พระปรีชาญานในการจัดการลุ่มน้ำเพื่อพสกนิกร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า ๕๒ ปี พระองค์ได้ทรงปกครองประเทศชาติและพสกนิกรด้วยทศพิธราชธรรมทรงนำประเทศชาติผ่านพ้นอุปสรรคและภัยพิบัติด้วยดีตลอดมาโดยลำดับ ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพสกนิกรอย่างถ้วนหน้าอยู่ทุกเวลา ตลอดรัชสมัยแห่งการครองราชที่ผ่านมาจนครบ ๕๒ ปี พระองค์ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พลังความคิด บำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศและก่อความสุขและอยู่ดีกินดีในพสกนิกรของพระองค์อย่างทั่วถึง พระกรุณาธิคุณของพระองค์ยากที่จะพรรณาให้ครบถ้วนและถูกต้องในทุกประการได้ แม้ว่าจะมีปัญหาและอุปสรรคนานับประการในการพัฒนาการใช้ทั้งทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเสริมความผาสุขของราษฎร พระองค์ก็มิได้ทรงย่อท้อใช้พระปรีชาที่ล้ำลึกดำเนินการได้อย่างเฉียบคมตลอดมา

พระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งส่วนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ญมา นับแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติก็คือ การสงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร และการพัฒนาทรัพยากรน้ำ และความร่มเย็นเป็นสุขของราษฎร โดยทรงใช้วิจารณญาณทำการวิเคราะห์ระบบและสร้างแนวทางการจัดการลุ่มน้ำที่สอดคล้องกับสถานการณ์และสถานภาพของประเทศด้วยพระเนตรอันยาวไกลและวิสัยทัศน์ที่ลุ่มลึก ดังคำกล่าวไว้ตอนหนึ่งในเรื่อง "พระราชปณิธานการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง" ในวารสารสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ว่า

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานความรู้ ความคิด หลักวิชาอันล้ำหน้าอยู่ในขณะนั้นเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี เจ้าหน้าที่ป่าไม้จึงล่าช้าเกินไปที่จะเข้าใจได้อย่างชัดเจนทันท่วงที"

เรื่องต้นน้ำลำธารพระองค์ทรงเห็นเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุด พระองค์ทรงตรากตำพระวรกายเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้นจนถึงกับประชวรอย่างหนัก

ด้วยเหตุอันใดที่พระองค์ทรงมองป่าต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งน้ำที่มีจำนวนมหาศาลใต้ดินก็คือ ที่มาของพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ว่า

"ป่าไม้ช่วยซึมซับน้ำฝนไว้ใต้ดิน เรียกว่า นำน้ำใต้ดินค่อย ๆ ระบายลงมาเป็นธารน้ำ เป็นลำคลอง เป็นแม่น้ำที่ให้เราได้ใช้กันเสมอมา เราจึงควรถนอมรักษาป่าไว้ให้คงอยู่เป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อว่าลูกหลานเราจะได้ไม่ลำบาก"

พระราชดำรัสดังกล่าวเป็นไปตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแนะนำมาก่อนถึงเรื่องการหมุนเวียนของน้ำที่ทรงทอดพระเนตรเห็นน้ำใต้ดินบนต้นน้ำลำธารนั้น มาจากเมฆและใต้ดินเหนือพื้นที่ต้นน้ำลำธาร รวมตัวกลั่นเป็นหยดน้ำตกลงมาเป็นฝน น้ำฝนส่วนหนึ่งป่าซึมซับเอาไว้ ส่วนที่สองไหลนองซึมพร่าไปบนพื้นดินที่มีหน้าดินเป็นที่ทับถมของกิ่งไม้ ใบไม้ ซากพืชซากสัตว์ปนเปกันจนเรียกว่า อินทรียวัตถุ น้ำฝนส่วนที่สามซึมลงไปในดินไปผสมกับน้ำใต้ดินและน้ำบาดาล น้ำทั้งสามส่วนเป็นธรรมดาไหลลงสู่ที่ต่ำ จึงลงไปสู่ห้วย ละหาน ลำธาร คลอง และแม่น้ำตามลำดับไปลงทะเลเช่นเดียวกับน้ำใต้ดินและน้ำบาดาล น้ำทุกส่วนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามเป็นธรรมดาธรรมชาติที่จะต้องระเหย และระเหยขึ้นสู่บรรยากาศ ถ้าน้ำมีมากบรรยากาศก็สมบูรณ์ไปด้วยไอน้ำ ถ้าน้ำน้อยไอน้ำดังกล่าวก็จะน้อยไปด้วย และถูกลมพัดกระจายไปได้

ในทะเล ในมหาสมุทร มีการระเหยของน้ำมากมาย ลอยขึ้นไปจับตัวกันเป็นเมฆหรือไม่จับตัวเป็นเมฆก็ตาม ด้วยกระแสลมบกและลมมรสุมได้พัดพาเอาไอน้ำและเมฆขึ้นไปบนฝั่ง เมื่อกระทบกับไอน้ำที่ระเหยอยู่ในท้องถิ่น ความชุ่มชื้นที่เกิดขึ้นทำให้รวมตัวกันกลับเป็นหยดน้ำตกลงมาเป็นฝนลงสู่ป่าไม้และไหลลงคูคลอง แม่น้ำและลงทะเลไปในที่สุด อย่างนี้เรียกว่า "ความหมุนเวียนของน้ำ"

คำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
พระปรีชาญานในการจัดการลุ่มน้ำเพื่อพสกนิกร | ทรัพยากรป่าไม้ | ทรัพยากรดิน | ทรัพยากรน้ำ | การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย | การบูรณาการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำ | สรุป |

สรรพศิลปศาสตราธิราช | สาขาการจัดการลุ่มน้ำ