การทำนาใช่เพียงมีที่ดินทำกิน มีเทคนิคการเพาะปลูก และสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยเท่านั้นหากแต่ต้องมีวิธีการผลิตที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีแบบใหม่ ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก เพื่อให้ได้ผลผลิตทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ดังนั้น สำหรับเกษตรกรที่มีฐานะยากจน มีพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก จึงไม่สามารถใช้วิธีการผลิตแบบใหม่ได้ ขณะเดียวกันโคและกระบือ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมกลายเป็นสิ่งหายากและมีราคาสูง จากการศึกษาของธนาคารโลก พบว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเกษตรกรร้อยละ ๒๐ ที่ไม่มีโค - กระบือเป็นของตนเอง ต้องเช่าและเสียค่าเช่าในอัตราสูง คิดเป็นข้าวเปลือก ๕๐-๑๐๐ ถังต่อปี บางครั้งผลผลิตได้ก็ไม่เพียงพอที่จะชำระค่าเช่า ทำให้เกษตรกรเกิดภาระหนี้สิน

จากปัญหาดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะจัดตั้งธนาคารโค-กระบือตามพระราชดำริขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางรวมสัตว์ไว้ให้ชาวนาที่ยากจนยืมแม่โคหรือแม่กระบือไปใช้แรงงาน หรือผลิตลูกโคหรือลูกกระบือเพิ่มขึ้น โดยได้มีกระแสพระราชดำรัสแก่คณะผู้รับนมสดสวนจิตรลดา คณะสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม และคณะผู้นำกลุ่มสหกรณ์ ณ บริเวณโรงโคนม สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ความว่า

"...เรื่องธนาคารโค-กระบือ เป็นเรื่องที่นับว่าใหม่สำหรับโลก เพราะโดยมากโลกในปัจจุบันก็นึกแต่ที่จะมีความก้าวหน้าในทางที่จะใช้เครื่องจักรกลสำหรับมาช่วยทำการเกษตรและกสิกรรม แต่มาเดี๋ยวนี้รู้สึกจะเกิด ความลำบากเพราะว่าเชื้อเพลิงแพงขึ้น จึงทำให้ความก้าวหน้าในด้านเครื่องทุ่นแรงเสียไปจึงต้องพยายามที่จะหาทางใช้เครื่องทุ่นแรงแบบโบราณ คือใช้สัตว์ สัตว์ที่ใช้แรงงานสำหรับการเกษตร เช่น โคหรือกระบือ การที่จะมีโคหรือกระบือไว้ใช้ก็มีปัญหามาก เพราะชาวนาชาวไร่ไม่มีทุนพอที่จะไปซื้อหรือแม้จะเลี้ยงก็อาจลำบากจึงมีความคิดขึ้นมาว่า ถ้าทำเป็นหน่วยหนึ่งที่มีโคหรือกระบือไว้พร้อมที่จะให้ชาวนาชาวไร่ได้นำไปใช้ ก็จะเป็นการดี จึงทำในรูปที่เรียกว่าธนาคาร

ธนาคารโค-กระบือ ก็คือ การรวบรวมโคและกระบือโดยมีบัญชีควบคุมดูแล รักษา แจกจ่าย ให้ยืม เพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตรและเพิ่มปริมาณโคและกระบือ ตามหลักการของธนาคาร

ธนาคารโค-กระบือ พอจะอนุโลมใช้ได้เหมือนธนาคารที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน เพราะโดยความหมายทั่วไป ธนาคารก็ดำเนินกิจการเกี่ยวกับสิ่งที่มีค่า มีประโยชน์ การตั้งธนาคารโค-กระบือ ก็มิใช่ว่าตั้งขึ้นมาเก็บโคและกระบือ เพียงแต่มีศูนย์กลางขึ้นมา เช่น อาจจัดให้กรมปศุสัตว์เป็นศูนย์รวม..."

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์จัดตั้งธนาคารโค-กระบือ ขึ้นเป็นแห่งแรกที่โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดปราจีนบุรีตามพระราชดำริ เพื่อให้ราษฎรได้ยืม เช่า หรือเช่าซื้อไปใช้ทำไร่ไถนา ในโอกาสนี้กรมปศุสัตว์ได้น้อมเกล้าฯ ถวายโค จำนวน ๕ ตัว โดยเสด็จพระราช กุศล ซึ่งพระองค์ก็ได้พระราชทานโคจำนวนดังกล่าวให้แก่ราษฎรบ้านคลองทรายนำไปเลี้ยงและใช้งานต่อไป

หลังจากนั้นได้มีผู้ร่วมบริจาคบริจาคสมทบโครงการอีกเป็นจำนวนมาก โครงการจึงขยายการดำเนินงานใน พื้นที่ต่าง ๆ หลายแห่งในปัจจุบัน ดังกระแสพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร ชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๒๕ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ความว่า

