จังหวัดสุพรรณบุรี

" สุพรรณบุรีเมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง
รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง "

เมืองสุพรรณบุรีมีความเจริญมาแต่ครั้งสมัยทวารวดี เดิมชื่อเมืองพันธุมบุรี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๔๒๐-๑๔๒๕ ซึ่งปัจจุบันคือริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำท่าจีน บริเวณตำบลรั้วใหญ่ต่อกับตำบลพิหารแดง แต่มาเมื่อสิ้นยุคพันธุมบุรี พระเจ้ากาแต (เชื้อสายไทยปนพม่า) ได้เสด็จเสวยราชย์ต่อ แล้วย้ายเมืองมาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น่าจีน ทรางสร้างวัดสนามไชย และบูรณะวัดป่าเลไลยก์ แล้วชักชวนข้าราชการออกบวช ๒,๐๐๐ คน ชื่อของเมืองจึงเปลี่ยนมาเป็นสองพันบุรี ต่อมาพระเจ้าอู่ทองได้ย้ายที่ตั้งเมืองไปอยู่ทางฝั่งใต้ (ทิศตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน) แล้วเมืองนี้จึงมีชื่อใหม่ว่าอู่ทอง จนกระทั่งถึงสมัยขุนหลวงพระงั่วจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นสุพรรณบุรี เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญมาก ผ่านศึกสงครามบอบช้ำมาตลอด จนถึงยุครัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมืองสุพรรณบุรี ก็ได้รวมตัวกันขึ้นมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำสุพรรณ) ในปัจจุบันนี้ สุพรรณบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ๑๐๗ กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด ๕,๓๕๘ ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๐ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอบางปลาม้า อำเภอศรีประจันต์ อำเภอสองพี่น้อง อำเภอสามชุก อำเภออู่ทอง อำเภอดอนเจดีย์ อำเภอด่านช้าง อำเภอหนองหญ้าไซ สถานที่น่าสนใจ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อยู่ห่างฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) ห่างจากตัวสะพานไปครึ่งกิโลเมตร เดิมตัวศาลเป็นศาลไม้ทรงไทย มีเทวรูปพระอิศวรและพระนารายณ์สลักด้วยหินสีเขียวสององค์ ปัจจุบันศาลเป็นรูปเก๋งจีน ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนี้เป็นที่เคารพของชาวเมืองเป็นอย่างยิ่ง มีงานประจำปีทิ้งกระจาดทุกปี ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๗ ของจีน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อยู่ในตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง บนฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ ห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร วัดนี้เรียกสั้น ๆว่า วัดพระธาตุถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของสุพรรณบุรี มีอายุไม่ต่ำกว่า ๖๐๐ ปี วัดนี้มีปรางค์องค์ใหญ่เป็นบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง (พ.ศ. ๑๘๙๓-๑๙๑๒) หรือไม่ก็ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พ.ศ. ๑๙๖๗-๑๙๙๑) วัดพระรูป อยู่บนฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ตรงข้ามตลาดจังหวัดสุพรรณบุรีเขคอำเภอเมืองเป็นวัดเก่าวัดหนึ่ง มีอายุอยู่ในสมัยอู่ทองตอนปลาย มีพระปางไสยาสน์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าเณรแก้ว เจดีย์อู่ทองและมีพระพุทธบาทไม้ซึ่งมีค่ามาก มีเพียงอันเดียวในประเทศไทย หรือในโลกก็ว่าได้ ปัจจุบันวัดพระรูปมีถนนตัดผ่านกลางวัดถึงสองสาย คือถนนขุดช้าง ซึ่งแยกไปจากถนนมาลัยแมน ผ่านวัดประตูสารขนานไปกับลำน้ำสุพรรณผ่านวัดพระรูป กับถนนซึ่งลงจากสะพานข้ามแม่น้ำสุพรรณมาจากฝั่งตัวตลาดสุพรรณบุรี นอกจากนั้นวัดนี้ยังเป็นกรุพระเครื่องขุนแผนอันเลื่องชื่ออีกด้วย วัดป่าเลไลยก์ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองอยู่ทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำสุพรรณ ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ ๔ กิโลเมตร ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดป่า ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตปางป่าเลไลยก์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือมาก แต่เดิมหลวงต่อโตเป็นพระปางปฐมเทศนา ต่อมาได้มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่ และทำเป็นปางป่าเลไลยก์ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกปีจะมีงานนมัสการหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ปีละ ๒ ครั้งในเดือน ๕ และดือน ๑๒ ตั้งแต่วันขึ้น ๗-๙ ค่ำ วัดสนามไชย ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลสนามไชย อำเภอเมือง ห่างจากริมฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณ ๑ กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นวัดร้างเหลือแต่ซากเจดีย์ทางด้านเหนือเพียงซีกเดียว ซากเจดีย์นี้ใหญ่โตมาก ประมาณว่าถ้าหากอยู่ในสภาพสมบูรณ์จะมีความสูงประมาณ ๗๐-๘๐ เมตร เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๕ กรมศิลปากร ได้ขุดแต่งองค์เจดีย์เพื่อหาโบราณวัตถุ แต่ไม่ปรากฏว่าพบอะไร คงเป็นเพราะได้ถูกคนลักลอบขุดค้นไปหมด เมื่อหลายปีมาแล้ว เพียงแต่พบอัฐิธาตุของคนซึ่งสันนิษฐานไว้ทางหนึ่งว่าเป็นอัฐิของทหารนักรบโบราณที่เสียชีวิตในสงครามจึงให้นามเจดีย์นี้ว่า "เจดีย์ทหารนิรนาม" วัดแค เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ภายในมีต้นมะขามยักษ์และเรือนไทยทรงโบราณ เรียกว่า "คุ้มขุนแผน" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย ตั้งอยู่ในบริเวณศาลากลางจังหวัด ถนนพระพันวษา เป็นอาคารเรือนไทยประยุกต์สองชั้นจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการทำนา ประเพณีและวิถีชีวิตของชาวนาไทย นอกจากนี้ยังจัดแสดงสิ่งของและอุปกรณ์ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงใช้ทำนาสาธิต เช่น เคียวด้ามทอง รวงข้าวมงคง ๙ รวงแรกที่ทรงเกี่ยว เป็นต้น เปิดให้เข้าชมทุกวันเว้นวันจันทร์และอังคาร เวลา ๙.๐๐-๐๖.๐๐ น. สวนเฉลิมภัทรราชินี ตั้งอยู่กลางใจเมืองสุพรรณบุรี มีเนื้อที่ ๑๕ ไร จุดเด่นของสวนแห่งนี้ คือ "หอคอยบรรหาร-แจ่มใส" ซึ่งมีความสูง ๑๒๓ เมตร ภายในหอคอยมีจุดชมวิวร้านจำหน่ายของที่ระลึก และภาพประวัติศาสตร์ต่าง ๆ และตำนานวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดสุพรรณบุรี วัดสะวรรณภูมิ ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดใหม่ ตั้งอยู่ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด ที่วัดนี้มีพิพิธภัณฑ์ปุ่นปุณณสิริ ซึ่งเก็บรวบรวมศิลปะโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น ถ้วยชาม แจกัน พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ นาฬิกา อาวุธสมัยโบราณ น่าชมมาก วัดขนอนและอุทยานมัจฉา ตั้งอยู่ที่ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๓ กม. เป็นวัดเก่าแก่ สมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ ที่ปรักหักพังแล้วและได้บูรณะขึ้นใหม่ ในสมัยปัจจุบันมีรูปปั้นพระนอนในลักษณะนอนหงาย สร้างเท่าขนาดคนจริงสมัยโบราณ ลักษณะเหมือนพระนอนที่เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย ที่วัดพระนอนนี้มีแม่น้ำท่าจีนไหลผ่าน ท่านเจ้าอาวาสได้เลี้ยงปลาไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ มีทั้งปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาแรด ปลาตะโกก ปลายี่สก จำนวนนับแสนตัว วัดมหาธาตุ หรือวัดพระธาตุศาลาขาว ตั้งอยู่ที่ตำบลศาลาขาว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันตก ตามถนนมาลัยแมน (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี) ไป ๑๕ กิโลเมตร วัดนั้นชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดพระธาตุนอก วัดนี้มีพระปรางค์แบบบกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ขนาดย่อมองค์หนึ่ง รูปทรงงดงามน่าดูมาก พระศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ สระทั้ง ๔ นี้มีชื่อว่าสระแก้ว สระคา สระยมนา และสระเกษ อยู่ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง ใกล้กับลำน้ำท่าว้าห่างจากตัวเมือง ๑๔ กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยเมืองอู่ทองยังเจริญรุ่งเรืองอยู่ น้ำในสระศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๔ นี้ ได้เคยนำมาประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกต่าง ๆ ด้วย หน่วยอนุรักษ์นกท่าเสด็จ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง ใช้เส้นทางสี่แยกแขวงการทาง เลี้ยวซ้ายข้ามสะพาน ตรงไปบ้านท่าเสด็จแล้วเลี้ยวขวาไปหน่วยอนุรักษ์ฯ ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร ในเวลากลางวันจะมีนกให้ชมบ้าง แต่ในตอนเย็นจะมีนกบินกลับรังให้ชมมากมาย เป็นนกปากห่าง นกยาง นกกาน้ำ นกกาบบัว นกกระสา นกแขวก และนกช้องหอย เป็นต้น อนุสรณ์ดอนเจดีย์ อยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๓๑ กิโลเมาตร เป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า ค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ในสภาพยอดหักชำรุดเหลือแต่ฐาน จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๙๕ รัฐบาลได้บูรณะเจดีย์ขึ้นใหม่ โดยสร้างองค์ใหม่ครอบเจดีย์เดิมไว้ และหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประทับอยู่บนคอช้างประดิษฐานอยู่หน้าพระเจดีย์ ทุกปีจะมีงานฉลองอนุสาวรีย์ขึ้น ในวันที่ ๒๕ มกราคม ซึ่งถือเป็นวันกองทัพไทย มีการแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การละเล่นพื้นเมือง และการออกร้านสมโภชต่าง ๆ เป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน เมืองอู่ทอง ปัจจุบันอยู่ที่อำเภออู่ทองเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า พระเจ้าอู่ทองทรงอพยพผู้คนหนีโรคห่าจากเมืองอู่ทอง เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๐ ไปสร้างเมืองหลวงใหม่ คือ กรุงศรีอยุธยาต่อมาได้มีการขุดค้นหาหลักฐานที่เมืองอู่ทองลงความเห็นว่า เมืองนี้เป็นเมืองเก่าก่อนกรุงศรีอยุธยา และร้างไปนานนับร้อยปีก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างกรุงศรีอยุธยา จึงเชื่อกันว่าพระเจ้าอู่ทองท่าจะไม่ได้หนีโรคห่าดังที่กล่าวไว้สิ่งที่น่าชมที่เมืองอู่ทอง คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ซึ่งเป็นที่รวบรวมศิลปะโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้ซึ่งแสดงถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคต่าง ๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบสุพรรณบุรีนี้ ซึ่งมีทั้งเครื่องมือเครื่องใช้และพระพุทธรูปต่าง ๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อยู่ถนนมาลัยแมนข้างที่ว่าการอำเภออู่ทอง เปิดบริการให้ประชาชนเข้าชมทุกวัน เวันวันจันทร์ วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั้งแต่เวลา ๙.๐๐-๑๖.๐๐ วัดไผ่โรงวัว สร้างขึ้นในสมัยปัจจุบันประมาณปี ๒๔๖๙ อยู่ที่ตำบลบางตาเถร ริมคลองพระยาลันลือ อำเภอสองพี่น้อง เป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธโคดม" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อโลหะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดหน้าตักกว้าง ๑๐ เมตร สูง ๒๖ เมตร ภายในบริเวณวัดมีสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่น วังสามฤดูของเจ้าชายสิทธัตถะสถานที่แสดงปฐมเทศนา ตรัสรู้ และปรินิพพาน เมืองนรก เป็นต้น การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข ๓๒๑ ไปอำเภอสองพี่น้อง แล้วแยกขวาไปวัดไผ่โรงวัว เขื่อนกระเสียว เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีเขื่อนดินที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย ยาว ๔ กม. ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง เป็นแห่งท่องเที่ยวและแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่