พระปรีชาญานในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย

พระปรีชาญาณในการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเริ่มจากพระราชปณิธานของพระองค์ท่านที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขราษฎรของท่านที่ได้รับภัยพิบัติจากภัยแห้งและน้ำท่วมเป็นประจำ พระปรีชาญาณและพระราชปณิธานในการแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติทั้งพื้นที่ตอนบน ตอนกลาง และตอนล่างของลุ่มน้ำสำคัญของประเทศไทยโดยละเอียด ปรากฎอยู่ในวารสารสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๓๙ เพื่อเป็นการแสดงพระปรีชาญาณให้ปรากฎ คณะผู้จัดทำหนังสือนี้ขออนุญาตนำบางส่วนของบทความเรื่อง "พระราชปณิธานการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง" มาเสนอไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้

"หลายต่อหลายปีมาแล้วที่พระองค์ทรงพิจารณาและแก้ไขปัญหาน้ำ พระองค์ ทรงหยั่งด้วยวิทยาการได้ว่า ปัญหาภัยแล้งจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนต่อพื้นที่อันกว้างใหญ่ในพระราชอาณาจักร ระยะเวลากว่า ๔๗ ปี ที่พระองค์ทรงตรากตรำพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการโดยได้พระราชทานพระราชดำริต่าง ๆ มาแล้ว ๒,๐๐๐ โครงการ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ หากเราไม่ได้โครงการตามพระราชดำริสถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้เพียงใด"

วันนี้พระองค์ได้ทรงระบายออกมาแล้ว ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาต่อหน้านายกรัฐมนตรี ข้าราชการ และพสกนิกร

"วันนี้ก็ขอพูด ขออนุญาตที่จะพูด เพราะว่าอั้นมาหลายปีแล้ว เคยพูดเมื่อหลายปีในวิธีที่จะปฏิบัติเพื่อที่จะให้มีทรัพยากรน้ำพอเพียงและเหมาะสม คำว่าพอเพียงก็หมายความให้มีพอในการบริโภค ในการใช้ทั้งในด้านการใช้บริโภคในบ้าน ทั้งในการใช้เพื่อการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมต้องมีพอ ถ้าไม่มีพอทุกสิ่งทุกอย่างก็ชะงักลง แล้วก็ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะภูมิใจว่าประเทศเราก้าวหน้าเจริญก็ชะงักไม่มีทางที่จะเจริญ ถ้าไม่มีน้ำ"

พระบรมราโชวาทที่ทรงระบายความในพระราชหฤทัย อีกตอนหนึ่ง มีดังนี้

"ปัญหาเรื่องภัยแล้งนี้ ดูจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ และก็หมู่นี้พูดกันอย่างขวัญเสียว่า อีกหน่อยจะต้องปันส่วนน้ำหรือแม้จะต้องตัดน้ำประปา อันนี้สำหรับกรุงเทพฯ ฉะนั้นก็จะต้องหาทางแก้ไข และซึ่งปัญหานี้ได้วางแผนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถ้าหากว่าได้ปฏิบัติวันนี้เราไม่ต้องพูดถึงการขาดแคลนน้ำ โครงการโดยเฉพาะนั้นก็มีแล้ว โครงการนั้นได้ยืนยันมาเมื่อเดือนที่แล้ว ที่ไปเดือนกว่าที่นราธิวาส ก็ได้วางโครงการและก็เป็นโครงการที่แม้จะไม่ได้แก้ไขปัญหาปีนี้หรือปีหน้า แต่ถ้าทำอย่างดีประมาณ ๕ หรือ ๖ ปี ปัญหาน้ำขาดแคลนในกรุงเทพฯ จะหมดไปอย่างโดยสิ้นเชิง อาจจะนึกว่า ๕ - ๖ ปี ปัญหานี้หมดไป ก็คงมีกำลังใจที่จะฟันฝ่าชีวิตต่อไปที่ว่า ๕ - ๖ ปีนี้ ความจริงได้เริ่มโครงการที่คิดจะทำนี้จะบอกได้ไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีการคัดค้านจากทั้งผู้เชี่ยวชาญทั้งผู้ที่ต่อต้านการทำโครงการ แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่ทำได้แล้วก็อยู่ในวิสัยที่จะทำได้แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ก็ทำเดี๋ยวนี้ดำเนินไปเดี๋ยวนี้อีก ๕ - ๖ ปีข้างหน้าเราสบาย และถ้าไม่ทำอีก ๕ - ๖ ปีข้างหน้าราคาค่าก่อสร้างค่าดำเนินการก็ขึ้นไปสองเท่าสามเท่า ลงท้ายก็จะต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไปก็ทำไม่ได้ เราก็จะต้องอดน้ำแน่ จะกลายเป็นทะเลทราย แล้วเราจะอพยพไปที่ไหนก็ไม่ได้
โครงการนี้คือ สร้างอ่างเก็บน้ำสองแห่ง แห่งหนึ่งคือ "ที่แม่น้ำป่าสัก" อีกแห่งหนึ่งที่ "แม่น้ำนครนายก" สองแห่งรวมกันจะเก็บกักน้ำเหมาะสมพอเพียงสำหรับการบริโภค การใช้ในเขตกรุงเทพมหานคร และเขตใกล้เคียง"

