" ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา "
พระนครศรีอยุธยา หรือเรียกสั้น ๆ ว่าอยุธยา เป็นเมืองหลวงเก้าของไทย สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๑๘๙๓ โดยสมเด็จพระเจ้าอู่ทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เป็นเมืองหลวงอยู่นานถึง ๔๑๗ ปี มีพระมหากษัตริย์ครองราชย์สืบเนื่องกัน ๕ ราชวงศ์ รวมทั้งสิ้น ๓๓ พระองค์ (ไม่รวมขุนวรวงศาธิราช) อยุธยาอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๗๖ กิโลเมตร พื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม มีเนื้อที่ประมาณ ๒,๕๕๖.๖ ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๖ อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา นครหลวง บ้านแพรก บางซ้าย บางไทร ลาดบังหลวง ภาชี บางบาล มหาราช บางปะหัน เสนา อุทัย บางประดิน ผักไห่ ท่าเรือ วังน้อย มีเส้นทางคมนาคมสะดวกสบายเพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ สถานที่น่าสนใจ ป้อมและปราการรอบกรุง ป้อมตามกำแพงเมืองและป้อมรอบนอก ซึ่งปรากฎชื่อในพงศาวดารมี ป้อมมหาไชย ป้อมเพชร ป้อมหอราชคฤห์ ป้อมชิดกบ ป้อมจำปาพล ป้อมใหญี่ฯ จะตั้งอยู่ตรงทางแยกระหว่างแม่น้ำ เช่น ป้อมเพชร และป้อมมหาไชย เป็นต้น ห้อมเพชร อยู่ตรงที่บรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำป่าสัก เป็นป้อมรูปรี ก่อด้วยอิฐสลับศิลาแลง ยื่นออกจากแนวกำแพงพระนคร มีช่องคูหาก่อเป็นรูปโค้ง ซึ่งมีซากเหลืออยู่ทุกวันนี้ น่าเสียดายที่มีการสร้างโรงเรียนขึ้นภายในป้อมนี้ ทำให้ทัศนียภาพเสียไป ป้อมมหาไชย อยู่มุมวังจันทรเกษมในที่ซึ่งเป็นตลาดหัวรอในปัจจุบัน ตัวป้อมถูกรื้อนำอิฐมาสร้างพระนครใหม่ที่กรุงเทพฯ ในรัชกาลที่ ๑ เสียหมดแล้ว ป้อมมหาไชยเดิมเป็นป้อมใหญ่และแข็งแรงเพราะอยู่บริเวณที่ลำแม่น้ำเลี้ยวผ่านหน้าวัดสามพิหาร ซึ่งเป็นทางเข้าไปยังพระราชวังหลวง ป้อมประตูข้าวเปลือก อยู่หน้าวัดราชประดิษฐาน ลักษณะของป้อมก่อย่อเป็นรูปพับสมุดมีช่องปีนเป็นพื้นที่ข้างล่างสำหรับยิงตรงออกไปจากำแพงป้อมละ ๒ ช่อง และช่องปึนสำหรับยิงกราดป้อมละช่อง ประตูช่องกุด เป็นประตูกำแพงพระนครชั้นนอกก่อนเป็นรูปโค้งปลายแหลม กว้าง ๔ ศอก ๑ คืบเศษ สูง ๕ ศอกเศษ ตอนระหว่างหอราชคฤห์กับหัวสาระพาอยู่ข้างวัดรัตนไชย (วัดจีน) พระราชวังและตำหนักต่าง ๆ พระราชวังในพระนครศรีอยุธยา ๓ แห่ง คือ พระราชวังหลวง วังจันทรเกษม หรือวังหน้า และวังหลัง นอกจากนี้ยังมีวังและตำหนักซึ่งเป็นที่สำหรับเสด็จประพาสอยู่นอกพระนครศรีอยุธยาอีกหลายแห่ง คือ วังที่เกาะบางปะอิน อำเภอบางปะอิน ตำหนักนครหลวง อำเภอนครหลวง พระราชวังหลวง หรือที่เรีกในปัจจุบันว่า "พระราชวังโบราณ" เป็นที่ประทับของสมเด็จพระรามาธิบดีทุกรัชกาล อยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาทางด้านเหนือ มีถนนสายรอบกรุงผ่าน ภายในบริเวณพระราชวังมีพระที่นั่งสำคัญ ดังนี้ พระที่นั่งสำคัญสุริยาสน์อมรินทร์ เป็นปราสาทจัตรมุขก่อด้วยศิลาแลงสลับอิฐอยู่ริมกำแพงด้านริมแม่น้ำเป็นที่สำหรับประทับทอดพระเนตรขบวนแห่ทางน้ำ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ เป็นปราสาทยอดปรางค์ มุขหน้าและมุขหลังยาว ส่วนมุกข้างสั้น มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ๓ ด้าน ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีราชาภิเษกเป็นปราสาทปิดทององค์แรกที่สร้างขึ้นในกรุงศรีอยุธยา พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท เป็นปราสาทองค์กลาง สร้างแบบเดียวกับพระที่นั่งวิหารสมเด็จเป็นที่เสด็จออกรับแขกเมือง พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ เป็นปราสาทตรีมุข ตั้งอยู่บนกำแพงชั้นในด้านตะวันออกหน้าพระราชวัง เป็นพระที่นั่งสำหรับเสด็จประทับทอดพระเนตรขบวนแห่ และการฝึกซ้อมทหาร พระที่นั่งตรีมุข อยู่ข้างหลังพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท เข้าใจว่าเดิมเป็นพระที่นั่งฝ่ายในและเป็นที่ประทับในอุทยาน พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ เรียกอีกชื่อว่า "พระที่นั่งท้ายสระ" ตั้งอยู่ในพระราชวังด้านหลังทางทิศตะวันตกเป็นปราสาทจตุรมุขอยู่บนเกาะ มีสระน้ำล้อมรอบ วังจันทรเกษมหรือวังหน้า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก สร้างในสมัยสมเด็จพระยุพราชและพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ ครั้งเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ถูกไฟไหม้ หมดไม่มีซากโบราณสถานหลงเหลือเลย สถานที่ต่าง ๆ ในพระราชวังจันทรเกษมสร้างใหม่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโปรดให้สร้างตามแผนผังเดิมเพื่อใช้เป็นที่ประทับ ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น "อยุธยาพิพิธภัณฑ์" และปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม ภายในพระราชวังมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจคือ พลับพลาจตุรมุข เป็นพลับพลาเครื่องไม้ตั้งอยู่บนศาลาใกล้ประตูวังด้านทิศตะวันออก เดิมเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเวลาเสด็ประพาส พระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นตึกหมู่อยู่กลางพระราชวัง เคยเป็นศาลารัฐบาลและศาลารัฐบาลและศาลากลางอยู่เป็นเวลาหลายปี พระที่นั่งพิสัยศัลยลักษณ์ (หอส่องกล้อง) เป็นหอสูง ๔ ชั้น อยู่ริมพระราชวังด้านทิศตะวันตกสร้างในสมับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่หักพังลงมาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ หอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างในรัชกาลที่ ๔ ตามรากฐานเดิม ทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดาว กำแพงและประตูวัง เป็นสิ่งซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๔ ของเดิมมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าที่เห็นในปัจจุบัน เพราะขุดพบรากฐานของพระที่นั่งนอกกำแพงวัดด้านใน และพบซากอิฐอยู่ในบริเวณเรือนจำอีกหลายแห่ง วังหลัง ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาด้านทิศตะวันตก (ในเขตโรงงานสุราของกรมสรรพสามิตในปัจจุบัน) เดิมเป็นอุทยานสำหรับเสด็จประพาสและปลูกไว้เพียงตำหนักเดียวเท่านั้น ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้โปรดให้สร้างเพิ่มเติมเป็นพระราชวัง เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรถต่อมาวังหลังกลายเป็นที่ประทับของเจ้านายในพระราชวงศ์เท่านั้น จึงไม่ปรากฎสิ่งสำคัญหลงเหลืออยู่ วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดสำคัญและน่าชมที่สุดอยู่ในพระราชวังหลวง เช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่กรุงเทพฯ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ใช้เป็นที่ประทับต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่แล้วโปรดยกให้เป็นเขตพุทธาวาสจึงเป็นวัดในเขตพระราชวังไม่มีพระสงฆ์ วิหารพระมงคลบพิตร พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์องค์ใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย พระมงคลพิษตรนี้แต่เดิมอยู่ทางทิศตะวันออก นอกพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดให้ชลอมาไว้ทางด้านทิศตะวันตกที่ซึ่งประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันและโปรดให้ก่อมณฑปสวมไว้ ครั้งถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือยอดมณฑปเกิดไฟไหม้เพราะอสุนีบาตทำให้พระศอของพระมงคลบพิตรหักตกลง จึงโปรดให้ก่อสร้างใหม่แปลงเป็นมหาวิหารแทนเมื่อเสียกรุงครั้งที่ ๒ วิหารมงคลบพิตรถูกไฟไหม่ทรุดโทรม พระวิหารและองค์พระพุทธรูปได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ ฝีมือไม่งดงามอ่อนช้อยเหมือนของเก่า บริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตรทางด้านทิศตะวันออกเดิมเป็นสนามหลวงใช้เป็นที่สำหรับสร้างพระมรุพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ และเจ้านายเช่นเดียวกับท้องสนามหลวงของกรุงเทพฯ วัดพระราม อยู่นอกเขตพระราชวังไปทางด้านทิศตะวันออก สมเด็จพระราเมศวรทรงสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระราชบิดา วัดนี้มีบึงใหญ่อยู่หน้าวัด เดิมเรียกว่า "หนองโสน" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "บึงพระราม" ปัจจุบันคือสวนสาธารณะพระราม วัดพระมหาธาตุ อยู่ตรงหน้าพระราชวังด้านทิศตะวันออกเชิงสะพานป่าถ่าน สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ วัดราชบูรณะ อยู่เชิงสะพานป่าถ่ายตรงข้ามวัดมหาธาตุ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) โปรดให้ก่อเจดีย์ขึ้น ๒ องค์ สวมทับตรงที่ซึ่งเจ้าอ้ายและเจ้ายี่ชนช้างกันถึงสิ้นพระชนม์ ให้สถาปนาพระมหาธาตุและพระวิหารเป็นพระอารม แล้วพระราชทานนามว่าวัดราชบูรณะ วัดเสนาสนาราม อยู่หลังวังจันทรเกษม เป็นวัดโบราณเดิมชื่อ "วัดเสื่อ" มีพระพุทธรูปสำคัญสำคัญ ๒ องค์ คือ "พระสัมพุทธมุนี" เป็นพระประธานในพระอุโบสถ และ "พระอินทรแปลง" ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร เป็นพระะุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ วัดสุวรรณดารามราชวรวิหาร อยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกตอนใต้ริมป้อมเพชร เดิมชื่อวัดทอง พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์จักรีได้ทรงสร้างเพิ่มเติมและปฏิสังขรณ์ต่อเนื่องกันมาเกือบทุกรัชกาล วัดสวนหลวงสบสวรรค์ อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก (บริเวณกรมทหารเก่า) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงสร้างในสวนหลวงติดกับวัดสบสวรรค์เดิม เมื่อสมเด็จพระศรีสุริโยทัยสิ้นพระชนม์โปรดให้เชิญพระศพมาไว้ที่ตำหนักสวนหลวง และพระราชทานเพลิงศพที่นั่นแล้วจึงทรงสร้างพระอารามขึ้นตรงบริเวณพระเมรุ ปัจจุบันยังมีพระสถูปเจดีย์องค์ใหญ่เป็นสำคัญ เรียกว่า เจดีย์พระศรีสุริโยทัย วัดโลกยสุธา อยู่ถัดเจดีย์พระศรีสุริโยทัยเข้าไปทางด้านหลังประมาณกิโลเมตรเศษบริเวณวัดอยู่ติดกับวัดวรเชษฐาราม ถ้าจะเดินทางไปชมจะไปทางรถยนต์ผ่านไปตามถนนในบริเวณโรงงานสุราก็ได้ หรือจะเจ้าไปตามถนนหลังพลับพลาตรีมุขในบริเวณพระราชวังโบราณผ่านวัดวรโพธิ์และวัดวรเชษฐษราม