต่อไปอีก

"ธนาคารข้าว" เป็นผลมาจากพระปรีชาสามารถด้านการบริหารจัดการ เป็นความพยายามด้านหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวนาที่มีข้าวไม่พอกิน และเป็นพระราชประสงค์โดยตรงที่จะให้ทางราชการไปช่วยเหลือในการจัดตั้งธนาคารข้าว เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรที่ยากจนโดยทั่วไป อาจกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการก่อรูป "ธนาคารข้าว" ขึ้น จนทำให้กลายเป็นแนวคิดที่แพร่หลาย เป็นนโยบายของรัฐและเป็นแผนงานสำคัญแผนหนึ่งของการพัฒนาชนบทที่ผ่านมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งธนาคารข้าวขึ้นตั้งแต่ปี พ .ศ. ๒๕๑๙ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และได้พระราชทานข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ใหญ่บ้านหลายหมู่บ้าน เพื่อเป็นทุนเริ่มดำเนินกิจการธนาคารข้าว และได้พระราชทานแนวทางดำเนินงานไว้อย่างละเอียดชัดเจน โดยนำหลักเกณฑ์การบริหารธุรกิจธนาคารมาใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการชุมชน ผลกำไรจะเป็นจำนวนข้าวที่เพิ่มมากขึ้น จากการนำส่งดอกเบี้ยซึ่งเป็นข้าวจากผู้กู้ยืม และในที่สุดธนาคารข้าวก็จะเป็นแหล่งที่รักษาผลประโยชน์ของราษฎรในหมู่บ้านและเป็นแหล่งอาหารสำรองของหมู่บ้านด้วย

รัฐบาลได้รับสนองพระบรมราโชบายขยายขอบเขตของการดำเนินงานธนาคารข้าวออกไปอย่างกว้างขวาง จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๘ มีธนาคารข้าวทั่วประเทศกว่า ๔,๓๐๐ แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ ๕๗ จังหวัด มีจำนวนข้าวหมุนเวียนมากกว่า ๑๔.๕ ล้านกิโลกรัม โดยมีหลักการให้บริการทั้งในรูปให้เปล่า ให้โดยการแลกเปลี่ยนแรงงาน ให้ยืมและให้กู้ สำหรับทุนดำเนินงานนั้น มาจากหลายแหล่ง เช่น การรับบริจาค การเรียกหุ้น เป็นต้น ในกรณีที่สามารถจัดตั้งกองทุนเริ่มต้นมาได้เองก็อาจเสนอแผนงานเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐได้ ธนาคารข้าวที่ประสบความสำเร็จมิได้บรรลุเพียงจุดมุ่งหมายพื้นฐานในการบรรเทาการขาดแคลนข้าวเท่านั้น แต่ยังสร้างกิจกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างการมีส่วนร่วม ภาวะผู้นำและความร่วมมือในระดับชุมชนอีกด้วย และในอีกหลายท้องที่ผลประโยชน์ที่เพิ่มพูนขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมธนาคารข้าวถูกนำมาพัฒนาท้องถิ่นของตนเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันในจุดเล็ก ๆ ที่พร้อมจะเติบโตต่อไป

โครงการธนาคารโค-กระบือ
โค-กระบือ มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตการผลิตทางการเกษตรของสังคมไทยมาแต่โบราณ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก เพราะเป็นแรงงานอย่างเดียว ซึ่งทำหน้าที่แทนเครื่องจักรกล ช่วยให้แรงงานในกระบวนการผลิตข้าวเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ไถพรวนดิน นวดข้าว จนกระทั่งถึงการขนย้ายผลผลิต ในบางท้องที่ยังใช้แรงงานจากโค-กระบือ ฉุดลากเครื่องทุ่นแรงในการสูบน้ำและใช้ลากเกวียนเพื่อการขนส่งในชนบททุรกันดารอีกด้