นี่ถ้าเป็นเราเป็นท่าน คงจะถอนหายใจโล่งอกไปทีที่จะได้ระบายออกมา แต่สำหรับพระองค์ท่านด้วยทศพิธราชธรรมที่พระองค์ทรงเคร่งครัดอย่างยิ่งนั้น เราท่านจึงมิได้ล่วงรู้เลยว่าพระองค์ท่านทรงรู้สึกอย่างไร นั่นเพราะพระองค์ทรงอธิบายถึงพระราชปณิธานต่อไปอย่างมั่นคงว่า

"เขื่อนป่าสักที่ตอนแรกนึกจะทำได้ ๑,๓๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ว่าแก้ไปแก้มาก็เหลือ ๗๕๐ ล้านกว่า ๆ แม้เขื่อนป่าสักเขื่อนเดียวอย่างนี้ก็ตาม ตัวเลขที่ให้ไว้ตะกี้ก็พอ พอสำหรับการบริโภค แน่นอนไม่แห้ง ถ้าไปเติมอีกโครงการที่นครนายกอีก ๒๔๐ ล้าน คือ นั่นคนจะต้องเริ่มเอะอะ เวลาฟังดูว่าแม่น้ำนครนายกเพราะว่า เอะอะเดี๋ยวจะทำที่ต้องบุกป่าต้องบุกอุทยานแห่งชาติ ไม่ใช่ตอนนี้ ระยะนี้ จะไม่สร้างในป่าสงวน ในป่าของอุทยาน หรือถ้าเข้าไปหน่อยก็จะไม่มีต้นไม้ มีแต่กล้วยไม้ อันนี้ที่จะสร้างที่ใกล้บ้านท่าด่านที่บ้านท่าด่านนี้ มีคนเค้ามีการคัดค้านบอกว่า มีโครงการพระราชดำริอยู่ที่นั่น มีฝายท่าด่านซึ่งสร้างมาเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปีแล้ว บริการเกษตรกรในเขตของนครนายก ทำให้ได้น้ำสำหรับการเกษตรกรรมประมาณหมื่นกว่าไร่ ฝายอันนั้นเป็นฝายที่ใหญ่ ฝายอันนั้นจะต้องถูกกรอบ เพราะว่าพระราชดำรินั้นก็เป็นความคิดของพระราชา ถ้าหากความคิดของพระราชานั้นแตะต้องไม่ได้ ก็หมายความว่า เมืองไทยนี้ไม่มีความก้าวหน้า แต่ว่าฝายอันนั้นตามพระราชดำริได้บริการประชาชนมาเป็นเวลานานแล้วก็ได้ผลคุ้มค่าแล้ว ตอนนี้จะสร้างอะไรที่มากลบโครงการพระราชดำรินี้ก็ต้องอนุญาต"

แล้วพระองค์ก็ยังทรงอธิบายพระราชปณิธานที่ล้ำลึกต่อไปดังนี้

"อนุญาตให้รื้อฝายนั้นได้ และสร้างเขื่อนอันที่ใหญ่โตสูงและจุน้ำถึง ๒๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตรจะช่วย ถ้าในเวลาที่มีน้ำพอสมควรไม่เป็นภัยแล้งก็สามารถที่จะทำการเพาะปลูกเป็นจำนวนแสนไร่และไม่ต้องสร้างระบบเพราะระบบมีแล้ว ฉะนั้นการสร้างเขื่อนเฉพาะตัวเขื่อนและอาคารประกอบ จะทำให้แก้ไขปัญหาไปได้เยอะ และไม่ได้ท่วมที่ของประชาชนมากนัก มีที่ที่ตรงนั้นประมาณ 500 ไร่ เป็นของกรมชลประทานอยู่แล้ว ตรงนั้นไม่ต้องเวนคืน ไม่ต้องรื้อ ไม่ต้องเดือดร้อนก็คงเหลือที่ที่จะเป็นที่การทำมาหากินเล็กน้อยของประชาชนในหมู่บ้านท่าด่านนั้น หมู่บ้านเองก็จะไม่ถูกต้อง ฉะนั้นถ้าหากว่าทำโครงการนี้ก็จะเป็นการช่วยขจัดภัยแล้งได้ สำหรับเฉพาะเขื่อนอันนี้ถ้าหากว่าทำโดยเร่งด่วนจริง ๆ เข้าใจว่า ๔ ปีทำเสร็จ ไม่ใช่ ๖ ปี แต่ต้องเอาจริงแล้วก็ต้องยอม เพราะว่าเขื่อนนี้สูงถึง ๗๐ เมตร ซึ่งไม่ใช่น้อยเพื่อให้จุน้ำได้เต็มที่ในลุ่มน้ำนั้น มีน้ำลงมาเฉลี่ย ๒๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ฉะนั้นก็รู้สึกว่า จะแน่นอนพอสมควรว่าอ่างอันนี้จะมีประสิทธิภาพ"

"ปัญหาว่า เดี๋ยวนี้มีภัยแล้ง หมายความว่าฝนไม่ลง แต่ว่าในละแวกนี้มีฝนลงจนมีน้ำท่วมมาเนือง ๆ ไม่เหมือนภาคเหนือ แต่ว่าที่นี่เชื่อว่าน้ำจะมีได้ และถ้าหากว่าปีไหนฤดูฝนดื้อ ไม่ลง ก็สามารถทำฝนเทียมลงมาได้สะดวกง่ายกว่าที่ภาคเหนือ ก็นับว่าเข้าใจว่าเขื่อนอันนี้แม้สภาพอากาศจะมีความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปได้ ก็จะเชื่อได้ว่าแถวตรงนี้น้ำคงมีจำนวนนี้ มิหนำซ้ำถ้าหากว่าเราดูว่าน้ำจะมีผิดปกติ ก็อาจจะผิดปกติมากกว่าที่มีน้ำประจำปีตามปกติ บางทีก็มีมากกว่าอย่างเคยมีมากจนกระทั่งทำให้น้ำท่วม เขื่อนอันนี้จะช่วยบรรเทาน้ำท่วม อาจจะน้อยกว่าบ้าง แต่ว่าโดยที่เราเก็บน้ำเอาไว้ ก็สามารถบริการประชาชนให้ได้สม่ำเสมอทุกปี"

และเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจระหว่างผู้ฟัง พระองค์จึงทรงอรรถาธิบายต่อไปอีก

"เรื่องของน้ำท่วมนั้น ปีนี้ไม่พูด แต่ลงท้ายเทวดาก็เตือนว่าต้องพูด เพราะว่าภาคใต้ก็ท่วมที่เป็นอย่างนี้ ธรรมชาติเป็นอย่างนี้ บางทีก็มากบางทีก็น้อย แต่ถ้าสร้างเขื่อนบ้าง ไอ้บางทีก็มากบางทีน้อยนั้น เขื่อนนั้นจะเป็นเครื่องมือสำหรับเฉลี่ย ปีไหนมีน้ำมากก็เก็บเอาไว้ไม่ต้องใช้เพราะว่าน้ำที่ลงมาพอใช้แล้วก็เก็บเอาไว้ ปีไหนที่น้ำน้อยก็เอาออกมาใช้ ทำให้ภัยแล้งบรรเทาลง ภัยอุทกภัยก็บรรเทาลงด้วย ข้อนี้ได้พูดมาหลายปีแล้ว แล้วก็ในที่ประชุมเช่นนี้เหมือนกัน"

"ฉะนั้น การที่มาเล่าให้ฟังว่า คิดจะสร้างเขื่อนนครนายกก็เพื่อจะได้ไม่ได้ต้องเสียใจว่า ทำไมเมื่อ ๖ ปีไม่ได้ทำ ความจริงเรื่องของแม่น้ำนครนายกก็ตาม ได้ศึกษามาเป็นเวลาแรมปี แต่ว่าไม่ได้ปฏิบัติ เพราะว่ากลัวว่าคนจะโจมตี ฉะนั้นเดี๋ยวนี้เราเสียใจว่าไม่ได้ทำมาต้องมาเผชิญกับภัยแล้งนี้ ถ้าไม่ได้กลัวกล้าทำเมื่อแม้จะ ๖ ปี ที่จริงทำวางโครงสร้างโครงการนี้มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ….. "

" ด้วยเหตุต่าง ๆ นานา ซึ่งนักวิชาการเองบางทีก็ไม่นึกถึงว่าทำไม ก็พูดถึงว่า เพราะว่าไปตัดต้นไม้ ไปตัดต้นไม้นั้นมันเป็นปัจจัยหนึ่งเป็นปัจจัยเดียว แต่ว่าอื่น ๆ ก็มีเหมือนกันที่จะทำให้น้ำน้อยลง แต่วิธีที่จะทำก็ทำอย่างทำฝนเทียมก็ทำได้ หมายความว่าความชื้นที่ผ่านเหนือเขตเราดักไว้ให้ลง ปีนี้ได้ทำมากพอใช้ ทำเป็นเวลาต่อเนื่องกันไปประมาณเกือบ ๓ เดือน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำนั้นเขาเหน็ดเหนื่อยมาก เพราะว่าเครื่องบินก็มีน้อย อุปกรณ์มีน้อย เจ้าหน้าที่ที่ทำการฝนเทียมนั้นน่ะเขาต้องเสี่ยงอันตรายมาก เพราะเครื่องบินที่มีอยู่ก็เก่าแล้วก็ชำรุด ทางกองทัพก็ได้เอื้อเฟื้อเครื่องบิน แต่เครื่องบินเหล่านั้นก็เก่า อย่างเช่นเครื่องบิน ซี ๑๒๓ ซึ่งเหมาะสมกับการทำฝนเทียม เพราะว่าวางบรรทุกมากพอใช้แล้วก็บินได้มีประสิทธิภาพ สมรรถนะดี แต่ก็มี ๒ ลำนั้นนะเขาต้องผลัดกัน วันหนึ่งก็อาจจะได้ลำหนึ่ง บางวันก็ศูนย์ลำ เพราะว่าต้องแก้เครื่องยนต์ เจ้าหน้าที่จะต้องเสี่ยงอันตราย เพราะว่าถ้าขึ้นไปแล้วก็เครื่องยนต์เสียจะมาลงที่ไหนมันไม่มีที่ลงลำบากก็เลยทำให้เป็นอันตรายได้ ฉะนั้นเขาได้ปฏิบัติด้วยความเสียสละใช้คำว่าเสียสละได้ เพราะว่าอันตรายฝ่าอันตราย ส่วนของเกษตรนั้นก็มีเครื่องบิน ๒ ลำ ซึ่งจะต้องผลัดกันซ่อม ฉะนั้นจำนวนเครื่องบินที่มีที่จะใช้อาจจะไม่พอ ถ้าไม่พอผลมันไม่ได้ แล้วก็ที่จะทำให้ฝนเทียมนี้ได้ประโยชน์ จะต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ให้พอสมควร ก็ยากที่จะหามาเพราะว่าราคาก็แพง เครื่องบินลำหนึ่งราคาเป็นร้อยล้าน สองร้อยล้าน แล้วก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ด้วย เจ้าหน้าที่ก็ต้องฝึกการทำฝนเทียมนี้ บางทีก็เป็นสิ่งที่น่าท้อใจเพราะว่า อย่างเช่นตอนหลัง ๆ นี้ ความชื้นในอากาศน้อย ความจริงก็พอทำได้ แต่ไม่เป็นลำเป็นสัน บางทีทำแล้วแทนที่จะลงในลุ่มน้ำปิง คือเชียงใหม่ ลำพูนแถวนี้ กลับไปลงเชียงราย เชียงรายซึ่งเป็นอู่น้ำอู่ข้าวมีผลดีจะประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็หมายความว่าไม่ใช่ว่าประเทศไทยแห้งแล้งก็ไม่ผลิตผล อย่างจังหวัดเชียงรายที่เป็นจังหวัดที่ผลิตข้าวมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยก็ได้ประโยชน์ ได้ทำการผลิตน้ำ ข้าว อย่างมากพอใจที่เดียว แล้วก็การทำฝนเทียมก็ได้ผลเพราะว่า น้ำก็ไปลงที่เชียงราย แล้วก็เป็นผลผลิตของประเทศชาติ ทำให้เมืองไทยนี้ก็มีรายได้ต่อไปแล้วก็ไม่อดข้าว ฉะนั้นการที่จะให้แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำนี้ก็ต้องมีกิจกรรมหลายด้านที่จะต้องทำระยะใกล้และระยะไกลอย่างเช่น ฝนเทียมนี้เป็นระยะใกล้ ซึ่งก็ทำให้น้ำในเขื่อนก็ไม่แห้งทีเดียว ก็ยังพอมีใช้ถ้าระมัดระวัง"

พระองค์ทรงอธิบายไว้อย่างละเอียดละออ ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเข้าใจให้ทุกคนได้รู้โดยถูกต้อง เป็นสิ่งที่สามารถเห็นจริงโดยไม่ต้องพิสูจน์อีก แล้วพระองค์ก็ทรงมีพระกระแสต่อไปว่า

"อย่างภาคใต้ที่ปัจจุบันนี้ พูดถึงภัยแล้งไม่มี มีแต่อุทกภัย อุทกภัยนั้นทำให้มีความเดือดร้อนมากพอสมควร แต่ก็นับดูก็ไม่รุนแรงเท่าคราวก่อน ๆ ปัญหาอยู่ที่ว่า เวลาฝนลงแล้วก็ท่วม แล้วจะต้องรีบให้น้ำนั้นออกไป ถ้าให้น้ำออกไปแล้วตอนที่น้ำน้อย คืออีกหน่อยในปีหน้าน้ำจะน้อยเกินไป แม้แต่ภาคใต้ก็น้อยเกินไป ฉะนั้นการเก็บน้ำก็สำคัญที่จะต้องเก็บ อันนี้ก็ให้ไปคิดว่าเก็บที่ไหน ให้ท่านทั้งหลายคิดเอาเองว่าเก็บที่ไหน เพราะว่าถ้าเราทำที่ไหนแล้วก็มีการคัดค้าน เราก็ไม่อยากเผชิญการคัดค้าน มันเหนื่อยเปล่า ๆ แต่ว่าความจริงถ้าหากเก็บน้ำเอาไว้การที่มีน้ำท่วมอย่างที่เกิดขึ้นก็น้อยลง และหน้าแล้งก็หมายความว่าอีก ๒ - ๓ เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งฝนในจะลงน้อย ก็เปิดน้ำที่กักเอาไว้มาทำการเพาะปลูก แม้ข้าวก็ได้ฉะนั้นถ้าหากว่า คิดถึงว่า การบริหารทรัพยากรน้ำในระยะไกลนี้ มันต้องคิดให้ดี ๆ แล้วก็ถ้าไม่คิดแต่ใกล้ ๆ เราก็ต้องเผชิญภัย ทั้งอุทกภัยทั้งภัยแล้งทั้งสองอย่างซึ่งเรากำลังเผชิญอยู่เดี๋ยวนี้ ฉะนั้นก็ต้องช่วยกันคิดดี ๆ"

แล้วก็ทรงยกตัวอย่างที่ โครงการปากพนังว่า ...

"ส่วนหนึ่งที่จะแจ้งให้ได้ว่ากำลังทำอยู่ คือโครงการที่ปากพนัง ปากพนังเมื่อสองสามปีนี้ต้องไปช่วยแล้ว ก็มีโครงการของทางราชการทั้งทางทหารพลเรือนต้องไปช่วย แม้น้ำบริโภคของอำเภอปากพนังนั้น ต้องบรรทุกรถไปให้ การบรรทุกรถไปให้นี่ท่านนักเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็ย่อมทราบดีว่า มันขาดทุนแค่ไหน ถ้าหากสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ สิ้นเงินเป็นสิบ ๆ ล้านหรือร้อยล้าน ถ้าหากว่าสร้างแล้วจะสามารถที่จะบริการประชาชนได้ โดยไม่ต้องบรรทุกด้วยรถ การบรรทุกด้วยรถจะต้องใช้เงินงบประมาณเป็นร้อย ๆ ล้าน อย่างคนที่ไม่ได้คิดเมื่อครั้งมีผู้อพยพเขมรที่เขาอีด่าง อันนั้นต้องบรรทุกน้ำมาจากห้วยชัน ใช้รถบรรทุกมาทุกวัน หลาย ๆ คันรถ ซึ่งคำนวณดูแล้ว ค่าน้ำมัน ค่าบริการ ค่าสึกหรอนั้นเป็นล้าน ๆ บาท จึงได้ขอให้สร้างอ่างเก็บน้ำใกล้กับเขาอีด่าง แล้วก็ให้ขอทางสหประชาชาติให้ช่วย ลงท้ายสร้างเท่ากับได้น้ำฟรีเลยไม่ต้องบรรทุก ต่อท่อมาแล้วก็อยู่สบาย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งมาเป็นมากมาย เป็นล้าน ๆ บาท ก็เช่นเดียวกันที่ภาคใต้ที่ปากพนังทำโครงการ เดี๋ยวนี้กำลังดำเนินอยู่แล้วก็หวังว่าจะเสร็จภายใน ๓ ปี ภายใน ๓ ปีนี้ก็จะอยู่ในระยะเทศกาลฉลองปีที่ ๕๐ ในรัชกาลปัจจุบันซึ่งก็ใครต่อใครก็เริ่มคิดว่า อยากจะทำกันฉลองปีที่ ๕๐ ในรัชกาลปัจจุบันซึ่งจะเริ่มในปี ๓๘ คือปี ๓๘ มันก็มีความหมายดีและก็ทำให้ครึกครื้นดีทำให้ผู้อื่นปลื้มใจดีทั่วทั้งประเทศ โครงการนั้นก็คือควบคุมไม่ให้น้ำเค็มเข้ามาในคลองชะอวด แล้วสามารถที่จะทำนาในอำเภอเชียรใหญ่อย่างดี แม้จะถูกน้ำท่วมก็เก็บน้ำไว้ได้ เพื่อที่จะทำนาต่อไปชดเชยหรือถ้าหากว่าจะทำโครงการดี ๆ แม้จะฝนลงมามาก น้ำจะท่วมเล็กน้อย แต่ก็ข้าวในอำเภอเชียรใหญ่ซึ่งเป็นอำเภอใหญ่ เชียรใหญ่ หัวไทร ปากพนังมีพื้นที่ทำนาเป็นแสนไร่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ทำข้าวไม่ค่อยมากก็เสียด้วยน้ำมากเกินไปหรือน้ำน้อยเกินไปทั้งสองอย่าง ถ้าเราลงทุนเป็นพันล้าน แล้วก็จะได้ควบคุมน้ำนั้นได้ให้เป็นน้ำจืดน้ำใช้ได้ บางคนอาจจะเอะอะว่า นากุ้งล่ะ นากุ้งจะได้ทำได้ เพราะว่าทางอำเภอหัวไทรอยู่ใกล้ทะเล และก็มีคลองที่เรียกว่า คลองปากพนังขนานกับฝั่งทะเลคลองนั้นยอมให้เป็นน้ำกร่อยจะทำนากุ้งได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันซึ่งประเทศไทยสามารถจะส่งนอก เมื่อเนื้อกุ้งส่งนอกไปจำนวนมากที่สุดในโลก ขายไปประเทศญี่ปุ่นถึงอเมริกา และนอกจากกุ้งก็ปลาที่ทำในนากุ้งนั้นก็จะสามารถที่จะเป็นรายได้เข้าประเทศอย่างมากมาย ประชาชนที่ทำกิจการเหล่านั้นก็จะร่ำรวยไม่เสียเพราะว่าแยกน้ำกร่อยกับน้ำจืดใช้ในโครงการที่เล็งเอาไว้ให้สร้างได้ผลภายใน ๓ ปี ซึ่งทางกรมชลประทานและทางเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนอื่น ๆ ก็ได้ร่วมมือ กำลังทำอยู่เดี๋ยวนี้ ซึ่งก็จะเป็นผลและอันนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับน้ำเหมือนกัน"

"ฉะนั้น ภัยแล้งนี้เราดำเนินไปเรื่อย ต่อสู้ไปเรื่อย แล้วก็ที่พูดวันนี้ก็เป็นโครงการอย่างสั้น ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปี ๖ ปี และถ้าไม่ทำเดี๋ยวนี้ ก็เป็น ๑๐ ปี ถ้าไม่ทำไปปีเพิ่มอีกปี ฉะนั้นต้องทำเราต้องเข้าใจว่า เงินที่จะมาลงทุนในโครงการเหล่านี้ก็ควรจะมีพอ เพราะเหตุว่าเงินเหล่านี้ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจก็จะต้องทราบดีว่า จะได้กำไรเท่านั้น เท่านั้นกลับคืนมา ก็สามารถจะใช้หนี้เท่านั้น คือ บางทีก็ใช้หนี้ได้ แต่ไม่ใช่เพราะว่าหลักกิจการทางเศรษฐกิจ ถ้ากฎบริษัทไหน หรือกิจการไหนไม่เป็นหนี้ บริษัทนั้นไม่ดี เพราะว่าต้องเป็นหนี้ ถ้าให้บริษัทนั้นก้าวหน้าไอ้นี่ตามทฤษฎีของเศรษฐกิจ

แต่สำหรับโครงการ เช่น โครงการปากพนัง หรือโครงการนครนายก โครงการป่าสัก โครงการเหล่านี้ กำไรนั้นมาที่ประชาชน ประชาชนจะอยู่ดีกินดี เมื่อประชาชนอยู่ดีกินดี ก็สามารถจะเสียภาษีให้รัฐบาล รัฐบาลก็เก็บเงินภาษีอากรได้อย่างดี ประชาชนมีความสุขความสบายต้องไปเสียภาษี ทั้งประชาชนที่มีรายได้ดีส่วนมากก็ไม่เล่นขโมยไอ้โน่นไอ้นี่คือว่า พวกที่ขโมยส่วนมากพวกแร้นแค้น ใครไม่แร้นแค้น ไม่เล่นการปล้นการขโมยเพราะมันไม่สนุกและมันเสี่ยงอันตราย และถูกจับ อาจถูกใส่คุกลงไปเป็นแรมปี มันไม่สนุก ถ้าเขาทำกินได้เขาก็ทำกิน แล้วก็เมื่อทำกินได้แล้ว มีความสุขเขาก็ไม่ขโมย เขาก็ไม่เป็นผู้ร้าย เขาก็ช่วยกันสร้างยิ่งเจริญใหญ่ แล้วที่เล่าเรื่องโครงการเหล่านี้ก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จะทำให้ในอนาคตมีความสุขได้มีความเจริญได้"

พระองค์ทรงประสาททั้งความคิด วิชาการ และแนวทางในด้านต่าง ๆ กันไปทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และจิตวิทยา ที่ทุกคนเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ แล้วพระองค์ก็ทรงสอนต่อไปว่า

