การอนุรักษ์ดินแและน้ำ

๑. มาตรการหญ้าแฝก

การชะล้างและพังทลายของดินเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียธาตุอาหารพืช และความเสื่อมถอยของผลิตภาพในการผลิตพืชของดิน ประมาณว่าแต่ละปีผิวหน้าดินและปุ๋ยธรรมชาติถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำคิดเป็นมูลค่าถึง ๓,๗๗๕ ล้านบาท และรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขุดลอกตะกอนดิน ซึ่งลงไปทับถมในแหล่งน้ำ ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท การชะล้างพังทลายของดินนี้ยังส่งผลเสียหายต่อเนื่องถึงคุณภาพของน้ำดิบที่ใช้ผลิตน้ำประปา การประมง การตื้นเขินของเส้นทางสัญจรทางน้ำ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อตัวเกษตรกรอีกด้วย เนื่องผลผลิตจากพืชที่เพาะปลูกลดลงจากเดิมประมาณร้อยละ ๒๕ พื้นที่เพาะปลูกสูญเสียความอุดมสมบูรณ์คิดเป็นเงินประมาณ ๙๐ บาทต่อไร่ อีกส่วนหนึ่งได้แก่ ปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม และอื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้ที่นาข้าวส่วนใหญ่ให้ผลผลิตข้าวเพียงประมาณ ๑๐-๒๐ ถังต่อไร่ และบางแห่งต้องทิ้งร้างไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบฝ่าละอองชุลีพระบาทว่า การสร้างคันดินกั้นน้ำร่วมกับมาตรการอื่น ๆ ที่เคยดำเนินการมาแล้ว แม้จะใช้ได้ผลดีระดับหนึ่ง ก็มีค่าใช้จ่ายสูงทั้งในการก่อสร้างและการบำรุงรักษา นอกจากนี้ เกษตรกรยังให้การยอมรับน้อย ประกอบกับทรงตระหนักถึงศักยภาพของหญ้าแฝก ซึ่งเป็นพืชที่มีรากที่หยั่งลึกและแผ่กระจายลงไปตรงๆในดิน ทำให้อุ้มน้ำและยึดเหนี่ยวดินได้มั่นคง และมีลำต้นชิดติดกันแน่น ทำให้ดักตะกอนดินและรักษาหน้าดินได้ดี จึงมีพระราชดำริให้ทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน เช่น การปลูกหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลาที่ลาดเอียง บริเวณขอบแปลงพืช และบริเวณที่ลาดชันในภูมิประเทศทั่วไป โดยพระราชทานพระราชดำริเป็นครั้งแรก เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๔ และได้ทรงแนะนำและสนับสนุนให้นำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งในพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่ป่า เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำหนดให้พุทธศักราช ๒๕๓๕ เป็นปีของหญ้าแฝก ซึ่งมีหน่วยราชการต่าง ๆ ดำเนินการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของหญ้าแฝกอย่างจริงจัง

ในส่วนของเกษตรกรทั่วไป ก็ได้ทดลองใช้หญ้าแฝกป้องกันการชะล้างหน้าดิน และพบว่าเป็นวิธีอนุรักษ์ดินและน้ำที่ใช้ต้นทุนต่ำและสามารถดำเนินการเองได้ ปัจจุบันจึงมีการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำตามแนวบ่อดักตะกอน ทางระบายน้ำ ขอบทางเดินในไร่นา ตามคูรับน้ำรอบภูเขา ทำเป็นแนวชะลอความเร็วของน้ำและดักตะกอนขวางความลาดเอียงของพื้นที่ ปลูกระหว่างแถวไม้ผล และใช้เป็นแนวเขตถือครองที่ดิน พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องหญ้าแฝกนี้ นอกจากจะพัฒนาให้เกษตรกรสำนึกและมั่นใจในระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแล้ว ยังช่วยกอบกู้ทรัพยากรดินที่เสื่อมลงใกล้ถึงจุดวิกฤตให้ได้กลับคืนสู่สภาพที่ดีอีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างของพื้นที่ที่นำระบบหญ้าแฝกมาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้แก่ พื้นที่โครงการปลูกป่ามูลนิธิชัยพัฒนาแม่ฟ้าหลวง พื้นที่สวนสมเด็จ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่ ศูนย์ศึกษาคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี พื้นที่เกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่เกษตรกรภาคเหนือตอนล่าง พื้นที่สูงภาคเหนือ

ด้วยพระปรีชาสามารถในเรื่องดังกล่าว สมาคมควบคุมการพังทลายของดินนานาชาติ (International Erosion Control Association) จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์นักอนุรักษ์ดินและน้ำดีเด่นของโลกประจำ ค.ศ.๑99๓ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖ เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการนำหญ้าแฝกมาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำดังปรากฏในประกาศพระราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติว่า " Honour Exellence in Soil and Water Conservation and Natural Resources Protection International Award- King of Thailand" นอกจากนี้เครือข่ายสารเทศหญ้าแฝก (Vetiver Information Network) ของฝ่ายวิชาการประจำทวีปเอเชียของธนาคารโลก (World Bank's Asia Technical Department) ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลหญ้าแฝกทองคำ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๖ และทางธนาคารโลกจึงได้เผยแพร่พระราชกรณียกิจเรื่องหญ้าแฝก ในจดหมายข่าวหญ้าแฝก (Vetiver Newsletter) ฉบับที่ ๑๑ ประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗

๒. การจัดการลุ่มน้ำ

จากการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดีว่าเกษตรกรส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก แต่สภาพของลุ่มน้ำส่วนใหญ่มีความเสื่อมโทรมอย่างมาก จึงทรงเน้นการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งน้ำเป็นพิเศษ โดยโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับรูปแบบที่เหมาะสมของการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธารเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งรูปแบบการพัฒนาในด้านอื่นๆ ที่จะอำนวยให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาไว้ว่า "พื้นที่ตอนบนเหนืออ่างเก็บน้ำให้เป็นการพัฒนาป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร ในระหว่างกลาง ก็ให้พิจารณากิจกรรมด้านปศุสัตว์ และกสิกรรม ส่วนปลายทางหรือพื้นที่ตอนล่างเป็นเรื่องของประมง" ข้อมูลอันมีคุณค่าจากโครงการนี้ช่วยให้ราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำสามารถนำไปใช้ประโยชน์ โดยประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามแบบแผนที่ทรงแนะนำ และอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารไปพร้อม ๆ กัน พระปรีชาสามารถเป็นเลิศในการกำหนดแนวทางพัฒนาและจัดการลุ่มน้ำ ช่วยกอบกู้ให้ประเทศไทยมีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์และยั่งยืนตลอดไป