วิถีการผลิตทางการเกษตรในปัจจุบันต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับต่าง ๆ ต้องใช้พลังงานและจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก สำหรับเกษตรกรที่มีฐานะยากจน มีพื้นที่ทำกินขนาดเล็กจะไม่สามารถดำเนินวิถีการผลิตเช่นนี้ได้ ในขณะเดียวกันก็พลอยได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปด้วย เพราะโค-กระบือ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม กลายเป็นสิ่งหายากและมีราคาสูง จากการศึกษาของธนาคารโลกพบว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเกษตรกรร้อยละ ๒๐ ที่ไม่มีโค-กระบือเป็นของตนเอง ต้องเช่าโค-กระบือ และเสียค่าเช่าในอัตราสูง คิดเป็นข้าวเปลือก ๕๐-๑๐๐ ถังต่อปี บางครั้งผลผลิตที่ได้ก็ไม่เพียงพอที่จะชำระค่าเช่า ทำให้เกษตรกรเกิดภาวะหนี้สิน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความยากจนและความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ณ บริเวณโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ความว่า "ธนาคารโค-กระบือ ก็คือ การรวบรวมโคและกระบือโดยมีบัญชีควบคุมดูแล รักษา แจกจ่าย ให้ยืม เพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตร และเพิ่มปริมาณโคและกระบือ ตามหลักการของธนาคารโคและกระบือเป็นเรื่องใหม่ของโลกที่มีความจำเป็นเกิดขึ้น เพราะปัจจุบันมีความคิดแต่จะใช้เครื่องกลไกเป็นเครื่องทุนแรงในกิจการเกษตร แต่เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้น ความก้าวหน้าในการใช้เครื่องกลไกเสียไป จำเป็นต้องหันมาพึ่งแรงงานสัตว์ที่เคยใช้อยู่ก่อน เมื่อหันกลับมาก็ปรากฏว่ามีปัญหามากเพราะชาวนาไม่มีเงินซื้อโคและกระบือมาเลี้ยงเพื่อใช้แรงงาน ธนาคารโคและกระบือ พอจะอนุโลมใช้ได้เหมือนธนาคารที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน เพราะโดยความหมายทั่วไปธนาคารก็ดำเนินกิจการเกี่ยวกับสิ่งมีค่า มีประโยชน์ การตั้งธนาคารโค-กระบือ ก็มิใช่ว่าตั้งโรงขึ้นมาเก็บโคและกระบือเพียงแต่มีศูนย์กลางขึ้นมาเช่น อาจจัดให้กรมปศุสัตว์ เป็นศูนย์รวม.."

รัฐบาลโดยกรมปศุสัตว์ ได้เริ่มดำเนินการตามโครงการธนาคารโค-กระบือ ตามพระราชดำริ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เมื่อเริ่มดำเนินการได้ใช้กระบือของกรมปศุสัตว์ จำนวน ๒๘๐ ตัว ไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนในพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี โดยให้เช่าซื้อและผ่อนส่งใช้คืนในระยะเวลา ๓ ปี หลังจากนั้นได้มีผู้ร่วมบริจาคสมทบโครงการอีกจำนวนมาก

ปัจจุบัน ธนาคารโค-กระบือ ตามพระราชดำริมีวิธีการให้บริการในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
๑. การให้เช่า ซื้อ ผ่อนส่งระยะยาว โดยมีระยะเวลาการผ่อนส่ง ๓ ปี โดยมีผู้ค้ำประกัน
๒. การให้เช่าเพื่อใช้งาน โดยมีผู้ค้ำประกัน
๓. การให้ยืมเพื่อทำการผลิตพันธุ์ โดยให้ยืมไปใช้เลี้ยงเพื่อผลิตลูกโค กระบือ โดยผู้ยืมต้องแบ่งลูกโค กระบือให้ธนาคารครึ่งหนึ่ง โดยลูกตัวที่ ๑,๓,๕ จะเป็นของธนาคาร ส่วนตัวที่ ๒,๔,๖ เป็นของเกษตรกร ผู้ยืมต้องหาผู้ค้ำประกันเช่นกัน
๔. การยืมใช้งาน สำหรับผู้ยากจนมากหรือทหารผ่านศึกจะได้รับการพิจารณาช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากเงื่อนไขทั่ว ๆ ไป ทั้งค่าเช่า และการค้ำประกันในการยืมโค กระบือเพื่อใช้งาน
การจัดตั้งเริ่มจากสมาชิกธนาคารตั้งแต่ ๑๐ รายขึ้นไป ซึ่งได้รับการคัดเลือกว่ายากจนและเดือดร้อนจริง ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงเพื่อช่วยเหลือให้มีปัจจัยการผลิตของตนเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าแรงงานโค กระบือ ในอัตราสูง และผลักดันให้เกิดผลผลิตอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
สำหรับประโยชน์ทางอ้อม เกิดขึ้นจากการเลือกใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสมกับระบบเกษตรกรรมแบบยังชีพ สำหรับเกษตรกรยากจนและมีพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก สามารถใช้แรงงานสัตว์ตามธรรมชาติ นอกจากนั้นการใช้แรงงานสัตว์ก็เป็นการช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นทรัพยากรที่นับวันจะน้อยลงไปและราคาสูงขึ้น

| สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขาบริหารธุรกิจ |