ความเป็นมา

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวัง ไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ พระองค์เด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียน และดูแลความทุกข์สุขของราษฎรตามท้องที่เขตจังหวัดใกล้เคียง ในวโรกาสนั้น พระองค์ได้ทรงทราบถึงความ เดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ จำนวน ๘๓ ครอบครัว ว่าขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จะนำไปประกอบ อาชีพจึงทรงรับเกษตรกรเหล่านี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์พร้อมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ กู้ยืมไปลงทุนเป็นจำนวนเงิน ๓ แสนบาท ภายหลังไม่ปรากฎผู้ใดนำเงินจำนวนที่กู้ยืมไปทูลเกล้าฯ ถวายคืนแด่ พระองค์ท่านเลย และความได้ทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาทว่าเกษตรกรเหล่านี้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ได้อาศัยเช่าที่ ของกรมประชาสงเคราะห์ โดยเฉลี่ยครอบครัวละไม่เกิน ๒ ไร่ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการประกอบ อาชีพจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ฯพณฯ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริหารสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติและองคมนตรี ไปจัดหาพื้นที่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ นำมาจัดสรรให้เกษตรกรดังกล่าวต่อไป ขณะเดียวกันนั้น รัฐบาลอิสราเอล โดย ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยขอทราบหลักการของโครงการ และอาสาที่จะช่วยเหลือด้าน การพัฒนาการเกษตรในรูปของผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ต่อมาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ จึงได้เสนอ หลักการของโครงการต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้มีมติเห็นชอบด้วยกับโครงการได้ทำสัญญาร่วมมือกันระหว่าง รัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอลโครงการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๐๙ กำหนดระยะเวลาดำเนินการ ๕ ปี สิ้นสุดเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๑๔ ใช้ชื่อว่า "โครงการไทย-อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท(หุบกะพง)" คณะรัฐมนตรีได้รับมอบหมายให้กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และกระทรวงเกษตร ในขณะนั้นร่วมมือกันเป็น เจ้าของเรื่อง พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรเป็นรองประธาน และผู้แทนจากหน่วยราชการอื่นร่วมเป็น กรรมการ เช่น เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นต้น

ด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการทุกฝ่าย จึงได้เลือกที่ดินบริเวณหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นที่ตั้งของศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตร ของโครงการไทย-อิสราเอล โดยเหตุผลที่ว่าเดิมที่ดินบริเวณนี้ เป็นป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ มีราษฎรเข้าไปจับจองอยู่บ้าง แต่การทำมาหากินไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจาก สภาพที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินเลวขาดแคลนน้ำ การทำไร่จึงเป็นลักษณะไร่เลื่อนลอย ต้องย้ายที่อยู่เสมอ ทุกระยะ ๓-๔ ปี การจับจองไม่สัมฤทธิ์ผล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ ออกจากป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ ภายหลังพระองค์ทรงจับจองพื้นที่ดังกล่าวเยี่ยงสามัญชน โดยปฏิบัติ ตามขั้นตอนของกฎหมายป่าไม้ และกฎหมายที่ดินทุกประการ เมื่อมีแนวพัฒนาที่ดินดีขึ้นแล้วก็จะจัดให้กับ เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในตอนต้นและเกษตรกรที่ขยันหมั่นเพียรแต่ขาดแคลนที่ทำกินเข้าอยู่อาศัย และทำประโยชน์ต่อไป

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ และสำรวจแหล่งเก็บกักน้ำ และดินทั่วๆไป ตลอดจนสำรวจหาแหล่งน้ำใต้ดินในบริเวณพื้นที่โครงการ ได้มีการขุดเจาะพบน้ำบาดาล แต่มีปริมาณน้อย ภายหลังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขึ้น เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการชลประทาน เพื่อการเกษตร จาก การสำรวจ ปรากฏว่าดินส่วนใหญ่มีคุณภาพเลวมาก คือ ประมาณ ๖,๕๐๐ ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นดินเลวปนดีพอที่ จะทำกสิกรรมได้บ้าง