"เรื่องปัจจุบัน โครงการเหล่านี้จะช่วยเหลือกัน แม้จะทุกวันนี้ถ้าหากเราลงมือทำเกิดมีงานทำอย่างโครงการ สมมุติว่าที่ที่นครนายก ถ้าเริ่มทำ คือ ลงมือทำจริง ๆ คนที่มาทำงานขุดดินมาเป็นช่วง มาเป็นผู้ที่ปฏิบัติก็มีงานทำ ก็เดี๋ยวนี้งานทำชักจะยาก เข้าทุกที มีคนว่างงานมากขึ้น เพราะว่าเศรษฐกิจดี โรงงานเขาก็ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ ก็ต้องปล่อยคนงานออกไป คนงานที่ออกไปไม่มีงานทำ แต่ถ้าทำโครงการใหญ่ ๆ เหล่านี้จะสามารถเอาแรงงานมาทำ มาสร้าง แล้วก็เขามีงาน เขาก็มีเงินตอบแทนเศรษฐกิจของคนเหล่านั้นก็จะดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเขาก็ทำงานด้วยความตั้งใจมากขึ้น มีอาหารใส่ท้องก็แข็งแรง งานนั้นก็จะมีปริมาณและคุณภาพดีขึ้น ฉะนั้นทางเศรษฐกิจแท้ ๆ จะเป็นกำไรส่วนรวม หรือถ้าพูดถึงรัฐบาลอยู่ดี เพราะว่าทุกคนมีงานทำ ทำงานได้ แล้วก็พูดให้ทางภาษีอากรก็เสียภาษีได้ เพราะฉะนั้นที่พูดอย่างนี้ก็ทำให้ปัญหาปัจจุบันนี้ จะได้รับการแก้ไขตั้งแต่วันนี้ไปคือเช่นเดียวกับที่เคยเล่าให้ฟังว่า โครงการแห่งหนึ่งที่ภาคเหนือ ที่สันกำแพง ไปดูสถานที่แล้วก็ชาวบ้านเองก็ขออยากให้ทำอ่างเก็บน้ำตรงนี้ เขื่อนห้วยลาน แล้วก็ช่างก็บอกว่าทำได้ทางส่วนราชการได้แก่ กรมชลประทานกับสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท รพช. ร่วมกันช่วยกันทำ ไปเยี่ยมที่ตรงนั้นจะเป็นยี่สิบเท่าไรกุมภา ๒๗ กุมภา วันที่ ๑ มีนา ก็ทำงานแล้ว ชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นได้รับเงินตอบแทนในงานการของเขาแล้ว เศรษฐกิจเขาเริ่มดีขึ้นแล้วภายใน ๓ วันคือมาอันนี้เป็นผลโดยตรงสำหรับชาวบ้าน เป็นผลที่ได้ทันที ส่วนอ่างเก็บน้ำอันนั้นก็เสร็จภายใน ๗ - ๘ เดือน เก็บน้ำได้ในปีต่อไป ไปดูแล้ว ปลูกข้าวได้แล้ว น้ำในหมู่บ้านดี ไม่ต้องเดิน 3 กิโลเมตร ไปตักน้ำที่ที่แหล่งน้ำอื่น ภายในปีหนึ่งประชาชนได้รับผลประโยชน์ของการกำจัดภัยแล้งในที่ตรงนั้น ก็หมายความว่าไม่ช้าเมื่อทำลงมือทำแล้วได้ผลนับว่าทันที ฉะนั้นที่พูดอย่างนี้ก็ขอให้ช่วยกันคิดอาจจะไม่ใช่ แต่ละคนก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องไม่ใช่ธุระ แต่ที่จริงเป็นธุระทุกคน"

พระราชดำรัสที่ได้เชิญมานี้ หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่า นอกจากพระองค์ทรงห่วงใยพสกนิกรแล้ว พระองค์ยังแสดงออกถึงพระปรีชาญาณในการหาหนทางแก้ปัญหาที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน ทรงพิจารณาลึกลงไปถึงว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้มิใช่ปัญหาเฉพาะด้านเทคนิคแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ปัญหาทางด้านสังคมและวัฒนธรรมอันเกิดจากความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดจากทั้งนักวิชาการและมวลชนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งได้ดำเนินมาอย่างตลอด ความล่าช้าในการพัฒนาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนในประเทศจะต้องช่วยกันแก้ไขต่อไป

คำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
พระปรีชาญานในการจัดการลุ่มน้ำเพื่อพสกนิกร | ทรัพยากรป่าไม้ | ทรัพยากรดิน | ทรัพยากรน้ำ | การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย | การบูรณาการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำ | สรุป |

สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขาการจัดการลุ่มน้ำ