ในหลวงกับการพัฒนาสหกรณ์ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

9 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีนับได้ถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 50 แห่งการครองราชย์

ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ปกครองประเทศ ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อประโยชน์สุข ของพสกนิกรชาวไทย พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังทั่วทุกท้องถิ่นของประเทศเพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน รับทราบและศึกษาข้อมูลที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริอันสูงส่งด้วยพระเมตตา พระกรุณา และพระปรีชาสามารถให้แก่ข้าราชการในพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนในท้องถิ่นได้นำไปปฏิบัติ หรือให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อันยังประโยชน์แก่พสกนิกรมากที่สุด

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่ส่งผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ โดยตรง โดยเฉพาะชาวชนบทที่อยู่ห่างไกล ทุรกันดารและยากจนอย่างแท้จริง โครงการพระราชดำริซึ่งมี มากกว่า 2,000 โครงการ อยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนในชาติการบริหารทรัพยากรและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ซึ่ง นอกจากจะส่งผลให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีแล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นส่วนรวมด้วย

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยหลักการ วิธีการสหกรณ์ในพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริ อาจกล่าว ได้ว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่การจัดตั้งหมู่บ้านหุบกะพง ภายหลังจากที่ได้มีการคัดเลือกพื้นที่บริเวณตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 10,000 ไร่ ซึ่งเดิมมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมพื้นที่แห้งแล้ง โดยกันออก จากเขตของกรมป่าไม้ นำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรโดยมิให้กรรมสิทธิ์แต่ใช้เทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่ ปรับปรุงพัฒนาสภาพที่ดินให้มีความเหมาะสมต่อการทำการเกษตรในลักษณะ "หมู่บ้านสหกรณ์" ใช้หลักการ วิธีการ อุดมการณ์ของสหกรณ์มาทำการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสเพิ่มเติมคราวหนึ่งว่า

".....ทำไปทำมาเขาไปรวมกลุ่มทำ.....รวมพวกได้มากขึ้นจนเกิดเป็นกลุ่มเกษตรร่วมกับกลุ่มสวนผัก.....เราไป บอกว่าสหกรณ์นี้ดี ก็ช่วยกันทำไปส่งเสริมเขา....."

การจัดหมู่บ้านที่หุบกะพง จึงเป็นหมู่บ้านตัวอย่างในโครงการพระราชดำริ ซึ่งจัดในรูปสหกรณ์ที่สมบูรณ์แบบ เป็นแห่งแรกในประเทศไทย และต่อมาได้ขยายผลนำรูปแบบและวิธีการสหกรณ์ไปเผยแพร่ ปลูกฝัง ให้ความรู้ แก่ประชาชนในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มของประชาชน บนพื้นฐานแห่ง "การช่วยตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน"

จะเห็นได้ว่า ในการแก้ไขปัญหาด้านความเป็นอยู่ของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมักจะทรงนำวิธี การสหกรณ์มาใช้อยู่เสมอ เนื่องจากว่าภาครัฐบาลไม่สามารถทุ่มเทให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทั้งหมด การที่ประชาชนรู้จักการช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ประกอบกับการช่วยเหลือของรัฐ จะทำให้สร้าง ประโยชน์แก่ประชาชนอันเป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านได้ในที่สุด ดังพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่ผู้นำ สหกรณ์ทั่วประเทศ เมื่อครั้งเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ศาลาดุสิดาลัยฯ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2536 ว่า

"คำว่า "สหกรณ์" แปลว่า การทำงานร่วมกัน การทำงานร่วมกันนี้ลึกซึ้งมาก เพราะว่าจะต้องร่วมมือกันในทุก ด้าน ทั้งในด้านงานการที่ทำด้วยร่างกายทั้งในด้านการที่ทำด้วยสมอง และงานการที่ทำด้วยใจ ทุกอย่างนี้ขาด ไม่ได้ต้องพร้อม งานที่ทำด้วยร่างกาย ถ้าแต่ละคนทำก็เกิดผลขึ้นมาได้ เช่น การเพาะปลูกก็มีผลขึ้นมา สามารถ ที่จะใช้ผลนั้นในด้านการบริโภค คือ เอาไปรับประทาน หรือเอาไปไว้ใช้หรือเอาไปจำหน่าย เพื่อให้มีรายได้ เลี้ยงชีพได้ ถ้าแต่ละคนทำไปโดยลำพังแต่ละคน งานที่ทำนั้นผลอาจไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และอาจจะไม่ พอเพียงในการเลี้ยงตัวเอง ทำให้มีความเดือดร้อน ฉะนั้น จะต้องร่วมกัน แม้ในขั้นที่ทำในครอบครัวก็จะต้อง ช่วยกัน ทุกคนในครอบครัวก็ช่วยกันทำงานทำการ เพื่อที่จะเลี้ยงครอบครัวให้มีชีวิตอยู่ได้ แต่ว่าถ้าร่วมกัน หลาย ๆ คน เป็นกลุ่มเป็นก้อน ก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามารถ มีผลได้ มากขึ้น"


ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ | พระปรีชาสามารถ | หน้าแรก