เมื่อได้มีการพัฒนาที่ดินและจัดระบบชลประทานในพื้นที่ ๕๐๐ ไร่ แล้วตั้งเป็นศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตร พร้อมทั้งอพยพเกษตรกร ๒ ครอบครัว ครอบครัวแรกจากกลุ่มเกษตรกรสวนผักชะอำ ซึ่งได้รับความ เดือดร้อนในตอนต้น และอีกครอบครัวหนึ่งเป็นเกษตรกรเดิมที่อาศัยทำกินในเขตโครงการฯ โดยจัดที่ดินให้ ครอบครัวละ ๒๕ ไร่ จัดให้ปลูกพืชอาศัยน้ำชลประทาน ๗ ไร่ อีก ๑๘ ไร่ ให้ปลูกพืชไร่อาศัยน้ำฝนตาม ธรรมชาติ มีเจ้าหน้าที่เป็นผู้วางแผนการปลูก และกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ให้เกษตรกรทั้ง ๒ ครอบครัว กู้ยืมเงินเป็นทุน สำหรับการประกอบอาชีพครอบครัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย ทั้งนี้ เพื่อหาข้อมูล ของพื้นที่ที่จัดให้ทำการปลูกพืชใช้น้ำชลประทาน การปลูกพืชอาศัยน้ำฝน ตลอดจนการจัดบริการในด้าน สินเชื่อและการตลาด รวมทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การเกษตร ปัญหาด้านสังคมของเกษตรกรประกอบ การพิจารณาแก้ไขปรับปรุง เพื่ออพยพครอบครัวของเกษตรที่เหลือเข้ามาอยู่ในบ้านเกษตรกรต่อไปภายหลัง เมื่อครบปีการผลิต เกษตรกรทั้งสองครอบครัวสามารถใช้หนี้สินคืนแก่กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และยังมี เหลือเป็นทุนสำรองสำหรับการประกอบอาชีพในปีต่อไป

เมื่อได้รับข้อมูลจากครอบครัวเกษตรกรตัวอย่างทั้งสองครอบครัวในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงอพยพครอบครัว เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในตอนต้นที่เหลืออีก ๘๒ ครอบครัว และเกษตรกรที่เข้ามาทำประโยชน์ อยู่เดิมอีก ๔๖ ครอบครัว เข้าอาศัยและทำประโยชน์ในพื้นที่ที่จัดสรรให้ครอบครัวละ ๒๕ ไร่ และโครงการ ได้ให้กู้ยืมเงินครอบครัวละ ๖,๐๐๐ บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกบ้านเรือน ๑,๕๐๐ บาท ส่วนที่เหลืออีก ๔,๕๐๐ บาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับวัสดุการเกษตร และค่าใช้จ่ายในครอบครัว โดยปีแรกไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ปีต่อไปเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๖

การอพยพครอบครัวเกษตรกรเหล่านี้ได้จัดให้สร้างที่อยู่อาศัยรวมเป็นหมู่บ้านเกษตรกรขึ้น โดยมีทางราชการ คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำการบริหารงานของหมู่บ้านตัวอย่างให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่วางไว้และ ขณะเดียวกันได้มีการให้การศึกษาอบรมเกี่ยวกับหลักการและวิธีการของสหกรณ์ จนเห็นว่าสมาชิกของหมู่บ้าน เกษตรกรมีความเข้าใจได้ดีพอแล้วจึงเข้าชื่อกันเพื่อขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรโดยใช้ชื่อว่า "สหกรณ์ การเกษตรหุบกะพง จำกัด"

วัตถุประสงค์

๑. จัดตั้งศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตรเพื่อศึกษาข้อมูลในด้านการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ที่เป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตร ในพื้นที่ที่แห้งแล้งตลอดจนสาธิตการใช้เทคโนโลยีการเกษตรด้วย
๒. ทำการปฏิรูปที่ดินโดยการจัดพัฒนาที่ดินว่างเปล่า แล้วจัดสรรให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินในการ เพาะปลูกเป็นของตนเอง เข้าทำการเกษตรประกอบอาชีพตามวิธีการเกษตรแผนใหม่ แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ใน การถือครองที่ดิน
๓. รวมกลุ่มเกษตรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินเหล่านี้จัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร โดยใช้หลักการและวิธีการ สหกรณ์แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของสมาชิก ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงการจำหน่ายสู่ตลาด
๔. เป็นแหล่งให้การศึกษา การส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ต่าง ๆ แก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และ ประชาชนทั่วไป

การจัดที่ดิน

จัดแบ่งแปลงที่ดินให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ดำเนินงานตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต มอบอำนาจการจัดที่ดินให้กรมส่งเสริมสหกรณ์กับสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ร่วมกันใช้อำนาจในที่ดิน ที่หุบกะพงของพระองค์ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดระเบียบว่าด้วยการจัดสรรที่ดินหมู่บ้านสหกรณ์ โครงการหุบกะพง พ.ศ. ๒๕๒๔ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์การจัดที่ดินในโครงการ

ปัจจุบันได้มีการจัดแบ่งแปลงที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ไปแล้ว จำนวน ๗,๗๗๓ ไร่ แยกเป็น
แปลงละ ๕ ไร่ จำนวน ๒๑๓ แปลง เนื้อที่ ๑,๐๖๕ ไร่
แปลงละ ๖ ไร่ จำนวน ๑๖ แปลง เนื้อที่ ๙๖ ไร่
แปลงละ ๗ ไร่ จำนวน ๑๕๐ แปลง เนื้อที่ ๑,๐๕๐ ไร่
แปลงละ ๙ ไร่ จำนวน ๑๔ แปลง เนื้อที่ ๑๒๖ ไร่
แปลงละ ๑๐ ไร่ จำนวน ๑๑๕ แปลง เนื้อที่ ๒,๒๕๐ ไร่
แปลงละ ๑๕ ไร่ จำนวน ๑๑ แปลง เนื้อที่ ๑๖๕ ไร่
แปลงละ ๑๘ ไร่ จำนวน ๑๒๓ แปลง เนื้อที่ ๒,๑๙๖ ไร่
แปลงละ ๒๕ ไร่ จำนวน ๓๓ แปลง เนื้อที่ ๘๒๕ ไร่

โดยพื้นที่แปลง ๕, ๖, ๗ ไร่ จัดเป็นพื้นที่ที่ตั้งของหมู่บ้านและปลูกพืชต่าง ๆ โดยให้รับน้ำจากระบบชลประทาน ส่วนพื้นที่แปลง ๙, ๑๐, ๑๕, ๑๘ และ ๒๕ ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่ต่าง ๆ ซึ่งได้รับน้ำตามธรรมชาติ

พื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ ซึ่งมีเขตติดต่อกับภูเขา ได้กันไว้ให้กับกรมป่าไม้ เพื่อการปลูกป่าทดแทน ตามโครงการพัฒนาด้านต้นน้ำตามพระราชประสงค์หุบกะพง และมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นในบริเวณนั้น โดย กรมชลประทานเป็นผู้ดำเนินการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อรักษาความชุ่มชื้น และ ใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งสามารถเลี้ยงพื้นที่ได้ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ และยังเป็นสถานที่เพาะพันธุ์ ปลาน้ำจืดต่าง ๆ ด้วย

พื้นที่ส่วนที่เหลือบางส่วนเป็นที่ปลูกสร้าง โรงเรียน วัด ที่ทำการศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง ที่ทำการ ศูนย์ช่างสหกรณ์ที่ ๘ และสถานีอนามัย เป็นต้น บางส่วนเป็นพื้นที่ถนนที่ตัดเข้าหมู่บ้าน เพื่อความสะดวกใน การสัญจร คมนาคมขนส่งผลผลิตของสมาชิก

การจัดระบบชลประทาน

จากการสำรวจเพื่อหาแหล่งน้ำ โดยกรมทรัพยากรธรณี ผลการขุดเจาะน้ำบาดาลเมื่อเริ่มโครงการฯ ปรากฏว่ามี ปริมาณน้ำน้อย เพียงพอต่อการบริโภคในเวลาอันจำกัดแต่ไม่พอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ทำการเกษตร จึงได้มี การติดตั้งสถานีสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าขึ้น ๒ แห่ง เพื่อสูบน้ำจากคลองชลประทานสายเขื่อนเพชรหัวหินมาตามท่อส่งน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐ นิ้ว และ ๑๒ นิ้ว ไปถังพักน้ำขนาดความจุ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ๒ แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสูงจากระดับพื้นที่ของหมู่บ้านสมาชิก เพื่อให้เกิดแรงดันน้ำส่งเข้าหมู่บ้านสหกรณ์ ด้วยท่อน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘ นิ้ว และส่งต่อท่อตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กลง คือ ๖ นิ้ว และ ๔ นิ้ว โดยส่งเข้าสู่หมู่บ้าน ด้วยท่อส่งน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๕ นิ้ว ซึ่งสามารถเลี้ยงพื้นที่กว่า ๒,๐๐๐ ไร่ และได้ จัดระบบหมุนเวียนการใช้น้ำ สมาชิกแต่ละครอบครัวจะได้รับน้ำวันละ ๒ ชั่ว โมง และเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าสูบน้ำในรูป ธุรกิจบริการของสหกรณ์ กับมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อกักเก็บน้ำธรรมชาติจำนวน ๒ อ่าง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ หุบกะพง ความจุ ๒๕๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำห้วยทรายหุบกะพง ความจุ ๗๐๔,๐๐๐ ลูกบาศก์ เมตร