เข้าไปจนถึงพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ของวัดได้ พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ก่อด้วยอิฐถือปูนยาประมาณ ๒๙ เมตร มีซากเสาพระวิหารเป็น ๖ เหลี่ยม ขนาดใหญ่อยู่ชิดองค์พระเหลืออยู่หลายต้น เข้าใจว่าเป็นซากพระอุโบสถ วัดพุทไธสวรรย์ อยู่ริมแม่น้ำตรงข้ามกับพระนครศรีอยุธยาไปทางทิศใต้ สร้างขึ้นในบริเวณที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองอพยพมาสร้างเมืองใหม่เดิมบริเวณนี้เรียกว่า "เวียงเล็ก" หรือ "เวียงเหล็ก" วัดไชยวัฒนาราม อยู่ริมแม่น้ำฝั่งเดียวกับวัดพุทไธสวรรย์ แต่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะเมือง พระเจ้าปราสาททองโปรดให้สร้างขึ้น ปัจจุบันเป็นวัดร้าง แต่ยังมีพระปรางค์ใหญ่และเจดีย์รายตามมุมคดหลงเหลืออยู่และรูปทรงยังสมบูรณ์ดีเป็นส่วนมาก วัดหน้าพระเมรุ เดิมชื่อวัดพระเมรุราชิการาม อยู่ริมคลองสระบัว ตรงข้ามพระราชวังหลวง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยใด วัดพระเจ้าพนัญเชิง อยู่ริมน้ำทางด้านทิศใต้ของพระนครศรีอยุธยาเป็นวัดที่มีมากก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา เดิมใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฏหลักฐาน พระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหารนั้นชื่อ "พระเจ้าพนัญเชิง" สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๘๖๗ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๗ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะใหม่ทั้งองค์และถวายพระนามว่า "พระพุทธไตรรัตนนายก" นับเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่มีอายุมากที่สุด และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตักหว้าง ๒๐.๑๗ เมตร และสูงจากชายพระชงฆ์ถึงพระรัศมี ๑๙ เมตร วัดกุฎีดาว อยู่ตรงหน้าสถานีรถไฟด้านตะวันออก เป็นวัดที่เก่า ฝีมืองดงามกว่าวัดอื่นแต่ปรักหักพังไปมากแล้ว วัดสมณโกศ อยู่ใกล้วัดกุฎีดาว เป็นวัดที่เจ้าพระยาโกศา (เหล็ก) และพระยาโกษา (ปาน) ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหราช วัดนี้มีพระปรางค์องค์ใหญ่รูปทรงสัณฐานแปลกตากว่าแห่งอื่น เข้าใจว่าเลียนแบบเจดีย์เจ็ดยอดของเชียงใหม่ วัดเจ้าพญาไทหรือวัดใหญ่ไชยมงคล หรือวัดป่าแก้ว อยู่นอกพระนครศรีอยุธยาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทางสถานีรถไฟมีพระเจดีย์ใหญ่มองเห็นแต่ไกล สร้างในสมัยพระเจ้าอู่ทอง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ไว้เป็นที่ระลึกที่วัดนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติเมื่อคราวทรงชนะศึกยุทธหัตถีและทรงมุ่งให้เป็นเจดีย์คู่กับเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดภูเขาทองเรียกเจดีย์นี้ว่า "พระเจดีย์ไชยมงคง" วัดภูเขาทอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากพระราชวังหลวงไปประมาณ ๒ กิโลเมตร ทางเดียวกับเส้นทางไปจังหวัดอ่างทอง (ทางหลวงหมายเลข ๓๐๙) จะมีป้ายบอกทางแยกซ้ายไปวัดภูเขาทองและแยกขวาจะไปพระที่นั่งเพนียด สร้างในสมัยสมเด็จพระราเมศวร เมื่อ พ.