"...เรื่องธนาคารโค-กระบือนี่ก็เป็นสิ่งที่สนับสนุนมาตั้งแต่ต้น แล้วก็เป็นเรื่องขอกรมปศุสัตว์ได้รับเป็นภารกิจ ที่จะดำเนิน และก็ได้ทำเป็นผลสำเร็จอย่างดีมาหลายแห่ง เพราะว่าบางทีมีผู้เลี้ยงสัตว์พาหนะเหล่านี้แล้วก็ไป ขาย หรือให้เข้ากับชาวนาในราคาที่อาจจะแพงเกินไป ทำให้ชาวนากสิกรเดือดร้อน เพราะว่าจะต้องเสียเงิน สำหรับสัตว์พาหนะอย่างหนัก ก็ทำให้ทำมาหากินยาก ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ ถ้ามีก็ต้องใช้เงินแพง อันนี้เป็นปัญหา อย่างหนึ่งในหลายปัญหา ธนาคารโคกระบือนี้ ได้จัดให้ปัญหานี้ลุล่วงไปได้หลายแห่งแล้ว ให้ชาวกสิกรได้มี สัตว์พาหนะ ได้มีสัตว์สำหรับใช้ในงานในราคาที่เป็นธรรม ก็โดยอาศัยที่มีผู้บริจาคโคกระบือเป็นตัวหรือเงิน โคกระบือที่เป็นตัวนั้นก็เอาไปเลี้ยงสถานีปศุสัตว์ทั่วประเทศ ต้องการที่ไหนก็จ่ายจากที่นั่น แล้วก็มีค่าใช้จ่าย จากการบริจาคทรัพย์ เพื่อกิจการนี้เป็นทุน..."

การจัดตั้งธนาคารโค-กระบือ แต่ละแห่งจะเริ่มต้นด้วยสมาชิกอย่างต่ำสุด ๑๐ ราย ซึ่งเป็นเกษตรกรยากจน อยู่ในพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนในการหาโค-กระบือ เพื่อมาใช้งาน คณะกรรมการหมู่บ้านจะเป็นผู้คัดเลือก ผู้ที่มีฐานะยากจน มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรและไม่มีโค-กระบือของตนเอง จัดเรียงลำดับไว้ ธนาคารฯ" จัดสรรโค-กระบือ ให้แก่ราษฎร ในหมู่บ้านที่ได้รักบารคัดเลือกไว้แล้วตามจำนวนโค-กระบือ ที่ธนาคารฯ มีอยู่ซึ่งได้รับบริจาคจากประชาชนทั่วไป หรือจากงบประมาณของรัฐ ผู้ที่ยังไม่ได้รับโค-กระบือ จากธนาคารฯ ในครั้งแรกก็จะมีโอกาสได้รับในคราวต่อไป เมื่อธนาคารฯ มีโค-กระบือเพิ่มขึ้น

หลักการทำงานของธนาคารโค-กระบือเพื่อการเกษตรตามพระราชดำรินั้น เพื่อให้เกษตรกรที่ยากจนได้เป็น เจ้าของลูกโคกระบือ ซึ่งเกิดจากแม่โคแม่กระบือที่ให้ขอยืมเพื่อการผลิตลูกและใช้งาน โดยการแบ่งครึ่งจำนวน ลูกโคลูกกระบือกับธนาคาร และเพื่อให้เกิดระบบธนาคารโค-กระบือเพื่อการเกษตรตามพระราชดำริอย่าง แท้จริง ลูกโคลูกกระบือที่เกิดใหม่จะเป็นของหมู่บ้าน โดยมอบคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้บริหารงาน การจัดสรรคัดเลือกเกษตรกรที่สมควรให้ยืมต่อไป

ปัจจุบัน ธนาคารโค-กระบือ ตามพระราชดำริ มีวิธีการให้บริการแก่เกษตรกรในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ คือ

๑. การให้เช่าซื้อผ่อนส่งระยะยาว
๒. การให้เช่าเพื่อใช้งาน
๓. การให้ยืมเพื่อทำการผลิตพันธุ์
๔. การให้ยืมใช้งาน

ธนาคารโค-กระบือ ในหมู่บ้านที่มีการบริหารและการจัดโครงการที่ดีก็จะเกิดผลประโยชน์เพิ่มพูนขึ้น ลูกโค- กระบือที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นของธนาคารโค-กระบือ ได้นำไปหมุนเวียนให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่น ๆ ต่อไป การดำเนินงานในลักษณะนี้ทำให้โครงการธนาคารโค-กระบือ เกิดผลประโยชน์ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด เกษตรกรได้รับบริการอย่างทั่วถึง โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ | พระปรีชาสามารถ | หน้าแรก