การสาธิตและทดลองการเกษตร

จัดทำแปลงสาธิต และทดลองการปลูกพืชต่าง ๆ ได้แก่ พืชชลประทาน พืชไร่ และพืชสวน ตลอดจนสาธิต การเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ได้แก่ โคเนื้อ โคนม สัตว์ปีก และปลาชนิดต่าง ๆ ในพื้นที่แปลงสาธิต จัดเก็บสถิติข้อมูล เชิงวิชาการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแนะนำส่งเสริมอาชีพสมาชิกในพื้นที่ และจัดอบรมเกษตรกรสมาชิกเยาวชน สหกรณ์ โดยมีการประสานงานกับหน่วยราชการต่าง ๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมป่าไม้ กรมประมง กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน เป็นต้น

พืชสวนต่าง ๆ ที่ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูก ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน มะเขือเทศ แคนตาลูป ผักต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนพืชไร่ ได้แก่ อ้อย สับปะรด ข้าวโพด กระเจี๊ยบแดง ฯลฯ

พื้นที่ที่มีสภาพดินไม่ดี ส่งเสริมให้ปลูกป่านศรนารายณ์ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราช ดำริให้สมาชิกทำอุตสาหกรรมในครัวเรือน ในรูปหัตถกรรม การจัดทำเครื่องจักสาน โดยใช้เส้นใยจากป่าน ศรนารายณ์ โดยศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง ได้ทำแปลงปลูกป่านศรนารายณ์เพื่อขยายพันธุ์ส่งเสริม ให้สมาชิกปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่ผลิตได้

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการแปรรูปพืชผลิตผลที่ได้จากไร่นา เช่น การทำน้ำส้มสายชูจากสับปะรด มะยม มะม่วง และพืชต่าง ๆและจัดจำหน่ายในรูปกลุ่มสตรีสหกรณ์

การจัดหมู่บ้านสหกรณ์

หมู่บ้านโครการไทย-อิสราเอล ปัจจุบันมีลักษณะเป็นหมู่บ้านตัวอย่างซึ่งจัดในรูปสหกรณ์ที่สมบูรณ์แบบ โดยจัด หมู่บ้านออกเป็นกลุ่ม มีถนนตัดผ่านแบ่งออกเป็น ๕ ซอย พื้นที่ของหมู่บ้านสหกรณ์ เป็นพื้นที่แปลงละ ๕, ๖ และ ๗ ได้รับน้ำจากระบบชลประทานเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร

เหตุผลในการจัดหมู่บ้านลักษณะรวมกันเป็นกลุ่ม
๑. เพื่อประหยัดต่อการทำถนนเข้าสู่หมู่บ้าน
๒. เพื่อประหยัดต่อการต่อไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้าน
๓. เพื่อประหยัดต่อการต่อท่อน้ำเข้าสู่หมู่บ้าน
๔. เพื่อสวัสดิภาพของสมาชิกในการป้องกันโจรกรรมและอาชญากรรม โดยมี ทส.ปช.(ไทยอาสาป้องกันชาติ) จัดเวรตรวจตราหมู่บ้าน

การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานสหกรณ์ในโครงการ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมมือกับ สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งาน โครงการพัฒนาชนบทตามพระราชประสงค์แห่งแรก งานการจัดหมู่บ้านสหกรณ์ตัวอย่าง งานและภารกิจของ กรมส่งเสริมสหกรณ์ แก่ผู้เข้าเยี่ยมชมกิจการโครงการกว่าปีละ ๒๕,๐๐๐ คน ประกอบด้วย นักเรียน นิสิต นักศึกษา สถาบันของพลเรือน ตำรวจ ทหารทุกเหล่าทัพ แขกของรัฐบาล ราษฎร สมาชิกสหกรณ์ ชาวต่างประเทศและผู้สนใจทุกสาขาอาชีพตลอดจนจัดนิทรรศการเผยแพร่งานโครงการนอกสถานที่ เฉลี่ยปีละ ๕ งาน ได้แก่ งานศิลปาชีพบางไทร งานสวนหลวง ร.๙ งานวันเกษตรแห่งชาติ งานกาชาด งานราชทัณฑ์ เป็นต้น

การส่งเสริมสหกรณ์ในโครงการพระราชประสงค์

หลังจากได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๑๔ สหกรณ์ได้รับ เกษตรกรชาวสวนผักชะอำ จำนวน ๘๒ ครอบครัว และเกษตรกรทำประโยชน์อยู่ในพื้นที่หุบกะพง ๔๖ ครอบครัว รวมเป็น ๑๒๘ ครอบครัว เข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์และให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อทำการเกษตร ครอบครัวละ ๒๕ ไร่ ในปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด มีสมาชิกทั้งสิ้น ๔๐๑ คน (ครอบครัว) เมื่อสิ้นปีทางบัญชี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๘ สหกรณ์มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น ๗.๓ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นทุนของ สหกรณ์เอง ๓.๕ ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ ๔๗.๙ เมื่อเปรียบเทียบกับทุนดำเนินงานในปี ๒๕๑๕ ซึ่งเป็น ปีแรกที่สหกรณ์เริ่มดำเนินธุรกิจให้บริการสมาชิกจำนวน ๐.๓ ล้านบาท ปรากฏว่าทุนดำเนินงานของสหกรณ์ ได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ ๑๒.๕ ต่อปีในช่วงระหว่างปี ๒๕๑๕-๒๕๓๘

นอกจากนี้สหกรณ์ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินที่เป็น ค่าทดแทนที่ดินในพระปรมาภิไธย เพื่อให้ดำเนินการในรูปแบบของกองทุนโดยใช้ชื่อ "กองทุนพระราชทาน สำหรับพัฒนาสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด" เป็นจำนวนเงิน ๗,๕๕๔,๘๘๕.- บาท

สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจแบบอเนกประสงค์ให้บริการสมาชิกแบบครบวงจร ประกอบด้วยธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจการซื้อ ธุรกิจการขาย และธุรกิจบริการ เมื่อสิ้นปีทางบัญชี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๘ สหกรณ์ได้ดำเนินธุรกิจเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๑๖.๙ ล้านบาท แยกเป็น

๑. ธุรกิจสินเชื่อ สหกรณ์ได้จ่ายเงินกู้ยืมแก่สมาชิกเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านการเกษตรและ การอุปโภคบริโภคในครอบครัวเป็นมูลค่า ๓.๑ ล้านบาท
๒. ธุรกิจรับฝากเงิน สหกรณ์สนับสนุนการระดมทุนของสมาชิกโดยรับฝากเงินทั้งในรูปของการฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ และฝากออมทรัพย์ในรูปของสัจจะออมทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๔.๒ ล้านบาท
๓. ธุรกิจการซื้อหรือจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สินค้าที่สหกรณ์จัดหามาจำหน่ายสมาชิกได้แก่ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช วัสดุจักสาน ข้าวสาร น้ำมัน และสินค้าทั่วไปคิดเป็นมูลค่า ๔.๐ ล้านบาท
๔. ธุรกิจการขายหรือการรวบรวมผลิตผล ผลิตผลที่สหกรณ์ได้รวบรวมจากสมาชิก และนำออกจำหน่าย สู่ตลาด ได้แก่ มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วเขียว ผลิตภัณฑ์จักสาน และเมล็ดปอมีมูลค่าทั้งสิ้น ๕.๑ ล้านบาท
๕. ธุรกิจบริการสหกรณ์ได้ดำเนินธุรกิจให้บริการสมาชิกด้านบริการรถบรรทุกน้ำและบริการรถไถ เป็นมูลค่า ๐.๕ ล้านบาท
จากการดำเนินการทั้ง ๕ ประเภทข้างต้น หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว สหกรณ์มีกำไรสุทธิประจำปี ๐.๘ ล้านบาท

ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ | พระปรีชาสามารถ | หน้าแรก