พระปรีชาญานในการจัดการทรัพยากรดิน

ในการจัดการลุ่มน้ำนั้นไม่เพียงแต่เป็นการจัดการทรัพยากรป่าไม้เพื่อช่วยปกป้องรักษาต้นน้ำให้ได้น้ำใสสะอาดเพียงพอต่อชุมชนทั้งตอนบนและตอนล่างเท่านั้น การรู้จักรักษาทรัพยากรดินในพื้นที่ที่ทำการเกษตรบนต้นน้ำลำธารและในที่ลุ่มหุบเขาต่ำลงมาก็มีความสำคัญยิ่ง นอกจากเป็นการช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ใช้ประโยชน์สร้างผลิตผลเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่องแล้ว การอนุรักษ์ดินบนพื้นที่ลาดเขาเหล่านั้นยังช่วยชะลอการไหลของน้ำบ่าหน้าดินที่อาจเกิดขึ้นบนพื้นที่สูงชันนั้นได้ นอกจากนี้ดินในพื้นที่เหล่านั้นยังมีอิทธิพลต่อการตรึงน้ำในหน้าฝนไว้เพื่อการปลดปล่อยลงมาให้เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในช่วงฤดูแล้ง เป็นหลักการอันสำคัญยิ่งของการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ว่า "ต้องเก็บน้ำไว้ในดิน รักษาดินให้อยู่กับที่"

ในเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัส ทั้งแก่พสกนิกรและหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบตลอดมา ดังเช่นพระราชดำรัสที่บ้านผาปู่จอม ตำบลกิ้ดช้าง อำเภอแม่แตง เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ที่ว่า

"การจัดเตรียมดินสำหรับเพาะปลูกตามพื้นที่ลาดชัน จะต้องเก็บรักษาผิวดินเดิมซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูงไว้ และต้องปลูกหญ้าหรือพืชอื่นยึดผิวดินไว้ไม่ให้ถูกฝนหรือกระแสน้ำชะล้างได้ เพราะหากผิวดินถูกชะล้างทำลายเสียแล้วก็จะทำการเพาะปลูกไม่ได้ผล เนื่องจากดินจะจืดและเสื่อมคุณภาพ"

ทั้งนี้นอกเหนือจากแนวพระราชดำริดังกล่าวแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงแนะนำราษฎรให้มีการปลูกพืชสกุลถั่วหมุนเวียนในท้องนาขั้นบันไดสลับกับการปลูกข้าวเพื่อบำรุงดิน ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ณ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

"ราษฎรน่าจะหมุนเวียนการปลูกพืชประเภทถั่วสลับกับการปลูกข้าวเพื่อการบำรุงดินและการใช้ที่ดินสำหรับการนำมาหาเลี้ยงชีพให้เป็นประโยชน์ตลอดปี"

แม้แต่ในพื้นที่โครงการปลูกสร้างสวนป่าพระองค์ท่านทรงเห็นว่าหากพื้นที่ใดที่พอเป็นประโยชน์ต่อราษฎรในการทำเกษตรกรรม โดยใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำได้เพื่อจะได้มีที่ทำกินถาวรก็เห็นสมควรดำเนินการ ทั้งนี้พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำริ ณ บ้านต้นลุง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ดังนี้

"การทำโครงการปลูกสร้างสวนป่านั้น น่าจะพิจารณาสงวนพื้นที่เหมาะสมไว้สำหรับเป็นแปลงเพาะปลูกบ้าง ทั้งนี้แม้กระทั่งพื้นที่ลาดชันตามไหล่เขาก็อาจทำเป็นลักษณะขั้นบันไดเพื่อทำเป็นที่ทำกินของราษฎร เช่น ปลูกข้าวไว้ได้เช่นกัน สำหรับราษฎรที่มาช่วยงานปลูกป่าทดแทนจะได้สามารถเข้าทำกินและอยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกเขตป่าสงวนเพื่อไปเปิดที่ทำกินใหม่อีกต่อไป"

พระปรีชาญาณที่ส่งผลสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่ลาดชันทั้งในพื้นที่สวนป่าและพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำทุกภูมิภาคของประเทศก็คือพระราชดำริ ปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ปรากฎอยู่ในหนังสือ "หญ้าแฝกหอมจากพระราชดำริสู่เส้นทางอนุรักษ์ดินและน้ำ" ประมวลได้ดังนี้

"ให้ดำเนินการปลูกหญ้าแฝก ซึ่งจะช่วยทั้งการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยรากของหญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในดินอันสามารถปลูกพืชอื่นได้ เช่น ข้าวโพดหรือต้นไม้ยืนต้นอื่น ๆ ในบริเวณปลูกหญ้าแฝกได้"

"คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของหญ้าแฝกก็คือ แฝกจะเป็นตัวกักเก็บไนโตรเจนและกำจัดสิ่งที่เป็นพิษหรือสารเคมีอื่น ๆ ไม่ให้ไหลลงไปยังแม่น้ำลำคลองโดยกักให้ไหลลงไปใต้ดินแทน"

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕

พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำริให้ประยุกต์ใช้หญ้าแฝกสำหรับการป้องกันการควบคุมการชะล้างพังทลายของดิน และการพัดพาตะกอนลงสู่ร่องน้ำลำธารไว้ดังนี้

"การปลูกหญ้าแฝกบนพื้นที่ภูเขาให้ปลูกตามแนวขวางของความชันและในร่องน้ำของภูเขาเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และช่วยเก็บความชื้นของดิน"

๘ มิถุนายน ๒๕๓๕

"ให้ทดลองปลูกหญ้าแฝกในร่องน้ำในลักษณะที่เป็น check dam และในที่สูงชันตามริมถนนที่มีดินเปลือยอยู่ก็ให้ปลูกแฝกเพื่อป้องกันดินพังทลายด้วย"

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕

การปลูกหญ้าแฝกป้องกันร่องน้ำที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ

แบบที่หนึ่ง ควรปลูกในลักษณะตัววีคว่ำในร่องน้ำ แล้วปลูกแนวแฝกต่อเป็นแนวยาวไปตามเส้นชั้นความสูงในลักษณะ "ก้างปลา" โดยมีระยะห่างระหว่างแถวตามแนวหรือมีค่า vertical interval ๑ เมตร เพื่อหยุดยั้งการกัดเซาะร่องน้ำ และกระจายทำให้ไหลซึมลงในดินหน้าแนวแฝก

แบบที่สอง ปลูกเป็นแนวเส้นตรงขวางร่องน้ำ ลักษณะนี้จะช่วยให้สามารถเก็บกักตะกอนไว้ในร่องน้ำ ต่อไปร่องน้ำนี้จะถูกทับถมจนเต็ม"

๘ มิถุนายน ๒๕๓๕

คำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
พระปรีชาญานในการจัดการลุ่มน้ำเพื่อพสกนิกร | ทรัพยากรป่าไม้ | ทรัพยากรดิน | ทรัพยากรน้ำ | การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย | การบูรณาการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำ | สรุป |

สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขาการจัดการลุ่มน้ำ