ศ. ๑๙๓๐ พระที่นั่งเพนียด สร้างเป็นที่ประทับทอดพระเนตรการคล้องช้าง ตั้งอยู่ในตำบลสวนพริก อำเภอพระนครศรีอยุธยา ลักษณะเป็นคอกล้อมด้วยซุงทั้งต้น มีปีกกาแยกเป็นรั้วไปสองข้าง รอบคอกเพนียดเป็นกำแพงดินประกอบอิฐสูงเสมอยอดเขาด้านหลังคอกตรงข้ามแนวปีกกาเป็นพลับพลาที่ประทับบูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นใหม่ ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย ปลายถนนขุนเมืองใจ ใกล้ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่รวมโบราณวัตถุของกรุงศรีอยุธยานานาชนิดที่น่าสนใจมากเปิดให้เข้าชมทุกวันเว้นวันจันทร์ อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ประกอบด้วยอาคารหลัก ตั้งอยู่บนถนนโรจนะ ติดกับวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา ในเกาะตัวเมืองและอาคารผนวกตั้งอยู่ ณ บริเวณซึ่งเคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่น ต.เกาะเรียน ศูนย์ฯ นี้เป็นสถาบันวิจัยแห่งชาติ ด้านอยุธยาศึกษาโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ไทยสมัยที่พระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อยุธยาซึ่งแสดงสิ่งจำลองที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยโดยวิธีการและเทคโนโลยีของการจัดพิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงนิทรรศการสมัยใหม่รวมทั้งเป็นศูนย์ข้อมูลและห้องสมุดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยาด้วย เปิดทำการทุกวันเว้น วันจันทร์และอังคาร ตั้งแต่เวลา ๙.๐๐-๑๖.๓๐ น. วันหยุดปิดเวลา ๑๗.๐๐ น. ค่าเข้าชมคนไทย ๒๐ บาท ชาวต่างชาติ ๑๐๐ บาท ตำหนักพระนครหลวง อยู่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งทิศตะวันออก ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง เป็นที่ประทับในระหว่างเสด็จไปพระพุทธบาทและประทับแรมในระหว่างเสด็จลพบุรีสันนิษฐานว่าสร้างในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมมาสร้างเป็นที่ประทับก่ออิฐถือปูนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โบราณสถานในเกาะบางปะอิน เกาะบางปะอินอยู่ห่างจากเกาะเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาออกไป ๔๐ กิโลเมตร คือจากตัวจังหวัดไปตามถนนพหลโยธินเลี้ยวขวาเข้าทางแยกตรง กม.ที่ ๓๕ แล้วเข้าไป ๗ กิโลเมตร ก็จะถึงพระราชวังบางปะอินอัตราค่าเข้าชมผู้ใหญ่ ๓๐ บาท เด็ก-นิสิต-นักศึกษา-ภิกษุ-สามเณร ๒๐ บาท นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ๕๐ บาท ภายในพระราชวังบางปะอินมีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้ พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ เป็นปราสาทอยู่กลางสระ สร้างในรัชกาลที่ ๕ เดิมสร้างด้วยเครื่องไม้ทั้งองค์ ต่อมารัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดให้เปลี่ยนเสาและพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด พระที่นั่งวโรภาษพิมาน เป็นท้องพระโรงอยู่ทางเหนือของ "สะพานเสด็จ" ซั่งเป็นท่าน้ำสำหรับเสด็จพระราชดำเนินขึ้น เดิมเป็นเรือนไม้สองชั้นเป็นที่ตั้งที่ประทับและท้องพระโรงร่วมกัน ต่อมารัชกาลที่ ๕ โปรดให้รื้อสร้างใหม่เป็นอาคารแบบฝรั่ง ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกขุนนางในงานพระราชพิธีสิ่งสำคัญในพระที่นั่งเป็นภาพชุดพระราชพงศาวดารกับภาพเรื่องอิเหนา พระอภัยมณีและรามเกียรติ์ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร อยู่ทางทิศตะวันออกตรงข้ามกับสระน้ำ เป็นพระที่นั่งสร้างด้วยไม้ น่าเสียดายที่ไฟไหม้หมดไม่มีสิ่งใดเหลือ นอกจากหอสูงก่ออิฐปูนรูปหกเหลี่ยมซึ่งเรียกว่า หอพระ เท่านั้น พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ อยู่ตอนเหนือของพระราชวัง พระที่นั่งองค์นี้พระยาโชฎึก ราชเศรษฐี(ฟัก) สร้างถายตามแบบพระราชวังจีน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มักเสด็จประทับในฤดูหนาว พระที่นั่งวิฑูรทัศนา เป็นหอสูง สร้างบนเกาะน้อย ระหว่างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรกับพระที่นั่งเวหาสน์จำรูญเป็นพระที่นั่ง ๓ ชั้น มีบันไดเวียน ทรงใช้เป็นที่ทอดพระเนตรสภาพบ้านเมืองโดยรอบ โรงละคร รัชกาลที่ ๖ โปรดให้สร้างขึ้น บริเวณที่ประทับฝ่ายในเป็นพลับพลาไม้หลัง เล็ก ๆ สร้างในสวนริมสระต่อจากพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรไปทางทิศตะวันตก อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (อนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม) เป็นอนุสาวรีย์หินอ่อนบรรจุพระสริรังคารของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ อนุสาวรีย์พระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์และเจ้าฟ้าสามพระองค์ อยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม สภาคารยาชประยูร เป็นตึก ๒ ชั้น อยู่ริมแม่น้ำนอกกำแพงพระราชวังตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งวโรภาสพิมานด้านทิศใต้ รัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้า เหมมณเฑียรเทวราช เป็นศาลประดิษฐานเทวรูป รัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างขึ้นตรงศาลเดิมที่ชาวบ้านสร้างอุทิศถวายเสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง วัดชุมพลนิกายาราม อยู่บริเวณหัวเกาะตรงสะพานข้ามไปยังสถานีรถไฟ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๕ วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ อยู่นอกเกาะทางด้านทิศใต้คนละฝั่งกับพระราชวังรัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างให้มีรูปทรงต่างจากวัดอื่น เป็นศิลปะแบบกอทธิก สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ โปรดให้เป็นพระอารามสำหรับพระสงฆ์ฝ่ายนิกายธรรมยุติ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จัดตั้งขึ้นในเขตที่ดินปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรม ตำบลบึงใหญ่อำเภอบางไทร มีเนื้อที่ประมาณ ๒๘๕ ไร่ ศูนย์ศิลปาชีพนี้มุ่งฝึกอบรมอาชีพเกี่ยวกับงานศิลป หัตถกรรมต่าง ๆ วิชาที่สอนให้แก่เกษตรกรได้แก่ การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยพืชการแกะสลัก การจักสาน การทำตุ๊กตา การประดิฐ์ดอกไม้เทียม การทำเครื่องเรือน การทอผ้า ผลิตภัณฑ์จากผ้า และการย้อมสีผลิตภัณฑ์ที่เสร็จแล้วจะส่งไปขายที่ร้านจิตรลดาทุกสาขา การเดินทางไปยังศูนย์ฯ สามารถไปทางเรือตามลำน้ำเจ้าพระยามาขึ้นที่ท่าของศูนย์ฯ หรือไปทางรถยนต์ เมื่อถึงอำเภอบางปะอินแล้วมีทางแยกเข้าสู่สายบางไทร-สามโคกระยะทาง ๒๔ กิโลเมตร ศูนย์ศิลปาชีพบางไทยเปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันพุธ อัตราค่าผ่านประตู ผู้ใหญ่ ๒๐ บาท เด็ก ๑๐ บาท รายละเอียดติดต่อสอบถามได้ที่ โทร.๒๒๕๘๑๖-๘ ต่อ ๔๖๐ หรือ โทร.(๐๓๕) ๓๖๖๐๙๒ งานลอยกระทง และแข่งเรือยาวประเพณี จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนพฤศจิกายน บริเวณศูนย์ศิลปาชีพบางไทร